อิตัลไทยอุตสาหกรรม มั่นใจตลาดเครื่องจักรกลหนักไทยโตต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย จับมือเอสดีแอลจีแบรนด์ยักษ์จีนเปิดตัวรถขุดรุ่นใหม่ลุยเจาะตลาดก่อสร้าง อุตสาหกรรม และงานเกษตร


อิตัลไทยอุตสาหกรรม มั่นใจตลาดเครื่องจักรกลหนักไทยโตต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย จับมือเอสดีแอลจีแบรนด์ยักษ์จีนเปิดตัวรถขุดรุ่นใหม่ลุยเจาะตลาดก่อสร้าง อุตสาหกรรม และงานเกษตร

อิตัลไทยอุตสาหกรรม ชี้ตลาดเครื่องจักรกลหนักไทยไตรมาส 1 เติบโตขึ้น 25% จากปีก่อน มั่นใจหลังเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายยังมีโอกาสโตต่อเนื่อง จึงจับมือเอสดีแอลจีแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีน เปิดตัวรถขุด ขนาด 20-21 ตัน รุ่นล่าสุด SDLG E6205F และ E6210F เล็งเจาะตลาดก่อสร้าง บ่อดิน บ่อทราย อุตสาหกรรม เกษตรกรรม

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด หรือ ITI ผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์เอสดีแอลจี ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในส่วนเมกะโปรเจกต์ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ไตรมาส 1 ปีนี้พบว่าตลาดเครื่องจักรกลหนักยังเติบโตขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย คาดว่าผู้ประกอบการจะกลับมาเร่งดำเนินโครงการแบ็คล็อกคงค้างต่างๆ ให้แล้วเสร็จ แต่อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบลงทุนตามสภาพเศรษฐกิจ เน้นมองหาสินค้าที่จะช่วยให้คืนทุนเร็วเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ อิตัลไทยอุตสาหกรรม จึงร่วมกับ Shandong Lingong Construction Machinery หนึ่งในสามผู้ประกอบการรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดตัวรถขุดขนาด 20-21 ตัน รุ่นล่าสุด SDLG E6205F และ E6210F รองรับลูกค้า “กลุ่มงานก่อสร้าง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม” ที่เชื่อมั่นว่ายังมีโอกาสเติบโตระยะยาว ปีนี้มูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าด้วยคุณสมบัติของรถขุดทั้ง 2 รุ่นที่มีความคงทน คุ้มค่า ด้วยคุณภาพและราคาที่เหมาะสม จึงน่าจะเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ที่ช่วยตอบโจทย์ด้านการบริหารต้นทุนให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

Mr.Shi Dong, Import & Export Co.Vice General Manager บริษัท Shandong Lingong Construction Machinery แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เจ้าของแบรนด์เอสดีแอลจี กล่าวว่า เอสดีแอลจีเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังเป็นตลาดใหญ่ของภูมิภาคที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ด้วยเหตุนี้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทรถขุดเพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม เพราะเชื่อว่าจะเข้ามาตอบโจทย์เสริมความต้องการให้กับลูกค้ากลุ่มงานก่อสร้างได้ตรงจุด และการที่มีอิตัลไทยอุตสาหกรรมเป็นพันธมิตรจะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการตลาดมากยิ่งขึ้น เพราะมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่จับมือร่วมกับอิตัลไทยอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 10 ปี

นายสกนธ์ ศรีวรรณวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์จากเดิมที่มีรถตักล้อยาง รถขุดขนาดเล็ก ขนาดกลาง สู่ รถขุดขนาด 20 ตัน SDLG E6205F และ E6210F ก็เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มงานก่อสร้างทั่วไป งานการทาง งานบ่อดิน บ่อทราย และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรถขุดขนาด 20 ตันคิดสัดส่วนเป็น 50% ของตลาดรถขุดในไทย นอกจากคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้วสิ่งที่ทำให้เอสดีแอลจีเหนือกว่าแบรนด์อื่น คือ งานบริการหลังการขายที่มีการรับประกันทุกชิ้นส่วนหลัก รวมถึงงานอะไหล่และซ่อมบำรุงที่พร้อมให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด ด้วยศูนย์บริการอิตัลไทย เซ็นเตอร์ 15 สาขาครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศไทย อาทิ เชียงใหม่ ชลบุรี อยุธยา ขอนแก่น สุราษฏร์ธานี หาดใหญ่

“อิตัลไทยอุตสาหกรรม วางแผนรุกและขยายตลาดไปยังงานก่อสร้างทั่วไป งานบ่อดิน บ่อทราย ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานตลาดที่ตรงสำหรับเอสดีแอลจี โดยเน้นไปผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตรงความต้องการของกระบวนการผลิต มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ และต้นทุนการบำรุงรักษาที่จะช่วยลูกค้าบริหารต้นทุนให้คุ้มค่าครบวงจร คาดว่าปี 2565 จะสามารถทำยอดขายรถขุดเอสดีแอลจีทุกรุ่น ประมาณ 200 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งในตลาดรถขุดในประเทศไทยประมาณ 3%”

มทร.ล้านนา ลงนามความร่วมมือ บริษัทกรีนเทค โอโซน โซลูชั่น สตาร์ทอัพ BCG Boost up จาก สวทช. พัฒนานวัตกรรมซักอบรีดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มทร.ล้านนา ลงนามความร่วมมือ บริษัทกรีนเทค โอโซน โซลูชั่น สตาร์ทอัพ BCG Boost up จาก สวทช. พัฒนานวัตกรรมซักอบรีดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้บริการเช่าผ้าแบบ pay per use ตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรมเชียงใหม่ กว่า 1,500 ห้องต่อวัน

วันที่ 6 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.30น. ที่โรงแรมอีสทีน เชียงใหม่ ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.ล้านนา ร่วมกับ นายภิญโญ สุขทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรีนเทค โอโซน โซลูชั่นจำกัด ได้​จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้ BCG Model(Bio-Circular-Green Economy) โดยมี คุณชัยยศ จินดารัตนะ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายภิญโญ สุขทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรีนเทค โอโซน โซลูชั่นจำกัด เปิดเผยว่า บริษัท กรีนเทค โอโซน โซลูชั่น จำกัด เริ่มก่อตั้งปี 2558 เป็นธุรกิจให้บริการซักอบรีดให้กับภาคธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันได้เพิ่มการให้บริการเช่าผ้าจ่ายแบบ PAY PER USE เพื่อลดภาระให้กับผู้ประกอบการโรงแรมด้วยทีมวิจัยและพัฒนาที่มี ประกอบกับการสนับสนุนและผลักดันธุรกิจ Start up จากภาครัฐผ่านหน่วยงาน อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิชาการและเทคโนโลยีภายใต้ BCG Model ทำให้บริษัทฯมีนวัตกรรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่น ระบบการซักผ้าด้วยเทคโนโลยีโอโซนไม่ใช้สารเคมีและประหยัดพลังงาน, นวัตกรรมติดตามผ้า(Smart Linen) และบริหารสต็อค, ระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำ, รวมทั้งเทคโนโลยี IOT โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าและสังคมยอมรับและเลือกใช้บริการ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน


นายภิญโญ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบันบริษัทฯได้เปิดให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ และขยายสาขาการให้บริการในจังหวัดกระบี่(อ่าวนาง-ไร่เลย์) ซึ่งจะแล้วเสร็จเดือนตุลาคมปี 2022 โดยในจังหวัดเชียงใหม่เราดำเนินการสร้างโรงงานซักอบรีดขนาดกำลังการซัก 2 ตันต่อวัน เพื่อรองรับปริมาณลูกค้าโรงแรมที่สนใจหันมาใช้บริการเช่าผ้าแบบ(pay per use)มากกว่า 1,500 ห้องต่อวัน ซึ่งจะทำให้ลดการใช้สารเคมีในการซักผ้าในจังหวัดเชียงใหม่ลงไปถึง 10 ตันต่อปี ลดการใช้น้ำในกระบวนการซักผ้าได้ถึง 3 ล้านลิตรต่อปี ทั้งนี้บริษัทยังมีเป้าหมายขยายพื้นที่ให้บริการให้ครบ 10 สาขาภายในระยะเวลา 5ปี โดยเน้นไปยังจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อลดการปล่อยสารเคมีลงสู่ธรรมชาติและลดการนำเข้าสารเคมีอีกทางหนึ่งด้วย

ทางด้านผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.ล้านนา กล่าวถึงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ว่า “โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ดีของมหาวิทยาลัยอีกหนึ่งโครงการ ที่เป็นการร่วมมือกันกับบริษัท กรีนเทค โอโซน โซลูชั่น จำกัด ในการที่จะนำนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยฯ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้าน BCG เอาไปต่อยอดในเชิงธุรกิจ การร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างองค์ความรู้ การบริการทางวิชาการ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ให้กับชุมชน สังคม การร่วมมือกันระหว่างบริษัท กรีนเทค โอโซน โซลูชั่น จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จึงถือเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมให้เกิดการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย และเชื่อว่าถ้าเราพัฒนาได้จะสามารถนำมาใช้ในภาคพื้นเอเชียได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจที่ทางบริษัทได้จับมือกับทางมหาวิทยาลัย จัดสร้างโครงการนี้ขึ้นมา”

สำหรับความร่วมมือในโครงการนี้ จะมีทั้งการพัฒนากำลังคน นั่นคือนักศึกษาที่จะได้ไปเรียนรู้การปฏิบัติงาน ทั้งทางด้านวิศวกรรม และด้านธุรกิจกับบริษัท กรีนเทค โอโซน โซลูชั่น จำกัด ในขณะเดียวกันทางบริษัทฯเอง ก็จะได้มาฝึกอบรมในด้านวิชาการกับทางมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งเราได้จัดหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ กระบวนการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งคือ องค์ความรู้ที่เป็นแนวปฏิบัติในด้านการออกแบบ การติดตั้ง และซ่อมบำรุง ซึ่งจะทำอย่างไรให้เป็น Knowhow ร่วมกันของมหาวิทยาลัยฯ และบริษัทฯ รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ๆ ซึ่งมองว่าจะเกิดขึ้นกับทาง Eco-Tech และมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเกิดจากการร่วมมือกันในการทำ MOU ครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการทำแผนการดำเนินการรวมไปถึงการจัดกิจกรรมในอีกหลายๆ กิจกรรม

รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวด้วยว่า โครงการความร่วมมือนี้จะเน้นในภารกิจ 3 ส่วน ได้แก่ การสอน การฝึกอบรม และการวิจัยงานบริการด้าน BCG โดยเน้นเรื่องการวิจัยพลังงานสะอาด รวมไปถึงพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานทดแทนจากกังหันลม เทคโนโลยีชีวมวล และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แก่ แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า การบำบัดน้ำเสีย การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ที่สำคัญได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในชุมชน ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้งานที่เกี่ยวข้องกับ BCG ทางมหาวิทยาลัยฯ มีหน่วยวิจัยระบบพลังงานสะอาด เป็นหน่วยที่พัฒนากำลังคนและองค์ความรู้ทางด้าน BCG model แต่ด้วยยังเป็นเพียงภาควิชาการหรือภาคทฤษฎี ดังนั้นภารกิจสองส่วนในภาคเอกชนและภาควิชาการได้มาจับมือร่วมกัน จะทำให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดมาจากแนวคิดของคนไทย เกิดจากสถาบันการศึกษาร่วมกับหน่วยงานเอกชน ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และเป็น Knowhow ของคนไทยนั่นเอง

นายภิญโญ สุขทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัทกรีนเทค โอโซน โซลูชั่นจำกัด กล่าวเสริมด้วยว่า กิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการเสริมทัพให้กับบริษัท กรีนเทค โอโซน โซลูชั่น จำกัดเพื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้นนึง การนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปต่อยอดเพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้รับสินค้าและการบริการที่เหนือมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของบริษัทเรา เช่นกันในมุมมองของมหาวิทยาลัยฯ ก็จะได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นกองทุน หรืองานวิจัย เพื่อให้สอดคล้องกับ Customer need หรือสิ่งที่ประชาชนต้องการ การคาดหวังกิจกรรมในครั้งนี้จะนำเราก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่ง.

งาน “ไดโนแรพเตอร์ แอนด์ เดอะแก๊งค์ ตะลุยพืชโบราณถิ่นล้านนา” พาทะลุมิติย้อนไปสู่ ยุคครีเทเชียส ตอนต้น 130 ล้านปี ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์องค์การสวนพฤกษศาสตร์

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอิสระ ศิริไสยาสน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน “ไดโนแรพเตอร์ แอนด์ เดอะแก๊งค์ ตะลุยพืชโบราณถิ่นล้านนา” ร่วมกับ นายสุธี จงอัจฉริยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1 นายพรชัย หาญยืนยงสกุล กรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ รักษาการผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พร้อมนายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ และนางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช ภริยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีตัวแทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดงาน

โดยการจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือร่วมกัน ระหว่าง องค์การสวนพฤกษศาสตร์ และกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่เคยร่วมกันจัดงาน “ปู่ไดโนเสาร์ ตะลุยพืชโบราณถิ่นล้านนา”เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2562 โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีขึ้นระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ด้านพฤกษศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ธรณีวิทยาซากดึกดำบรรพ์ อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเยาวชนและประชาชนเกิดความรักความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมความรู้คู่ความเพลิดเพลินที่มีความโดดเด่นน่าสนใจ สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายที่ให้ความรู้คู่ความเพลิดเพลิน ผ่านการเรียนรู้ ได้ปฏิบัติจริงเสมือนเป็นนักธรณีวิทยาและ นักพฤกษศาสตร์รุ่นเยาว์ รู้จักไดโนเสาร์ แรพเตอร์ไทยชนิดใหม่สกุลใหม่ของโลก 3 สายพันธุ์เพลิดเพลินไปกับการขุดค้นกระดูกไดโนเสาร์ เกมส์ไดโนเสาร์ซ่อนแอบ ท้าประลองเต๋าแรพเตอร์ แต้มสีสร้างฝันพืชในจินตนาการ

นอกจากนี้ยังได้สนุกกับการเรียนรู้เรื่องพืชโบราณยุคดึกดำบรรพ์ วิวัฒนาการไม้กลายเป็นหิน วิวัฒนาการของพืชจากอดีตสู่ปัจจุบัน อีกทั้งเพลิดเพลินกับการค้นหาพืชโบราณ ที่ปัจจุบันยังหลงเหลือ ให้เห็น อยู่ภายในพื้นที่จัดแสดงและป่าธรรมชาติภายในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อาทิ ปรง เฟิน สน หวายทะนอย หญ้าถอดปล้อง เป็นต้น

ในครั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณี ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ ในธีม “ไดโนเสาร์แรพเตอร์ไทย ชนิดใหม่สกุลใหม่ของโลก 3 สายพันธุ์” ซี่งเป็นการจัดนิทรรศการครั้งแรกในประเทศไทย โดยนำตัวอย่างชิ้นกระดูกไดโนเสาร์ที่ขุดค้นได้ ทั้ง 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย 1) ภูเวียงเวเนเตอร์ แย้มนิยมมิ ฉายา “จ้าวสายฟ้า” 2) วายุแรพเตอร์ หนองบัวลำภูเอนซิส ฉายา “จ้าววายุ” 3) สยามแรพเตอร์ สุวัจน์ติ ฉายา “จ้าวสลาตัน” พร้อมกับยกขบวนหุ่นจำลองไดโนเสาร์เสมือนจริง จำนวน 24 ตัวมาจัดแสดงภายในงานอีกด้วย

ซึ่งผู้ชมจะได้สัมผัสบรรยากาศตื่นตา ตื่นใจ เสมือนอยู่ในยุคไดโนเสาร์ จูราสสิกปาร์ค อีกทั้งเรียนรู้การขุดค้น สำรวจ และการอนุรักษ์ไดโนเสาร์

บสย. ผนึก ส.อ.ท. ลงนามความร่วมมือ “การสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ” ผสานกำลัง ขับเคลื่อนประเทศไทย ติดปีกธุรกิจไทยสู่ความอย่างยั่งยืน

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผนึก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผสานกำลังขับเคลื่อนประเทศไทย ติดปีกธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืน ร่วมผลักดันและเสริมแกร่งศักยภาพผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ พร้อมมาตรการการเงินการคลัง ร่วมลงนามความร่วมมือการสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ “การกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทยด้วยมาตรการทางการเงินและการคลัง” พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม


เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติร่วมงาน FTI EXPO 2022 และร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือ “การสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ” ระหว่าง บสย. และ ส.อ.ท. โดยขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ “การกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทยด้วยมาตรการการเงินและการคลัง” โดยส่วนหนึ่งของการบรรยายได้กล่าวถึง ในช่วงที่ผ่านมา ได้ออกมาตรการการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ขัดแย้ง ยูเครน-รัสเซีย แล้วรวม 8 มาตรการ คือ


1.มาตรการตรึงราคาขายปลีกก๊าซ NGV 2.มาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซล 3.มาตรการบริหารราคาน้ำมันดีเซล 4.มาตรการขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน 5. มาตรการช่วยเหลือด้านราคาก๊าซ LPG 6.มาตรการประหยัดพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชน 7.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมภายในประเทศ 8.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าในประเทศไทย โดยหลังจากการกล่าวปาฐกถา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามความร่วมมือ “การสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ” ระหว่าง นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขานรับนโยบายเปิดประเทศร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งระบบ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ สอดรับกับนโยบายการเปิดประเทศ และการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งทุน ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงเงินทุน และโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs” ใน 2 บทบาท
บทบาทแรก การเป็น Credit Enhancer ออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ใช้แทนหลักประกันในการยื่นกู้กับสถาบันการเงิน เป็นการลดต้นทุนด้าน Credit หรือ Credit Cost


บทบาทที่สอง คือ การเป็นศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน F.A. Center และหมอหนี้ เพื่อให้คำปรึกษาทางการเงิน Financial Literacy ไม่ว่าจะเป็นด้านการขอสินเชื่อ ด้านการพัฒนาธุรกิจ ด้านการปรับโครงสร้างหนี้ และการแก้ไขหนี้ ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ซึ่งที่ผ่านมา F.A. Center ได้ให้คำปรึกษาและการช่วยเหลือ SMEs ไปแล้วมากกว่า 8,000 ราย นับเป็นความต้องการวงเงินสินเชื่อกว่า 10,000 ล้านบาท
การลงนามความร่วมมือ “การสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อการดำเนินธุรกิจ” ระหว่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ บสย. ในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตอบรับการเปิดประเทศ เพื่อผลักดันการเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเป็นผู้ผลักดันให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงเป็นที่มาของโครงการความร่วมมือกับ บสย. โดย บสย. จะสนับสนุนด้านความรู้ทางการเงินและธุรกิจ ดำเนินกิจกรรมให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก ส.อ.ท. ให้เข้าถึงแห่งทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพยกระดับศักยภาพด้านต่างๆ ได้แก่


การให้คำปรึกษาด้านการเงิน ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A. Center ทั้งด้านการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ การบริหารจัดการเงินทุน การปรับโครงสร้างหนี้ และการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีสมาชิกของ ส.อ.ท. ให้ความสนใจรับคำปรึกษาด้านการเงินภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวกว่า 200 บริษัท การอบรมให้ความรู้ “รู้ข้อดีบัญชีเดียว พร้อมตัวช่วย” และ “การวิเคราะห์งบการเงินสำหรับ CEO “ ซึ่งหลังจากนี้จะให้ความร่วมมือในกิจกรรมอื่นๆ ทั้งการช่วยเหลือด้านการค้ำประกันสินเชื่อแก่สมาชิก ส.อ.ท. การพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ อาทิ ด้านการตลาดและเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในกระบวนการผลิต การส่งเสริมและผลักดันสมาชิกสู่ BCG ECONOMY MODEL

รมว.ดีอีเอส เปิดสปอตไลต์ส่องหา UNICORNในงาน CHIANGMAI WEB3 CITY AND METAVERSE

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐ วรยศ รองอธิการบดี – เทคโนโลยีดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ,นางสมจิตต์ ธีระชุติกุล รองกรรมการ-ผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 2 และรักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและปฏิบัติการลูกค้า 3 และนายธนากร ทองใบ ผู้จัดการฝ่ายงานขายและปฏิบัติการลูกค้าเขตเหนือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

ร่วมเปิดงาน CHIANGMAI WEB3 CITY AND METAVERSE เพื่อเสริมสร้างและส่งเสริมความร่วมมือระดับประเทศในการร่วมกันนําเทคโนโลยี Web3.0 และ Blockchain มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเมือง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยมีการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนําเทคโนโลยี Web3.0 มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเมือง อาทิ Web3 : Infrastructure Perspective, Web3 Digital Platform กับการพัฒนาเมืองด้วยความมีส่วนร่วมภาคประชาชน (DAOs), การประยุกต์ใช้ Metaverse & Wallet กับภาคธุรกิจ//

Lanna Expo 2022 ภายใต้แนวคิด “The Change of Life เปลี่ยน…เพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืน”

นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานพิธีเปิดงานแสดงนวัตกรรมและจำหน่ายสินค้า Lanna Expo 2022 ภายใต้แนวคิด “The Change of Life เปลี่ยน…เพื่อชีวิตและธุรกิจที่ยั่งยืน” โดยมีผู้แทนจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พร้อมทั้งส่วนราชการ และภาคเอกชนร่วมในพิธีเปิด

 

สำหรับการจัดงาน Lanna Expo 2022 ในปีนี้กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมบูรณาการจัดที่พร้อมกับงานสภาอุตสาหกรรมเอ็กซ์โปร (FTI Expo 2022) ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2565

โดยภายในงานมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) กว่า 200 บูธ ทั้งหมด 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ 1)กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่ง 2)กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม สมุนไพร 3) กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสิ่งทอ ของฝากของที่ระลึก และ 4)กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป ตลอดจนกิจกรรมการเจรจาธุรกิจเชื่อมโยง เพื่อเปิดโอกาสการขยายธุรกิจ เพิ่มช่องทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่

บสย. จัดกิจกรรม ”TCG Stakeholders Day 2022” ชู Digital Technology ขับเคลื่อนองค์กร

บสย. จัดกิจกรรม “TCG Stakeholders Day 2022 : ความเห็นของท่านสำคัญกับ บสย.” ถ่ายทอด ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แผนธุรกิจ และผลดำเนินงาน “ค้ำประกันสินเชื่อ” พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และมุมมองต่อ บสย.เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบแผนแม่บทองค์กร โดยปีนี้ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 9 กลุ่ม ยกให้ บสย. เป็นองค์กรที่ทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ภายใต้ยุทธศาสตร์ Transformation ก้าวไปข้างหน้า ขับเคลื่อนองค์กรด้วย Digital Technology ภายใต้แนวคิด TCG Fast & First รวดเร็ว รอบคอบ เป็นที่หนึ่งในใจ SMEs


นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวเปิดกิจกรรม “TCG Stakeholders Day 2022 : ความเห็นของท่านสำคัญกับ บสย. โดยได้รับเกียรติจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน 9 กลุ่ม ได้แก่ 1.ลูกค้าและผู้ประกอบการ 2.คู่ค้า/สถาบันการเงิน 3.ผู้กำหนดนโยบายและงบประมาณ 4.ผู้ถือหุ้น 5.พันธมิตรและคู่ความร่วมมือ 6.ผู้ส่งมอบ 7.สื่อมวลชน 8.ชุมชน/สังคม 9.บุคลากร บสย. เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 200 คน ผ่านการประชุมระบบ Live Streaming พร้อมการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงาน ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและแผนระยะยาว ของ บสย. รวมถึงการออกแบบกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตอบโจทย์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างสมดุลและยั่งยืน


ประเด็นการนำเสนอและถ่ายทอด ประกอบด้วย การแถลงวิสัยทัศน์ ทิศทาง ผลดำเนินงาน บสย. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน การบริหารจัดการนวัตกรรม และการมุ่งเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ บสย. แสดงถึงผลดำเนินงาน บสย. ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ บสย. ครบรอบ 30 ปี แห่งความภาคภูมิใจ ที่จะส่งต่อและสร้างความมั่นใจ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน โดยตลอดระยะเวลที่ผ่านมา บสย. มียอดค้ำประกันสะสมกว่า 1.31 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบ 1.75 ล้านล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้ 7.4 แสนราย เกิดการจ้างงานใหม่และรักษาการจ้างงานรวมกว่า 11.35 ล้านตำแหน่ง ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ 5.68 ล้านล้านบาท และในปี 2565 บสย. ได้มีการปรับโฉมองค์กรใน 3 มิติ (3N) เพื่อรองรับสู่การ Transform ประกอบด้วย 1.New Culture ก้าวสู่วัฒนธรรมองค์กรใหม่ TCG Fast & First ที่หนึ่งในใจ SMEs รวดเร็วเหมือน Fintech Company และรอบคอบเหมือนสถาบันการเงิน 2.New Engine พัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อเจาะเฉพาะกลุ่ม 3.New Business Model ด้วย Digital Platform พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้าน Digital Gateway เชื่อมโยงระบบต่าง ๆ กับสถาบันการเงิน

บสย. ยังประกาศเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานตามแผนปี 2565 – 2569 โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วนผ่านการขับเคลื่อนด้วย Digital Technology เพื่อให้การทำงานและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ได้รวดเร็วขึ้น โดยทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน พัฒนาแพลตฟอร์ม Digital lending และ TCG Digital Credit Guarantee
กิจกรรม “TCG Stakeholders Day 2022 : ความเห็นของท่านสำคัญกับ บสย. ในปีนี้ ประสบความสำเร็จเกินคาด กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องต้องกันและเป็นที่ประจักษ์ว่า บสย. เป็นองค์กรที่ทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้า และผู้ประกอบการต้องการให้ บสย. ยืนเคียงข้างผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสามารถเดินหน้าธุรกิจและเติบโตอย่างยั่งยืน

นายกฯ เปิดฉากงาน FTI Expo 2022 เตรียมรีสตาร์ทประเทศไทยให้พร้อมขับเคลื่อนต่อ ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG พร้อมดัน Soft Power เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์

29 มิถุนายน 2565 ห้องประชุมลีลาวดี ภายในศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพรเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน FTI Expo 2022 ภายใต้แนวคิด “Shaping Future Industries for Stronger Thailand” งานยิ่งใหญ่ระดับประเทศที่ภาคธุรกิจจากหลากหลายสาขามาร่วมแสดงสินค้าและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกำหนดฉากทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศในมิติต่างๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ผ่าน 4 สาขา คือ สาขาเกษตรและอาหาร สาขาสุขภาพและการแพทย์ สาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และสาขาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยทั้ง 5Fs (Food, Film, Fashion, Fighting และ Festival) เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

เวลา 11.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานในการเปิดงาน FTI Expo 2022 โดยมีรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงกลาโหม, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เอกอัครราชทูตจากประเทศกัวเตมาลา อินโดนีเซียและบังกลาเทศ ผู้แทนท่านทูตจากประเทศจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก เปรู แคนาดา กัมพูชา ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในพิธีเปิดงาน จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดงาน FTI Expo 2022 จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่า “งาน FTI Expo 2022 ภายใต้แนวคิด ‘Shaping Future Industries for Stronger Thailand’ ถือเป็นงานระดับประเทศที่ภาคธุรกิจจากหลากหลายสาขาได้มาร่วมแสดงสินค้าและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ และเป็นโอกาสดีที่จะได้กำหนดฉากทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตเพื่อประเทศไทยที่แข็งแกร่งกว่าเดิม


แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลให้การพัฒนานวัตกรรมมีความจำเป็นมากขึ้น ตลอดจนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายดังกล่าว เพื่อปรับตัวให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ภายใต้บริบทของโลกใหม่ใบเดิมนี้ วันนี้ประเทศไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเดินต่อไปข้างหน้าบนเวทีโลก หลังจากจอดมาเป็นเวลา 2 ปี โดยกำหนดแนวทางในแต่ละช่วงเวลาเพื่อให้รถยนต์คันนี้สามารถพลิกโฉมตัวเองไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในช่วงแรกจึงต้องรีสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อรีสตาร์ทประเทศไทยให้ฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด
เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้ว สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ การเร่งเครื่องยนต์ โดยการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศทั้งในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม


พลเอกประยุทธ์ กล่าวเสริมต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจับมือกันระหว่างองค์กรชั้นนำ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทย ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รถยนต์ประเทศไทยคันนี้ จะกลายเป็นยานยนต์แห่งอนาคตที่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง จากความสามัคคีของคนไทยด้วยกัน และผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เราทำได้อย่างแน่อน หากเราทุกคนจับมือแล้วก้าวไปพร้อมกัน
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในครั้งนี้จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่อนาคตที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ในนามของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้สนับสนุนงาน FTI Expo 2022 รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน FTI Expo 2022”
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมากมาย ส.อ.ท. จึงมุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้นโยบายการหลอมรวมทุกภาคส่วนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (ONE FTI) โดยทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยเพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม (Strengthen Thai Industries for Stronger Thailand) โดยอาศัยยุทธศาสตร์ 4 ข้อ ประกอบด้วย


1) Industry Collaboration ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในลักษณะ 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด 2) First 2 Next-Gen Industry ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต ภายใต้อุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งประกอบด้วย 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curves) ตามนโยบายรัฐ อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนนโยบาย BCG หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา SMEs ในด้าน 1) Go Digital การนำดิจิทัลมาช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ 2) Go Innovation การส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงนวัตกรรมและงานวิจัยมากขึ้น 3) Go Global การสร้างและขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศผ่านสภาธุรกิจต่าง ๆ และ 4) Smart Service Platform การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับการให้บริการ
​นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า “งาน FTI Expo 2022 นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยและองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคการศึกษา ทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม การค้าและการท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน มีผู้สนใจมาร่วมออกบูธนิทรรศการแสดงผลงานกว่า 340 บูธ เพื่อแสดงศักยภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปกติใหม่ (New Normal) รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลกเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสดงศักยภาพและยกระดับความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับประเทศภายใต้แนวคิด BCG Economy Model ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ไทย การค้าการลงทุนให้เชื่อมโยงสู่ระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนของประเทศให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้แบบ Next Normal โดยคาดว่าจะสร้างโอกาสทางการค้าและเกิดเงินทุนหมุนเวียนภายในงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท”


​สำหรับไฮไลท์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ของการจัดงาน FTI EXPO 2022 กว่า 30,000 ตารางเมตร จะมีการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้า สินค้าและบริการที่ทันสมัยของบริษัทชั้นนำระดับประเทศ รวมทั้งเป็นเวทีเปิดกว้างในการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่หลากหลายครบวงจร โดยประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลักๆ ได้แก่ FTI FUTURE FORUM เวทีที่รวมสุดยอดซีอีโอชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตในหัวข้อต่างๆ อาทิ ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไทย ในยุค New Normal โดยคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ความท้าทาย COP26 กับบริบทการใช้พลังงานของประเทศไทย โดยคุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, Shaping Energy Industry and Beyond for Sustainable Future โดยคุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), Shaping 5G Industry Transition Towards Digital and Green Energy โดย ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น, EXHIBITION & RETAIL อัพเดทเทรนด์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรม มากมายด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าของเหล่าพันธมิตรและสินค้าอุตสาหกรรมไทย, BUSINESS MATCHING & NETWORKING พบปะคู่ค้าคนสำคัญเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน, INNOVATION & TECHNOLOGY SHOWCASE ตื่นตากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจไปไกลกว่าเดิม, BCG ECONOMY MODEL SHOWCASE นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวคิดตอบโจทย์การพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่จะเป็นหนึ่งพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ยั่งยืนขึ้น, พบ NORTHERN FOOD VALLEY นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากผู้ประกอบการภาคเหนือ และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย

 

โดยได้รับการรับรอง MADE IN THAILAND จากสภาอุตสาหกรรมฯ
​ทั้งนี้ เรายังคงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการจัดงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบ New Normal เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้เข้าชมงาน และสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งด้านสถานที่ มาตรการป้องกันโควิด-19 ระบบโลจิกติกส์ การบริการรถรับ-ส่งภายในงาน การปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัย การบริการต้อนรับ ร้านค้า ร้านอาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงาน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนและผ่านการตรวจ ATK ก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นงาน FTI Expo 2022 ยังได้รับมาตรฐาน Safe Travel ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านสุขภาพระดับโลก, มาตรฐาน SHA ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสำหรับกิจการด้านการท่องเที่ยว และเป็นการจัดงานที่มีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายของประเทศในการมุ่งสู่การเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero นอกจากนั้นภายในงาน ได้นำแนวคิด PackBack มาใช้ในการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่เกิดขึ้นภายในงาน กลับไปเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ตำรวจภาค 5 รวบ สองผัวเสียขนยาบ้า 1 ล้าน 5 แสนเม็ดเครือข่าย ป๋อลี

เมื่อ เวลา 13.00 น. วันที่ 8 พ.ค.นี้ที่กองบังคับหารสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5,พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ,พ.ต.อ.กฤษดา พันธ์เกษม รอง ผบก.ภ.จว.แพร่ , พ.อ.อัศวิน ดุสิตรัตนกุล รอง ผอ.รมน.ภาค3 สย.2, นายอุดม นามเมือง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ ปปส.ภาค 5 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 1 ราย ยาบ้า1.5 ล้านเม็ด ,ผู้ต้องหา 2 คนมีนายชัชวาลย์ พากเพียร อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 4 ต.จอมหมอกแก้ว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย กับนางธรรมวงส์ โปทอง อายุ 34 ปีชาวลาว ,รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน ผธ3229 เชียงราย,โดยจับกุมได้ที่ ด่านตรวจ X-ray ยาเสพติดห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่


พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 ได้เผยการจับกุมแก็งค้าบ้ารายใหญ่ เป็นเครือข่ายของป๋อลี เครือข่ายยาเสพติดชายแดนด้าน จ.เชียงราย โดยเมื่อ เวลา 20.30 น. วันที่ 6 พ.ค.ชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 5 ได้สืบทราบว่ามีการเคลื่อนไหวของขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มชนเผ่าอาข่าในเขตอิทธพบป๋อลี จึงได้ติดตามจนบรรทุกสิ่งของคลุมผ้าใบมิดชิด ขับขี่มาตามถนนพหลโยธิน ขาล่อง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.แพร่ มุ่งหน้าไปทาง อ.เด่นชัย จ.แพร่

จึงประสานด่านตรวจ X-RAY ยาเสพติดห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ให้สกัดกั้นรถคันดังกล่าวได้เด่านตรวจพบว่าด้านหลังบรรทุกสัปรดมาเต็มคัน จึงได้นำรถยนต์เข้าเครื่อง X-RAY และพบว่ามียาบ้าของกลางรวม 1.5 ล้านเม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกล่องโฟมปะปนกับกล่องโฟมที่บรรจุสัปปะรดบรรทุกอยู่กระบะหลังรถ จึงได้จับกุม นายชัชวาลย์ และนางธรรมวงศ์ หญิงชาวลาวภรรยาของนายชัชวาลย์ แจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อการค้า

จากนั้นจึงควบคุมตัวเพื่อขยายผลการจับกุมคาดว่าจะมีการออกหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดในเครือข่ายนี้ประมาณ 2-3 คน และติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดเพื่อเป็นการตัดรากถอนโคนเครือข่ายยาเสพติดให้เด็ดขาด//

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ระหว่างคณะสงฆ์ภาคเหนือกับจังหวัดเชียงใหม่

 

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2565 ที่วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้ประกอบพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ระหว่างคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ กับจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระราชวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ (พระอารามหลวง) พร้อมทางพระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าคณะอำเภอต่างๆในเชียงใหม่หรือตัวแทนทั้ง 25 อำเภอ ร่วมลงนามในครั้งนี้

ทางจังหวัดเชียงใม่นำโดย นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมนางดวงจิตต์ ปรัชญ์สกุล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงใหม่ นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางอัญชลี บุญณราช รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงใหม่ นายประสงค์ หล้าอ่อน ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ นางรีรัตน์ ใจแข็ง ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญ สีวาโย พัฒนาการจังหวัดเขียงใหม่ นางจิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีลงนาม

นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัด และชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืนระหว่างคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ กับ จังหวัดเชียงใหม่ รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน ของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกช่วงวัย นายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 347/2563 เรื่องจัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

โดยให้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เรียกโดยย่อว่า “ศจพ.” เพื่อเป็นกลไกเชิงนโยบายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างหลักประกันทางสังคมช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเปราะบาง คนยากจนและผู้ด้อยโอกาสให้มีความพร้อมและสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน โดยการใช้พลังของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม วัด ชุมชนท้องถิ่นมาร่วมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอย่างบูรณาการเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน กับฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมกันสร้างพื้นที่ต้นแบบและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมทั้งขับเคลื่อนและช่วยเหลือสังคมให้เกิดความสุขอย่างยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีครัวเรือนยากจนเป้าหมาย ในระบบ TPMAP จำนวน 30,052 ครัวเรือน มีครัวเรือนที่มีปัญหาด้านความเป็นอยู่ 5746 ครัวเรือน ทุกสภาพปัญหา มอบหมายให้ คจพ.อ. ดำเนินการบูรณาการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมาย ด้วยการชี้ป้าให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นภายใน วันที่ 30 กันยายน 2565

อย่างไรก็ตามสำหรับวัตถุประสงค์ของการลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้เพื่อให้คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการบูรณาการร่วมกันบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ และขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหนุนเสริมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายดังนี้ ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมีอระหว่างคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงใหม่ ในการดำเนินการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกัน “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” ให้กับประชาชนคนเชียงใหม่ โดยการช่อม สร้างบ้าน ให้กับครัวเรือนยากจนเป้าหมาย จำนวน 45 หลัง โดยจะดำเนินการให้ แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2565

ร่วมกันสร้างโอกาสให้แก่ผู้ยากไร้ ช่วยเหลือและขจัดความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิต ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย ในระบบ TPMAP ปี 2565 ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 และร่วมกันสร้างความสุขให้กับประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างวัด ราชการ เอกชน และประชาสังคม เพื่อให้ชาวเชียงใหม่มีความสุขอย่างยั่งยืน.