เทศบาลนครเชียงใหม่จัดงานใหญ่“ ชุมชน ชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนคร เชียงใหม่”

 

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2566 ที่ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่เทศบาลนครเชียงใหม่โดยนายจิโรจน์ โรจนเสาวภาคย์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ,นางน้ำฝน รสจรรยา ผู้แทนจากชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ และรศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ ผู้แทนจากสถาบันการศึกษาร่วมกันแถลงข่าว “ ชุมชน ชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนคร เชียงใหม่”โดยมีพระครูปลัดอานนท์ วิสุทโธ เจ้าอาวาสวัดล่ามช้างและเจ้าคณะตำบลศรีภูมิเขต4 พร้อมทั้งนางนุสรา ยันตรโกวิท ปลัดเทศบาลนครเชียงใหม่มาร่วมงาน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเชียงใหม่ เป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือเป็นเมือง ที่มีมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย จึงทำให้เชียงใหม่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการ ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นจุดหมายของการอยู่อาศัยของผู้คนจากที่ต่าง ๆ จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้เมืองเชียงใหม่ กลายเป็นเมืองที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลายในมิติต่าง ๆ อยู่ในอัตราสูง

เทศบาลนครเชียงใหม่ได้มีการดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นและส่งเสริมให้ภาคประชาชน ประชาสังคม และ นักวิชาการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ ให้คนในชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นผู้ร่วมออกแบบ วางแผน และ กำหนดรูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ ให้คนในชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นผู้ร่วมออกแบบวางแผนและกำหนดรูปแบบของกิจกรรมต่างๆซึ่งวิธีการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นแนวทางการทำงานอย่างบูรณาการ เป็นการ สร้างความตระหนักและสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของเมือง และทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และจะนำไปสู่ความยั่งยืน ได้ในที่สุด

อีกทั้งเทศบาลฯ ได้มีโครงการจัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ในบริเวณพื้นที่หอพื้นถิ่น ล้านนา เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถใช้เป็นพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และจัดเก็บ ข้อมูล (Data) เมือง

ในปี 2566 นี้ เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดงาน “ ชุมชน ชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนคร เชียงใหม่” ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง ของเทศบาลนครเชียงใหม่กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านการอนุรักษ์และ พัฒนาเมืองของเทศบาลนครเชียงใหม่ที่ได้มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2566 ณ บริเวณศูนย์มรดกเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ และพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณลาน อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ถึงลานด้านหน้าหอพื้นถิ่นล้านนา

โดยทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์ Workshop โดยภาคชุมชน การแสดงคีตศิลป์และนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ กิจกรรมย้อนวันวาน “เชียงใหม่ กลางแปลง” การแสดง 3D Projection Mapping ประกอบเสียงและสื่อผสม AR สร้างสรรค์จินตนาการผสมเทคโนโลยี สมัยใหม่ พร้อมทั้งเปิดให้เข้าเยี่ยมชมหอกลางเวียงในบรรยากาศ Night Museum จนถึงเวลา 20:30 น.

และจะมีพิธี เปิดงานชุมชนชุมใจ : เทศกาลศิลปะ งานฝีมือ และอาหารนครเชียงใหม่ และเปิดศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมือง เชียงใหม่ ในวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น. ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

น้องแสตมป์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้ามงกุฎนางสาวเชียงใหม่ 2566พร้อมเงินรางวัล1 แสนบาท

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 12 ม.ค.ที่ บริเวณเวทีกลาง ภายในงานฤดูหนาวและงาน OTOP ของดีเมืองเชียงใหม่ ประจำปี 2566 ได้มีการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2566 ในรอบตัดสิน ภายหลังได้ดำเนินการคัดเลือกสาวงามผู้เข้าประกวดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งจนเหลือ 20 คนสุดท้าย เข้ามาประกวดในรอบตัดสินท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักที่เต็มไปด้วยกองเชียร์แน่นเวที


โดยการประกวดรอบตัดสินในวันนี้ สาวงามทั้ง 20 คน ได้ออกมาเดินโชว์ตัวให้ประชาชนที่มาเฝ้ารอได้ยลโฉมกันแบบเต็มตา เริ่มจากชุดไทยล้านนาตามแบบสาวเหนือ ต่อด้วยชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ท่ามกลางสายลมหนาวพัดโชยลงมาจากดอยสุเทพ จากนั้นมีการคัดตัวจากสาวงาม 20 คนแรก ให้เหลือ 10 คน ก่อนที่จะคัดเลือกอีกครั้งให้เหลือเพียง 5 คนสุดท้าย มาประชันความงาม พร้อมทั้งตอบคำถามเพื่อแสดงทัศนคติและปฏิภาณไหวพริบต่อคณะกรรมการ แล้วจึงประกาศผลตัดสินการประกวดแต่ละตำแหน่งจนถึงคำแหน่งที่สามงามทั้ง5 คนและผู้ชมรอคอยก็คือตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ ก็คือ นางสาวเกศวริน ศรีปิ่นเป้า หรือ “น้องแสตมป์” นักศึกษาสาว วัย 20 ปี จากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 10 ให้เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2566 คว้ามงกุฎเพชรรูปนกยูง พร้อมสายสะพาย ถ้วยและเงินรางวัล 100,000 บาท ไปครอบครองอย่างสง่างาม

โดยได้รับเกียรติ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้สวมมงกุฎและสายสะพาย พร้อมทั้งมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้


ทั้งนี้ นางสาวเกศวริน ศรีปิ่นเป้า หรือ “น้องแสตมป์” ถือเป็นนางสาวเชียงใหม่ คนที่ 70 ที่ได้ครอบครองมงกุฎแห่งตำนาน บนเวทีการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ที่สร้างประวัติศาสตร์ตำนานความงามบนเวทีประกวดมายาวนานถึง 90 ปี และหลังจากนี้จะทำหน้าที่เป็นทูตทางวัฒนธรรม ในการช่วยสืบสานวัฒนธรรมที่งดงาม และเข้ามามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ และยังจะได้เป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปสู่การประกวดนางงามในเวทีระดับสากลต่อไป


ส่วนรองอันดับ 1 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2566 ได้แก่ หมายเลข 4 สุพรรษา กันนะ การศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่รองอันดับ 2 หมายเลข 11 กวินธิดา วสุวัต การศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองอันดับ 3 หมายเลข 2 สกุณา ปาปวน การศึกษาคณะบริการธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้และ รองอันดับ 4 หมายเลข 18 ปองทิพย์ธิดา วจิตรสุวรรณ การศึกษาคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านน


ส่วนรางวัลพิเศษอื่นๆ ได้แก่ รางวัล Miss Alist 2023 ตกเป็นของ นางสาวชนิตา บลูเมน , รางวัลขวัญใจ LE CHAMONIX CONDO ตกเป็นของ นางสาวกวินธิดา วสุวัต และ รางวัลขวัญใจสื่อมวลชนในปีนี้ ตกเป็นของ นางสาวปิรวดี ขำสุวรรณ์ //

“เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565” ภายใต้ธีม “Local ‘Rise’ation สร้างสรรค์ ท้องถิ่น เติบโต” มาร่วมค้นหาไอเดีย ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคเหนือ

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ “เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565” หรือ “Chiang Mai Design Week 2022”ระหว่างวันที่ 3-11 ธันวาคม 2565 ณ ย่านอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ย่านล่ามช้าง ย่านช้างม่อย ย่านสันกําแพง และกระจายตัวทั่วเมืองเชียงใหม่ ภายใต้ธีม “Local ‘Rise’ation สร้างสรรค์ ท้องถิ่น เติบโต” ร่วมพลิกฟื้นจังหวัดเชียงใหม่ให้กลับมามีสีสัน อีกครั้ง เพื่อสร้าง การเติบโตของเครือข่าย กลุ่มผู้ประกอบการ นักออกแบบ ศิลปิน ช่างฝีมือ ให้มีศักยภาพอีก ทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ท้องถิ่น รวมถึงช่วยผลักดัน และส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้น

โดยได้จัดให้มีพิธีเปิด เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธาน กรรมการสํานักงานส่งเสริมเศษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นประธานเปิดเทศกาลฯ พร้อมด้วย นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ รองนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายอัศนีบูรณุปกรณ์นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมเศษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมพิธีเปิดอย่างเป็น ทางการ

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าว สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ทั้ง ใน จังหวัดเชียงใหม่และภายในประเทศ มากกว่า 200 ราย และหน่วยงานจากต่างประเทศกว่า 9 หน่วยงาน จัด “เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565” (Chiang Mai Design Week 2022) เพื่อเป็นการผลักดันและสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคเหนือ ที่จะแสดงถึง ศักยภาพในการทํางานของทุกภาคส่วน เช่น ชุมชน นักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน ผู้ประกอบการธุรกิจในภาคเหนือ ให้มีพื้นที่ในการนําเสนอผลิตภัณฑ์ ผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ การจําหน่ายสินค้า ไปจนถึงการทดลองตลาด ที่จะนําไปสู่การยกระดับ คุณภาพชีวิตของคน ชุมชน รวมทั้งเป็นกําลังสําคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ร่วมสร้างสรรค์ ท้องถิ่นภาคเหนือให้เข้มแข็ง


“เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565” (Chiang Mai Design Week 2022) เปิดโอกาสให้มีการ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์และทรัพยากร ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาต่อยอด การ ปรับตัวของธุรกิจสร้างสรรค์ ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ไป สร้างรายได้และเกิดการจ้างงานใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความพร้อม เสริมความ แข็งแกร่งของภาคธุรกิจท้องถิ่นภาคเหนือและย่านสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปีที่ผ่านมา (ปี 2021) มีผู้เข้าร่วม 132,711 คน สร้างมูลค่าให้ทาง เศรษฐกิจ กว่า 485 ล้านบาท

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสํานักงานส่งเสริมเศษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “เทศกาล งานออกแบบเชียงใหม่ นับเป็นเทศกาลฯที่มีความสําคัญมากต่อภูมิภาคภาคเหนือ ที่จะช่วยขับ เคลื่อนให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจระดับจังหวัด นอกจากนี้รัฐบาลได้มีนโย บายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power ในการเสริมสร้าง บทบาทความเป็นผู้นําของ ไทยในเวทีโลก และขยายความออกไปผ่านความ สามารถของนัก สร้างสรรค์ การใช้ต้นทุนทางสังคม และวัฒนธรรม ผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ต่าง ๆ ใน ประเทศไทย จึงเป็นภาพสะท้อนศักยภาพของประเทศ ไทยต่อเวทีโลกอีกด้วย”

นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “ทิศทางการพัฒนาเมือง ของ จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีความสอดคล้องกับแนวทางการทํางานของ สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาและยกระดับ คุณภาพ ชีวิตของผู้คน ชุมชน เศรษฐกิจของประเทศ โดยการจัดเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เป็นหนึ่งใน กุญแจสําคัญ ที่ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคเหนือ ให้เติบโตผ่าน เทศกาลที่เกิดขึ้นทั่วเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้การที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นเมืองเทศกาล โลก เมื่อเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา ตอกย้ําว่า “เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์” ระดับ โลก และเป็นมุดหมายสําคัญในการเดินทาง ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงค์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “การจัดเทศกาลฯ ในครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในเขตอําเภอเมือง อําเภอสันกําแพง และพื้นที่อื่น ๆ จะเป็นการตอกย้ําให้เชียงใหม่ เป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์ (Creative City) เพื่อเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการผลิต การค้า และการบริการของธุรกิจสร้างสรรค์ของ ภูมิภาคอาเซียน (Creative Hub of ASEAN) ต่อไป”

นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า “การจัดเทศกาลงานออกแบบ เชียงใหม่ ในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนถึงศักยภาพทางด้านการพัฒนาคน ชุมชน และพื้นที่ สร้างสรรค์ โดยรอบเมืองเชียงใหม่ ให้สามารถก้าวต่อได้อย่างยืนระยะมั่นคงต่อไป ซึ่งย่าน อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ย่านล่ามช้าง ย่านช้างม่อย และย่านสันกําแพง ถือเป็นหน่ึงในย่านเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ที่สําคัญ ของ การจัดเทศกาลฯ ตอกย้ําถึงภารกิจของเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่มุ่งเน้นการทําย่านสร้างสรรค์ที่อาศัย การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการร่วมกันพัฒนาย่านนั้น ๆ อย่างยั่งยืน”

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อํานวยการสํานักงานส่งเสริมเศษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “สําหรับปีที่ ผ่าน มาหลังจากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ภาครัฐ และภาคเอกชน ได้มีโครงการที่ช่วย ผลัก ดันและส่งเสริม ให้กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วประเทศ และทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว ให้ทันกับ การเปลี่ยนแปลง CEA จึงได้จัดเทศกาลงานออกแบบ เชียงใหม่ เป็นประจําต่อเนื่องในทุก ๆปี สําหรับ เทศกาลฯปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 3-11 ธันวาคม 2565 ภายใต้ธีม “Local ‘Rise’ation สร้างสรรค์ ท้องถิ่น เติบโต” โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเชียงใหม่ และการสร้างเครือข่าย ระหว่างประเทศกว่า 9 ประเทศ ให้เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมต่อทางด้าน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมร่วมกับประเทศไทย”


โดยในงานดังกล่าวได้รวบรวม 5 ย่านไฮไลต์สําคัญใน “เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2565” (Chiang Mai Design Week 2022) ได้แก่ย่านช้างม่อย
● นิทรรศการ Gastro Economy เศรษฐกิจ “การกินอยู่” กู้โลกอย่างไรในอนาคต โดย CEAร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนาภูมิภาค แง่มุมบทบาทของอาหาร ต่อพืชกับคน ศิลปะ- ธุรกิจการประกอบอาหาร และส่งต่อวิถีอาหารไทยสู่การสร้างสรรค์สังคมเพื่ออาหารและความ ยั่งยืน ณ CEA เชียงใหม่
● NFTARTCON2022:DigitalExhibition&ArtMarketโดยNFTARTCON2022 นิทรรศการศิลปะ Crypto ที่ดีที่สุดจากทั่วโลก โดยการสนับสนุนของศิลปินในท้องถิ่นและนัก สร้างสรรค์ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเสวนาโดยครีเอเตอร์และนัก พัฒนา NFT ชั้นนํา เวิร์กช็อป และตลาดนัด NFT ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ และ โกดังมัทนา ถนนช้างม่อย
● นิทรรศการ Local Cabinets โดย Homecoming โปรเจ็กต์พานักสร้างสรรค์กลับบ้าน (เกิด) นําไปสู่การสร้างสรรค์ที่นําเสนอผลงานที่สะท้อนมุมมองและความคิดของนักสร้างสรรค์ หลาก หลายสาขาที่กลับมาช่วยกันสะท้อนมุมมองความคิดผ่าน 5 พื้นที่น่าสนใจของ เชียงใหม่ เช่น คูเมือง เชียงดาว สันป่าข่อย อมก๋อย และคลองแม่ข่า ส่งต่อแรงบันดาลใจ ด้านการต่อยอดให้ กับท้องถิ่นของตน ที่ โกดังมัทนา ถนนช้างม่อย


● นิทรรศการ Local Composites โดย Homecoming โปรเจ็กต์พานักสร้างสรรค์กลับบ้าน (เกิด)นิทรรศการที่นักสร้างสรรค์หลากหลายสาขา สํารวจและค้นหาวัสดุที่เป็นมิตร ต่อสิ่ง แวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่ มาดัดแปลงใหม่ให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางวัสดุนําเสนออัตลักษณ์ ของพื้นที่นั้น ๆ เพื่อส่งต่อให้กับผู้เข้าชมนําไปปรับใช้หรือต่อยอดต่อไป ณ โกดังมัทนา ถนน ช้างม่อย


● มาหา…สนุก โดย TAM : DA ชวนมองเมืองเชียงใหม่ ผ่านผลงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ใน พื้นที่ที่ถูกซ่อนไว้ในย่านช้างม่อย ให้ได้ค้นหา สอดส่องเรื่องราวในย่านอย่างสนุกสนานย่านอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
● POP Market โดย CEA ตลาดสินค้าดีไซน์สุดสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นเหนือ ทั้งงานหัตถกรรม สินค้าแฮนด์เมด สินค้าไลฟ์สไตล์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ อาหารและ เครื่องดื่มกว่า 90 แบรนด์ รวมถึงการแสดงดนตรีจากศิลปินท้องถิ่นและกิจกรรมเวิร์กช็อปมา กมายตลอด 9 วัน ณพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา


● Locating the Locals: A Virtual Exhibition by PTT การนําเสนอผลงานผู้ที่ได้รับรางวัลจาก การประกวดศิลปะของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) มาแสดงพร้อมกับการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมแบบเสมือนจริง โดยแนวคิดคือการ เดินทางเพื่อค้นหานิยามของความเป็น “ท้องถิ่น” ทั้งในทางศิลปะและตัวตนของศิลปิน ณ หอ ศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ย่านล่ามช้าง
● Lam Chang International Films โดย CEA กิจกรรมฉายหนังกลางแปลงจากต่างประเทศในวัดล่ามช้าง ที่ชวนให้ผู้ชมได้หวนรําลึกว่าครั้งหนึ่งในอดีตที่แห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่ จัดงาน มหรสพที่สําคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากองค์ก รใน ประเทศไทย ญี่ปุ่น รัสเซีย และฝรั่งเศส

● กาดกองเก่าล่ามช้าง โดย ชุมชนล่ามช้าง / CEA ตลาดชุมชนที่ได้รวบรวมสินค้า อาหาร เครื่องดื่มและบริการท้องถิ่น โดยคนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียงร่วมมือร่วมใจกันจัดตั้งข้ึน พร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น นอกจากนี้ยังมี Chiang Mai Busking งานแสดงดนตรีจากศิลปินเปิดหมวกตามจุดต่าง ๆ ในชุมชนล่ามช้าง และ World music งานดนตรีจากกลุ่มต่อล้อ ต่อ เสียง ท่ีจะสร้างสีสันและบรรยากาศให้ย่านครื้นเครงอีกครั้ง ณ วัดล่ามช้าง
● เวิร์กช็อปกิจกรรมสําหรับเด็ก อาทิ ศิลปะภาพพิมพ์กับวัสดุและสิ่งแวดล้อมรอบตัวย่านสันกําแพง
● โหล่งฮิมคาว กิจกรรมคู่ขนานไปกับเทศกาล โดยมีเวิร์กช็อปสนุก ๆ มากมาย อาทิ เซาะเศษแป๋งศิลป์ กิจกรรมที่นําเอาวัสดุเหลือใช้มาดัดแปลงเป็นผลงานศิลปะสุดเจ๋ง กาดต่อนยอน ตลาดที่จัดจําหน่ายสินค้างานคราฟท์และบริการสร้างสรรค์ ไปจนถึงตลาดอาหารปลอดภัย อย่าง Green your food
● หมู่บ้านหัตถกรรมต้นเปา นําเสนอความเป็นหมู่บ้านอัตลักษณ์ชุมชนหัตถกรรม และการ เป็นหมู่บ้านงานอาร์ตที่ได้รับความร่วมมือจากนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นและนักสร้างสรรค์จาก ประเทศรัสเซียย่านอื่น ๆ


● Chiang Mai Street Jazz Festival 2022 เทศกาลดนตรีแจ๊สแห่งปี ภายใต้คอนเซ็ป Standby me, Stand by humanity ที่พูดถึงการเชื่อมโยงความหลากหลายของผู้คน สังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ผ่านสุนทรียภาพของดนตรี
● LABBfest 2022 งานแสดงดนตรีสดและการบันทึกภาพที่ผสมผสานระหว่าง MusicShowcase กับ Visual Art เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางด้านดนตรีในระดับนานาชาติ ที่ Club Carving CNX

พบกับกิจกรรมดี ๆ ที่จะสร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ให้น่าอยู่มากขึ้น ในงาน “เทศกาลงาน ออกแบบเชียงใหม่ 2565 ” (Chiang Mai Design Week 2022) ตั้งแต่วันที่ 3-11 ธันวาคม 2565 ณ ย่านอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ย่านล่ามช้าง ย่านช้างม่อย ย่านสันกําแพง และทั่วเมือง เชียงใหม่ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.chiangmaidesignweek.com หรือ Facebook: Chiang Mai Design Week

เทศบาลนครเชียงใหม่การปรับปรุง “คลองแม่ข่า” พัฒนาสองฝั่งคลองให้เป็นแลนด์มาร์คของเมืองจนถึงสงกรานต์

น้ำแม่ข่า หรือ คลองแม่ข่า แหล่งน้ำสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ที่ได้รับการพัฒนา ปรับปรุง ตามโครงการก่อสร้างระบบท่อรวบรวมน้ำเสียของสองฝั่งคลอง พร้อมปรับภูมิทัศน์ โดยเริ่มดำเนินการเฟสแรกที่ ถนนระแกง – ประตูก้อม (สถานีสูบน้ำเสียที่ 6) พร้อมชูแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คลองแม่ข่ากลับมาเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวเชียงใหม่อีกครั้ง โดยให้ความสำคัญกับการบำบัดน้ำ ควบคู่กับการทำให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในปัจจุบันและเป็นแลนด์มาร์คปีใหม่ 2566 จนถึงสงกรานต์เชียงใหม่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ นำโดย นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการสำนักช่าง และ รศ.ชูโชค อายุพงศ์ นักวิชาการศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมพูดคุยให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน จ.เชียงใหม่ ถึงความเป็นมาของโครงการ วัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคลองแม่ข่า รวมไปถึงภาพรวมการพัฒนาคลองแม่ข่า ที่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งหมดในจังหวัดเชียงใหม่ และการให้ความสำคัญในเรื่องของระบบบำบัดน้ำ ที่จะทำให้ระบบนิเวศน์ ของคลองแม่ข่า กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ซึ่งน้ำแม่ข่า คลองน้ำสายหลักของชาวเชียงใหม่ ที่รู้จักกันดีในชื่อ “คลองแม่ข่า” มีต้นน้ำเริ่มจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นคลองที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยพญามังราย โดยเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวเชียงใหม่ ทั้งเป็นเส้นทางสัญจร เป็นคูเมืองชั้นนอก และยังเป็นทางระบายน้ำ จากเดิม “คลองแม่ข่า” มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร และสร้างความชุ่มชื้นให้กับคนเชียงใหม่ แต่เมื่อความเจริญของเมืองเพิ่มขึ้น ทำให้คลองแม่ข่าถูกบุกรุกและมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองโดยไม่ผ่านการบำบัด ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียมานานหลายสิบปี

เทศบาลนครเชียงใหม่จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างระบบท่อรวบรวมน้ำเสียของสองฝั่งคลอง พร้อมปรับภูมิทัศน์ ระยะที่ 1 ถนนระแกง – ประตูก้อม (สถานีสูบน้ำเสียที่ 6) ระยะทางประมาณ 750 เมตร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน อาทิ การออกแบบของกลุ่มสถาปนิกในพื้นที่ มีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการมาร่วมหาวิธีจัดการเรื่องระบบน้ำเสีย สร้างท่อรองรับน้ำทิ้งเพื่อส่งต่อไปบำบัดที่โรงงานบำบัดน้ำเสีย มีการกวดขันเรื่องการปล่อยน้ำลงในคลองแม่ข่าอย่างเคร่งครัด

การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์และพื้นที่สีเขียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนที่มีรายได้น้อย รวมไปถึงการวางแผนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากชุมชน และที่สำคัญคือ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการใช้พื้นที่คลองแม่ข่า เพื่อให้ชุมชนได้ดูแลบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นระบบระเบียบด้วยตนเอง

ปัจจุบัน “คลองแม่ข่า” กลับมาสร้างชีวิต เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงให้กับชุมชนสองฝั่งคลอง พัฒนาเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ได้สัมผัสกลิ่นอายชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านสองฝั่งคลอง พร้อมสร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ สร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืนให้กับชุมชน//

สวยงามตระการตาประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ประจำปี 2565 นักท่องเที่ยวเนืองแน่นสุดประทับใจ

นักท่องเที่ยวแน่นขนัดสองฝั่งปิง ชื่นชมงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ “ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครามหานที”พลุงดงามตระการตา

งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ หรือประเพณีลอยกระทง เทศกาลแห่งความสุขกลับมายิ่งใหญ่ หลังจากงดการจัดงานมา2 ปีจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 โดยบรรยากาศในคืนวันที่ 8 พ.ย. ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีการจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งในหลายจุด ที่โดดเด่นไฮไลท์การจัดงานที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ และลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่มีการตกแต่งโคมล้านนาอย่างสวยงามและที่บริเวณวัดโลกโมฬีมีการจุดผางปะติ๊ดและแขวนโคมล้านนาอย่างงดงาม และในเวลา 19.00 น.

มีขบวนแห่โคมยี่เป็งของเทศบาลนครเชียงใหม่จากถนนท่าแพไปยังบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ท่ามกลางนักท่องเที่ยวชางต่างประเทศนับหมื่นคนที่มารอชมขบวนแห่ตลอดสองข้างทางระยะทางร่วม 3 กม.ที่บริเวณท่าน้ำแม่ปิงหน้าเทศบาลฯได้จัดแสดงทางวัฒนธรรมแสงสีเสียง”ความสุขแห่งสายน้ำ ปิงนครามหานที”ที่เวทีกลางแม่น้ำปิง สวยงามมากโดยมีนักท่องเที่ยวจากประเทศแถบยุโรบหลายพันคนนั่งชมกันริมที่นั่งริมน้ำแม่ปิงที่ภายในแม่น้ำเต็มไปด้วยกระทงน้อยใหญ่ที่ทีผู้ไปลอยกันจำนวนมากจนสว่างไสวไปทั่วคุ้งน้ำ เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจยิ่ง และที่ริมแม่น้ำปิงยังจัดแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ”ใต้แสงแห่งความสุข ปิงนครามหานาที”ที่สวยงามยิ่งนักจนเรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้องแม่น้ำปิงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่ได้ชมความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ของงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ในครั้งนี้

วันที่ 9 พ.ย.นี้ ที่บริเวณหน้าข่วงประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่สถานที่จัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ได้มีการประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ โดยมีกระทงใหญ่จากหน่วยงานและสถานบันการศึกษารวมทั้งสถานกงสุลทั้งสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีญี่ปุ่นส่งเข้าร่วมโชว์ และประกวดจำนวน 15 ขบวน ขบวนกระทงใหญ่ที่จะชนะเลิศจะได้ครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขบวนทั้งหมดได้เคลื่อนไปยังสถานที่จัดประกวดหน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยแห่ไปตามถนนท่าแพ ถนนวิชยานนท์ ระยะทางประมาณ 3 กม.ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศนับหมื่นมาร่วมชมความงดงามในครั้งนี้

สำหรับการประปวดเทพียี่เป็งเชียงใหม่น้องสปาย น.ส.อักษรภัค ชัยอำมาตย์ ความตำแหน่งเทพียี่เป็งเชียงใหม่2565โดยมีรองอันดับ 1 น.ส.พนิดา เขื่อนจินดารองอันดับ 2 น.สเกศวริน ศรีปิ่นเป้ารองอันดับ 3น.ส. ณัฐชนก เคลือบนอกรองอันดับ 4 น.ส.สรินทร์ภัสร์ กันทะวงค์ โดยมีนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ สวมมงกุฎให้บนเวทีประกวดเทพียี่เป็งเชียงใหม่ ในงานประเพณีเดือนยี่เป็งหรือลอยกระทงเชียงใหม่ เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ย.นี้

คุ้มเสือแม่ริมเชียงใหม่ ทำพิธีไหว้ครูพยัคฆราช รับพลังหนุนอำนาจ เสริมวาสนา สร้างบารมี

ที่ อาณาจักรคุ้มเสือแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พลตรี กชกร ไชยบุตร กรรมการผู้จัดการ คุ้มเสือแม่ริม เชียงใหม่ ได้จัดพิธีบวงสรวงและพิธี ไหว้ครูพยัคฆราช (พญาเสือ) ประจำปี 2565 นำพลัง หนุนอำนาจ เสริมวาสนา สร้างบารมีเพื่อแสดงความเคารพและกตเวทีตาคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูบาอาจารย์ ที่ประสิทธิประสาทสรรพ วิชาในการดูแลอภิบาลปกป้องคุ้มครองบรรดาเสือ ผู้ดูแลเสือ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขโดยมีนางอำไพพรรณ ทับทอง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ริม พร้อมทั้ง นายภควัต ขันธหิรัญนายอำภอแม้ริม มาร่วมงานพิธี


โดยอาณาจักรคุ้มเสือ มีเสือนานาชนิดที่เลี้ยงไว้กว่า 200 ตัวมีพญาเสือโคร่ง เสือขาว เสือสีทอง เสือหิมะ เสือซีต้าร์ เป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเชียงใหม่


สำหรับพิธีไหว้ครูพยัคฆราช (ไหว้ครูเสือ) เป็นการรื้อฟื้นนำเอาภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมที่สั่งสมองค์ความรู้กันมาหลายชั่วรุ่นเป็นแกนกลางในการจัดพิธีกรรม เพื่อให้อวลไปด้วยความศรัทธา ความยิ่งใหญ่ และสวยงามท่ามกลางวงล้อมของบรรดาเสือโคร่ง

ทั้งนี้สามารถสัมผัสได้ถึงพลังแห่งชีวิตและจิตวิญญาณแห่งอำนาจบารมีเสือโดยมีพิธีฟ้อนบวงสรวงและฟ้อนดาบ พร้อมจัดจุดรับพลังเสือ รวมทั้งมีการครอบครูเสือเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยทีมอาจารย์จอมขมังเวทย์มาประกอบพิธีโดยมีผู้มาเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก


สำหรับพิธีไหว้ครูเสือนี่สามารถพัฒนาไปเป็นกิจกรรมประจำปี ซึ่งบรรจุอยู่ในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปีของทางอำเภอแม่ริม และทางจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต

วัดพระธาตุแสงจันทร์วัดร้างกลางป่าดอยสุเทพสวยงามเขียวขจีร่มเย็น มีความรู้สึกเหมือนย้อนยุคเห็นภาพในอดีตกาล

เปิดแหล่งอันซีนเมืองเชียงใหม่ วัดพระธาตุแสงจันทร์วัดร้าง ซ่อนกลางป่าดอยสุเทพสวยงามเขียวขจีร่มเย็น มีความรู้สึกเหมือนย้อนยุคเห็นภาพในอดีตกาล

คนเชียงใหม่แทบจะไม่มีใครรู้ว่า ที่กลางป่าดอยสุเทพในบริเวณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ ใกล้วัดอุโมงค์เถรจันทร์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
มีวัดร้างซากโบราณสถานที่ปกคุมไปด้วยธรรมชาติของป่าสมบูรณ์ บรรยากาศที่เดินเข้าไปร่มเย็นเหมือนกำลังจะเดินทะลุมิติสู่แผ่นดินล้านนาเมื่อหลายร้อยปี

โดยสถานที่แห่งนี้เรียกวัดพระธาตุแสงจันทร์เป็นหนึ่งในวัดร้างอรัญญิกตั้งอยู่บนเนินเขา ของป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ นอกเมืองเชียงใหม่ด้านตะวันตก โดยภาพที่เห็นในช่วงฤดูฝนจะพบซากโบราณสถานปกคลุมด้วยมอสเฟิร์นจนพระธาตุกลายเป็นสีเขียวขจีประกอบด้วย เจดีย์ประธานซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังบนฐานแปดเหลี่ยมมีวิหารตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ของเจดีย์ประธาน วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางทิศเหนือเป็นอาคารขนาดเล็ก 2 หลัง มีกำแพงกั้นกลางระหว่างพื้นที่แต่ละส่วนและปรากฏกำแพงแก้วล้อมรอบอาคารทั้งหมด ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก


สันนิษฐานพบว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วง กลางพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมาและน่าจะมีการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-24 สำหรับใครที่มาเที่ยวชมซากโบราณสถานของวัดพระธาตุแสงจันทร์ จะมีความรู้สึกเดียวกันเหมือนตัวเองล่องลอยเข้าไปสู่ยุคล้านนา จะเกิดมโนภาพ เหมิอนเคยเข้ามาร่วมบรรยากาศแบบทะลุมิติที่วัดแห่งนี้และชวนค้นหาว่าในช่วงที่วัดแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองจะมีความงดงามเพียงไร//

นโยบายบำนาญประชาชนผู้สูงวัยเดือนละ 3,000 บาทของ พรรคไทยสร้างไทย โดนใจชาวเชียงใหม่แห่ต้อนรับ”สุดารัตน์”เนืองแน่น

ชาวเชียงใหม่ชอบใจ นโยบายบำนาญประชาชนผู้สูงวัยเดือนละ 3,000 บาทของ พรรคไทยสร้างไทย โดนใจแห่ต้อนรับ”สุดารัตน์”เนืองแน่น

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 ส.ค.26565 ที่ห้องประชุมชั้น 3 โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมคณะได้เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ตาก โดยมีชาวเชียงใหม่กว่า 300 คนมาร่วมให้กำลังใจซึ่งในจำนวนนี้มีแกนนำคนเสื้อแดง จำนวนหนึ่งที่แปรพักตร์จากพรรคเพื่อไทย มาร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และพรรคไทยสร้างไทย ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

โดยเฉพาะเมื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินทางมาถึงทุกแห่มอบช่อดอกไม้พร้อมป้ายชื่นชมนโยบายบำนาญประชาชนผู้สูงวัยเดือนละ 3,000 บาทดลใจมาก พร้อมตะโกนดังก้องห้องประชุมขอให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ เพือประเทศชาติจะได้เดินไปอย่างมั่นคง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ได้ขึ้นแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือทั้งของเชียงใหม่ ลำพูนและ ตาก พร้อมกับได้กล่าวปราศัยเป็นภาษาคำเมืองผสมภาษาภาคกลางสร้างความชอบใจแก่กองเชียร์เป็นอย่างมากโดยบอกว่าการสร้างพรรคไทยสร้างไทยขึ้นมาเพื่อเป็นให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พรรคไทยสร้างไทยยืนอยู่บนประชาธิปไตยเป็นพรรคประชาธปไตยที่ไม่สนับสนุนเผโจการโดยเด็ดขาด และพร้อมจะสร้างทางเลือกใหม่ให้พี่น้องประชาชนโดยเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ผู้มีอำนาจ โดยพรรคมีนโยบายเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับ1 ผลประโยชน์ขอพรรคเป็นอันดับ2 ประโยชน์ของตนเองเป็นอันดับสุดท้าย หากผู้แทนของพรรคคนไหนทำไม่ได้ก็ให้ไปอยู่พรรคอื่น


**คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้พูกถึงนโยบายที่จะช่วยเหลือในตอนนี้ก็คือความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งหลังจากที่พบปะพี่น้องแล้วจะลงพื้นที่ไปดูความเดือดร้อนผู้ปลูกลำไยทันที สำหรับนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย ที่จะต้องทำในระยะยาวเกี่ยวกับความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสานต่อ 30 บาทรักษาทุกโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โครงการช่วยเหลือผู้สูงวัยให้ได้รับเงินเดือนละ3,000บาท นโยบายยกเลิกเงินกู้ กยศ.เรียนฟรีตั้งแต่เกิดถึง ป.ตรี เพิ่มเงินเดือน อสม.จาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท และมีศูนย์สุขภาพผู้สูงวัยไปทั่วทุกหมู่บ้าน มีสภาประชาชนทุกหมู่บ้านและยังมีอีกมากมาย การที่ออกมาทำพรรคใหม่มันยุ่งยาก แต่สำหรับตนแล้วถือเป็นความมุ่งมั่นครั้งสุดท้ายที่อยากจะออกจากปัญหาความขัดแย้งของการเมืองสองขั้ว จึงอยากจะมาสร้างพรรคไทยสร้างไทยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง


สำหรับพื้นที่เขตเลือกตั้ง จ. เชียงใหม่ รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ทสท.ได้ตัวครบทุกเขต จำนวน 11 เขต โดยเขต.1 ภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ เขต.2คุณเอกพล พงษ์พิกุล เขต.3 พรชัย อรรถปรียางกูร เขต.4 ดร.บุญทา ชัยเลิศ เขต.5 วาสนา ทองสุข เขต.6 นพ.แทนคุณ นพรัตน์สังวาลย์ เขต.7 วิชาญ จันทร์พุธ เขต.8 วรโชติ จี้เรือน เขต.9 ปรเมธากร สวนแก้ว เขต.10 ณัชชา โปธายี เขต.11 พตท. อตุลย์ คำมูล

บิ๊กโจ๊ก ตรวจเยี่ยมโครงการ Smart Safety Zone 4.0 สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมเดินถนนคนเดินสร้างความอบอุ่นนักท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 24 ก.ค.นี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการ Smart Safety Zone 4.0 ของ สภ.เมืองเชียงใหม่ โดยมี พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5และพล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.5ให้การต้อนรับ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประธานชุมชน โดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ดูความพร้อมในด้านต่างๆพร้อมกำชับให้มีการประสานกับหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น อบจ.เชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ที่เข้ามาร่วมโครงการSmart Safety Zone 4.0 พร้อมขอความร่วมมือกับชาวบ้านในการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามบ้านเรือนโดยให้มีการเชื่อมโยงกับของสถานีตำรวจเพื่อหากเกิดเหตุการณ์ใดทางตำรวจจะได้เข้าที่เกิดเหตุได้อย่างทันท่วงที


หลังจากที่ประชุมและดูผลงานในโครงการSmart Safety Zone 4.0 ของ สภ.เมืองเชียงใหม่ซึ่งมีการทดสอบนำโดรนมาใช้ในโครงการด้วย สามารถบินถ่าพในมุมสูงตามพื้นที่ต่างๆของเมืองเชียงใหม่หากกรณีเกิดเหตุการณ์ต่างๆทางตำรวจสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทันที


จากนั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินไปเยี่ยมประชาชนโดยมีถนนคนเดิน มีผู้คนชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจำนวนมาก ทาง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้เดินทักทายชาวบ้าน ซึ่งต่างก็เข้ามาขอถ่ายรูปและแสดงความอบอุ่นใจพร้อมกล่าวชื่นชมโครงการSmart Safety Zone 4.0ของตำรวจพร้อมขอให้ทำอย่างต่อเนื่องและขยายพื้นที่ไปตามโซนต่างๆด้วย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้กล่าวในการมาตรวจเยี่ยมโครงการSmart Safety Zone 4.0 ตามคำสั่งของ ผบ.ตร. ซึ่ง สภ.เมืองเชียงใหม่ก็อยู่จำนวน 100 สถานีตำรวจที่ได้อยู่ในโครงการSmart Safety Zone 4.0 จากการดูในพื้นที่พร้อมกับเดินเยี่ยมประชาชนจะเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการและเข้าใจในเรื่องของพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้นจากการดูรายละเอียดต่างๆก็ขอชื่นชมผู้กำกับ สภ.เมืองเชียงใหม่และทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค5ที่มาร่วมลงในพื้นที่ด้วยกัน จึงขอฝากไว้เรื่องการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้มากขึ้นการเพิ่มกล้องวงจรปิดให้มากขึ้น ลดพื้นที่เสี่ยงให้น้อยลงการติดตั้งไฟส่องสว่างให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นมีความอุ่นใจซึ่งจากการเดินดูประชาชนก็มีความั่นใจกับโครงการนี้ซึ่งเป็นแนวรุกของ ผบ.ตร.


สำหรับSmart Safety Zone 4.0ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นโครงการตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยการจัดให้มีการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุกนำการปราบปราม ซึ่งแนวคิดของโครงการดังกล่าวเกิดจากการผสมผสานแนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เข้ากับแนวคิดที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safety Zone ให้เกิดขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกคน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุกโดยใช้นวัตกรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยดำเนินการจัดให้มีโครงการนำร่องขึ้นก่อน หลังจากนั้นจึงขยายการดำเนินการต่อไปจนครบทุกจังหวัดและพื้นที่สถานีตำรวจทุกแห่ง เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ//

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เชิญชมความน่ารักของสมาชิกใหม่ “ลูกเลียงผา” สัตว์ป่าสงวนของไทยที่ใกล้สูญพันธุ์

วันที่ 15 กรกฎาคม 2565 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต้อนรับสมาชิกใหม่ “ลูกเลียงผา” สัตว์ป่าหายาก 1 ใน 15 สัตว์ป่าสงวนของไทย จำนวน 1 ตัว พร้อมเชิญชมความน่ารักของสมาชิกใหม่ตัวน้อย ที่ส่วนจัดแสดงซาวันนา ซาฟารี


นายสายสิทธิ์ เจตสิกทัต ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เปิดเผยว่า เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้สมาชิกใหม่ “ลูกเลียงผา” (Serows) แห่งโซนซาวันนา ซาฟารี จำนวน 1 ตัว เพศเมีย เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เกิดจาก “พ่อตองแปด” และ “แม่ปริฉัตร” ขณะนี้ลูกเลียงผามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ ในส่วนจัดแสดงซาวันนา ซาฟารี และปัจจุบันเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี มีเลียงผาทั้งหมด 6 ตัว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความน่ารักของ “ลูกเลียงผา” ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 13.30 – 21.00 น.


“เลียงผา” (Serows) เป็น 1 ใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย เป็นสัตว์ที่มีประสาทหู ตา และรับกลิ่นได้ดี เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1 เมตร ขายาวและแข็งแรง ใบหูยาวคล้ายใบหูลา ขนตามลำตัวค่อนข้างยาว หยาบและมีสีดำ ด้านท้องขนสีจางกว่า มีขนเป็นแผงยาวบนสันคอและสันหลัง มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย เขามีลักษณะตอนโคนกลม หยักเป็นวงแหวนโดยรอบค่อยๆ เรียวไปทางปลายเขาโค้ง ไปทางด้านหลังเล็กน้อย เลียงผากินพืชต่างๆ ทุกชนิด และผสมพันธุ์ในช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยใช้เวลาตั้งท้องราว 7 เดือน


ทั้งนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้จัดแสดงโชว์สัตว์ต่างๆตามปกติแต่ ยังคงเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวสวมหน้ากากอนามัย ขณะเข้าใช้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-5399-9000 หรือทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook : เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari, LineOA : @nightsafari, Tiktok และ IG : chiangmainightsafariari