วิกฤตโควิด-19 ระลอก3 ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา มีช้าง 73 เชือก ต่อสู้ดิ้นรนจนใกล้หมดแรง

การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก3 สร้างความเดือดร้อนอย่างรุนแรงไปทุกหนทุกแห่งทั้งคนและสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่เช่นช้างที่อยู่ในปางช้างต่างๆสำหรับผู้ประกอบการที่มีช้างเลี้ยงไว้จำนวนมากอย่างศูนย์อนุรักษ์แม่สา หรือปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นปางช้างที่มีช้างเลี้ยงถึง 73 เชือกโดยโควิดรอบแรกยังส่งผลกระทบไม่มาก แต่รอบที่สองรุนแรงแต่ก็ยังทนอยู่ได้ แต่พอมารอบที่สาม เงินที่ใช้ประคับประคองในการดูแลคนและช้างเกลี้ยงหมดถึง 41 ล้านบาท ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอาจถึงขั้นทำให้ปางช้างแตกสลายลงเพราะไม่สามารถจะทำอะไรได้อีกต่อไป


ในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารงานดูแลปางช้างแม่สา ได้ระบายด้วยความท้อใจและสิ้นหวังว่าตนไม่อยากพูด เพราะเวลานี้มันเกินเวลามาเยอะแล้ว จากแผนงานต่างๆ หรือ การเชิญประชุม ขอความร่วมมือ ทุกคนทำมาหมด ในเรื่องความรู้ วิชาการ ประสบการณ์ ตนว่าทุกคนมี อย่างแม่สา ตนก็ต้องเอาตัวเองให้รอด ดีที่มีแค่ 73 เชือก และ พ่อพันธุ์ตายหมด เลยไม่ผสมให้มีมากขึ้น เพราะมีมากขึ้น ก็ค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งค่าควาญ ค่ากิน พื้นที่ที่ต้องใช้ ยารักษาโรคต่างๆ เวลานี้ตนรู้ว่าทำอย่างไรจะแก้ปัญหา ถ้าตนมีเงิน ตนก็แก้ได้ทุกอย่าง

ทุกวันนี้คนเลี้ยงช้างลำบากทุกคน รวมถึงคนที่ต้องมีหน้าที่ดูแลช้างป่าด้วย ช้างบ้านปัญหาก็อย่างหนึ่ง ช้างป่าก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่แยก เขาก็คือ”ช้าง”เหมือนกัน ช้างตาย คนตาย ไม่ได้เป็นผลดีต่อเราทั้งคู่ ผลกระทบมันลุกลามไปหมด เราต้องคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะการแก้ให้ตรงจุดยังไม่มี สิ่งที่ทำคือการประคับประคองช้าง และคนไปพร้อมกับปัญหา ที่ตนพูดได้เต็มปาก เพราะรับผิดชอบช้างแม่สาอยู่ 73 เชือก คนเลี้ยงช้างอีกเป็นร้อยและช้างแม่สาก็มีช้างหลากหลายทั้งเพศและวัย มีความน่ารัก มีความน่าเกรงขาม มีความน่าอันตราย รวมอยู่ทั้งหมด ถามว่าเรามีทางเลือกไหม ไม่มี ใครเลี้ยงช้างหรือครอบครองช้างอย่างไร ย่อมรู้ดี

เรื่องช้างมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ๆก็กลายมาเป็นปัญหา สมัยหนึ่งแย่งกันหา แย่งกันซื้อ เพราะทำเงินได้มาก แต่ตอนนี้ใครมีช้างก็มีแต่ภาระ คิดถึงวันเก่าๆแทบไม่ออก ใครมีช้างมาก บารมีมาก ตอนนี้ใครมีมาก เอาอาหารที่ไหนให้ช้างกิน ช้างกินได้ทั้งวันทั้งคืน จะไม่เลี้ยงก็ไม่ได้ นึกถึงความรัก ความผูกพัน ราคา มูลค่าทรัพย์สิน โควิดมาสามรอบ ท่องเที่ยวพังไปแล้ว ไม่มีเวลาที่แน่นอนว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ ช้างคงจะต้องถูกลดการดูแลลงมาก ทั้งค่าอาหาร ค่ายา คุณภาพที่เคยมี คือถูกเลี้ยงตามสภาพ ตามความสามารถของคนเลี้ยง และอะไรคือการช่วยเหลือกัน เอาตรงๆ คือตอนนี้ใครก็ช่วยอะไรใครไม่ได้ ทุกคนมีภาระของตนเองหมด

สรุปคือ ตัวใครตัวมันไปก่อน ขอให้ช้างอย่าอดมาก ถ้าอดมาก เขาจะอารมณ์เสีย อดมากๆอีกระดับเขาก็หมดแรง เพราะร่างกายต้องการวิตามิน แร่ธาตุเหมือนมนุษย์ ยิ่งในช้างที่เป็นพ่อพันธุ์ หรือช้างเพศผู้ อาหารต้องดีทั้งปริมาณและคุณภาพ เราจะหากันจากที่ไหน ในเวลานี้ อย่างตนต้องหาอาหารเข้าปางวันละ 9,000 – 10,000 กิโลกรัม หารเฉลี่ยกันไป จะอาศัยอาหารจากนักท่องเที่ยวซัก 10% ก็ไม่มีแล้ว การออกมาหาเงินจากชาวบ้านไปเลี้ยงช้างตนเอง ก็ดูไม่เหมาะ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะคนเลี้ยงช้างทุกคน ต้องการความช่วยเหลือ ช้างตัวโตกินมาก กินอนาคตคนได้ก็แล้วกัน


“ในช่วงการแพรีระบาดไวรัสโควิดรอบแรก เราก็ยังมีช่องทางในการหาอาหารให้ช้างได้บ้างไม่ว่าจะเป็นการขายปุ๋ยมูลช้าง และปลูกหญ้าให้ช้างและช่องทางในการหาเงินมาเลี้ยงช้าง แต่เมื่อโควิดมาระลอกสองรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นศูนย์เราก็ยังสู้ไม่หยุด และธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยมูลช้างที่จะมีการซื้อขายกัน คนที่จะเข้ามาร่วมในธุรกิจก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนต้องยุติกันหายไปเลย ซึ่งโควิดมารอบที่สาม หมดหนทางต่อสู้จริงๆในขณะนี้ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะอาหารช้างก็ต้องลดปริมาณลงหมด ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะรักษาปางช้างไว้ต่อไปได้หรือไม่ รอบสามมันสาหัสมาก”นางอัญชลีกล่าวอย่างท้อใจ


สำหรับผู้ใจบุญสามารถช่วยเหลือช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา โทรติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือแจ้งรายละเอียดการโอนเงินได้ที่ 081 882 3738 , 053 206 247-8 นางรัตนา ศรีหมอก ผู้จัดการปางช้างแม่สา หรืออุดหนุนซื้อตะกร้าอาหารเลี้ยงช้างได้​ง่ายๆผ่านออนไลน์ โดยโอนผ่าน​บัญชี ชื่อ มูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยElephant Conservation Foundation ก็สามารถซื่ออาหารเลี้ยงช้างได้//

โค้งสุดท้าย ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ “เฮียหน้อย”ชาตรี เบอร์ 3 ปล่อยหมัดเด็ด อดีตนายกฯลงการันตีเพื่อไทย

มาถึงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ โดยเฉพาะเต็ง 1 ที่จะคว้าตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ เบอร์ 3 นายชาตรี เชื้อมโนชาญ หรือเฮียหน้อย สมัครในกลุ่มเพื่อไทยเพื่อเมืองเชียงใหม่ พาทีมออกลุยหาเสียงในพื้นที่อย่างหนักโดยในครั้งนี้มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี สังกัดพรรคเพื่อไทยลงมาช่วยเดินหน้าเสียงการันตี ชนิดเข้าถึงชุมชนต่างๆ

โดยชูนโนบายความสุขที่ยั่งยืนเพื่อคนเชียงใหม่ ความสุข 5 ด้าน เศรษฐกิจมั่งคั่ง คุณภาพชีวิตที่ดี เมืองสีเขียว เมืองปลอดภัย และเมืองอัจฉริยะ และเชียงใหม่เมืองแห่งวัฒนธรรมสืบฮีตสวมฮอยวัฒนธรรมประเพณีล้านนา ยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกๆมิติ ท่องเที่ยวเด่นเน้นชุมชน การศึกษาต้องมีมาตรฐานนายชาตรี ได้เผยว่าจากการลงพื้นที่มาชนิดเดินทุกซอกทุกมุมของเมืองเชียงใหม่แล้ว จนรู้ปัญหาบ้านเมืองเชียงใหม่มาเป็นอย่างดีและการเป็นผู้บริหารเทศบาลมาหลายสมัย จึงมีความมั่นใจว่านโยบายต่างๆสามารถทำได้ทันทีโดยเฉพาะตนเป็นคนอยู่ในเมืองมาตั้งแต่เกิดปัญหาบ้านเมืองในเขตเทศบาลจุดไหนที่จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง จึงอาสามารับใช้ถิ่นเกิดในครั้งนี้และมั่นใจว่านโยบายต่างๆตนทำได้อย่างแน่นอน

เชียงใหม่”ฮอม”เชิญผู้สมัครนายกเทศบาลนครเชียงใหม่ 7 คนแสดงวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาเมืองเชียงใหม่

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 21 มี.ค.ที่ลานประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลุ่มเชียงใหม่”ฮอม” องค์กรภาคเอกชนร่วมพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ได้จัดเวทีให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่จำนวน 7คนมาร่วมแสงดงวิสัยทัศน์ในด้านต่างๆเพื่อพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ท่ามกลางชาวเชียงใหม่ที่ให้ความสนใจมาร่วมฟังจำนวนมากและมีการไลฟ์สดให้ชาวเชียงใหม่ได้ฟังและร่วมแสดงความคิดเห็นว่าควรจะพัฒนาการในด้านไหนโดยเฉพาะปัญหาหมอกควันไฟป่าค่า PM2.5 ที่เกิดขึ้น

โดยมีผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์จำนวน6 คนมีนายพรชัย จิตรนวเสถียร ลงสมัครในนามกลุ่มฮักกั๋นเจียงใหม่ เบอร์ 1, นายอัศนี บูรณุปกรณ์ กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม เบอร์ 2, นายชาตรี เชื้อมโนชาญ กลุ่มเพื่อไทยนครเชียงใหม่ เบอร์ 3, นายธีรวุฒิ แก้วฟอง ลงในนามกลุ่มเชียงใหม่กว่า สังกัดคณะก้าวหน้า เบอร์ 4, นายกฤษณะ พรมบึงรำ ลงในนามกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เบอร์5 และนายภวฤทธิ์ กาญจนเกต กลุ่มทางเลือกใหม่ เบอร์ 6 ส่วนนายยงยุทธ ยงยศ เบอร์ 7 กลุ่มอิสระ ไม่มาร่วมในครั้งนี้

ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ นายพรชัย จิตรนวเสถียร กลุ่มฮักกั๋นเจียงใหม่ เบอร์ 1ได้ชูประเด็น พรชัย ทำทันที ท่องเที่ยวดีมีเงินใช้ เชียงใหม่ เที่ยวได้ทุกวันมาได้ทุกเดือน อยู่ได้ทั้งปี ผลักดันขนส่งมวลชนสาธารณะ


นายอัศนี บูรณุปกรณ์ กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม เบอร์ 2 ได้ชูประเด็นการสร้างอาชีพในชุมชนเช่นกาดนัดชมชุน เรื่อง อสม.ในชุมชนให้เข้มแข็งและในเรื่องสุขภาพจะทำให้ดีขึ้นจะตั้งศูนย์สุขภาพในทุกๆแขวง ในเรื่องการท่องเที่ยวจะมีการรับมือเป็นอย่างดีในการต้อนรับรชนักท่องเที่ยวที่จะกลับมา พร้อมสร้างสวนสุขภาพเพื่อเป็นปอดที่ดีของเมืองเชียงใหม่ต้องสะอาดปลอดภัยทุกคึนสามารถใช้ได้

นายชาตรี เชื้อมโนชาญ กลุ่มเพื่อไทยนครเชียงใหม่ เบอร์ 3 ได้ชูประเด็นสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้แข็งแกร่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีและศาสนา พัฒนาการศึกษา สร้างเมืองสีเขียว สร้างเมืองอัจฉริยะ


นายธีรวุฒิ แก้วฟอง กลุ่มเชียงใหม่กว่า สังกัดคณะก้าวหน้า เบอร์ 4 ได้ชูประเด็น อยู่ม่วน กิ๋นดี มีสุข เสริมสร้างการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ คุณภาพชีวิต การเดินทาง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม พื้นทีสาธารณะและเทคโนโลยี่

นายกฤษณะ พรมบึงรำ ลงในนามกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เบอร์5 ได้มุ่งเน้นนโยบาย 1ปีซ่อม 3 ปี สร้าง จะแก้ปัญหาที่หมักหมมของเชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม พื้นที่การค้าขายให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ เพิ่มพื้นที่เพิ่มรายได้ให้กับชาวเชียงใหม่โดยจะใช้เวลา 1 ปีแก่ปัญหาให้กับเมืองเชียงใหม่และ 3 ปีสร้างเมืองเชียงใหม่ให้ดีที่สุดในทุกๆด้าน


นายภวฤทธิ์ กาญจนเกต กลุ่มทางเลือกใหม่ เบอร์ 6 ได้ชูนโยบายเรื่องงบประมาณโดยประชาชนเพื่อประชาชนที่จะบริหารเทศบาลนครเชียงใหม่ไปในทิศทางใดให้ดีขึ้นและถูกต้อง ประชาชนจะเป็นผู้ดูงบประมาณว่าจะนำไปพัฒนาในด้านใดเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดเป็นหัวใจสำคัญให้การพัฒนาบ้านเมืองอย่างถูกวิธีจะต้องมีการจัดตั้งสภาประชาชน สภาเมืองขึ้นมาเพื่อดูแลร่วมกันในการใช้งบประมาณของเทศบาลนครเชียงใหม่ใช้ทำอะไรบ้าง

แต่ละคนล้วนแต่เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ในด้านต่างๆที่จะสามารถพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เดินหน้าได้ตามแนวทางของแต่ละคน โดยยังมีหลายเรื่องที่มีการแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับหมอกควันไฟป่า ที่ก่อเกิดฝุ่นพิษ PM2.5 และในเรื่องการจัดระบบระเบียบวัฒนธรรมประเพณี และระบบการขนส่งมวลชน เพื่อให้เมืองเชียงใหม่สู่ความเจรฺิญทั้งด้านเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและจุดขายของเมืองก็คือการท่องเที่ยว ที่ทุกคนที่อาสามาเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ มั่นใจใครที่ได้โอกาสรับเลือกจะต้องทำได้อย่างแน่นอน

การประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ ครั้งที่ 1“กัญชา กัญชง กระท่อม พืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก” หอประชุม แคนนาบิส ซิตี้ ฮอลล์ เวียงอโรคยา เดอ สารภี

การประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ ครั้งที่ 1“กัญชา กัญชง กระท่อม พืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก” หอประชุม แคนนาบิส ซิตี้ ฮอลล์ เวียงอโรคยา เดอ สารภี

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง หรือแม่มดกัญชา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวการจัดประชุมสัมมนาวิชาการ งานวิจัยกัญชาทางการแพทย์นานาชาติครั้งที่ 1 เชียงใหม่ วันครอบครัวกัญชาไทย ร่วมกับภาคีกัญชาแห่งชาติ เพื่อนำความรู้แบบแพทย์องค์รวมคือ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก แพทย์ผสมผสาน ทั้งจากประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงเคสรักษาจริง

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง วัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการพัฒนางานวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ให้มีคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขับเคลื่อนเครือข่ายให้มีความหลากหลายทั้งในระดับท้องที่ และระดับชาติ ให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ในการพัฒนางานด้านวิชาการ โดยมีกำหนดในการจัดงานระหว่างวันที่ 16-17-18 เมษายน 2564 ณ ศูนย์เรียนรู้กัญชาศาสตร์แห่งเอเชีย (Global Medical Cannabis Academy ) เวียงอโรคยา เดอ สารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหัวข้อการในการประชุมวิชาการมีห้องประชุม Cannabis City Hall และการประชุมวิชาการห้องย่อย (Symposium Section) จำนวน 3 ห้อง ทั้งในรูปแบบ On Site และ Online มีการถ่ายทอดผ่านระบบดาวเทียม Galaxy 19, ครอบคลุมทวีปอเมริกา แคนนาดา อลากาส ฮาวาย และทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เฟสบุ๊ค ยูทูป สื่อแมกกาซีน และทีมงานออสการ์ ฮอลลีวูด รวมทั้งเครือข่ายผู้ร่วมสัมมากว่า 20 ประเทศ 100 กว่าองค์กร

ทั้งนี้ เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์โลกปัจจุบัน ในการประชุมสัมมนาวิชาการฯ ครั้งนี้ ได้จัดให้มีหัวข้อการอภิปราย เสวนาประเด็นเรื่องราว ข้อกฎหมาย ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กฎหมายการขนส่งระหว่างประเทศ อัพเดทที่สุด จากประสบการณ์และสถานการณ์จริง รวมทั้งหัวข้อที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนในปัจจุบันทั้งในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก เรื่อง “กัญชา กัญชง กระท่อม” องค์ความรู้ที่สามารถขยายผลในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลาดอุตสาหกรรมสมุนไพร เช่น“แบบจำลองธุรกิจกัญชง กัญชา” เน้นย้ำการปลูกเพื่อทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง เวทีหลักในการประชุมครั้งนี้ได้แก่หอประชุม Cannabis City Hall เวทีกลางแจ้งกิจกรรมด้านนอก เวทีสภากัญแฟร์เพื่อประชาชน โดยในแต่ละเวทีจะมีวิชาการสื่อสารกับภาคประชาชน บุคลากร รวมถึงชาวบ้าน ผู้ป่วยจริง ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ แนวทางการเดินหน้าด้านการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. พืชเสพติดให้คุณทางการแพทย์ กฎหมายจากภาคประชาชน นิทรรศการองค์ความรู้สมุนไพร นิทรรศการจิตอาสาหลาย 1,000 เคสที่ร่วมโครงการ จากภาคประชาชน โครงการคลินิกสงฆ์ ให้คำแนะนำในด้านโภชนาการสำหรับผู้ถวายและผู้รับ การตรวจสุขภาพร่างกายแบบแพทย์แผนไทย แพทย์องค์รวม แพทย์ผสมผสาน รวมถึงการบรรยายเรื่อง ธนาคารน้ำ จุดกำเนิดของชีวิต นวัตกรรมที่ยั่งยืน การรณรงค์เรื่องลมหายใจ PM2.5 กิจกรรมการประกวดวาดภาพ และกิจกรรมเพื่อสังคม คอนเสิร์ตจากศิลปินร้องดังแบบเต็มวง และศิลปินในดวงใจ และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆอีกมากมาย

ทั้งนี้โดยมุ่งหวังให้เกิดการความเข้าใจอย่างถูกต้อง ข้อดี ข้อเสียของกัญชา เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในทางการแพทย์ให้ถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะปลดล๊อคกัญชาให้ใช้ได้ทั่วประเทศไทยในอนาคตคณะผู้จัดงานประชุมสัมมนาครั้งนี้ หวังผลที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้จากทุกมุมมอง เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้มีหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไปได้เข้าใจอย่างทั่วถึง “กัญชา กัญชง กระท่อม เกษตรอัจฉริยะสู่ตลาดโลก วิสาหกิจชุมชนสู่พืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก”หัวข้อประชุมสัมมนายังมีหลายหน่วยงานองค์กรติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการสรุปคณะจัดงานประชุมในวันที่ 14 มีนาคม 2564 และจะดำเนินการจัดแถลงการณ์จัดงานในเวลาต่อไป

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง จากประสบการณ์จัดงานกัญชาโลกเมื่อ 3 ปีก่อนได้มีการจัดงานที่ มีผู้ร่วมงานประมาณ 400,000 คน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้ประเทศต่างๆ ที่ไม่สามารถจัดงานในพื้นที่ได้ ต้องจัดผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้นการจัดงานครั้งนี้จึงได้รับความสนใจมากที่สุดจากทั่วโลก เพื่อนำคลิปการจัดงานไปเปิดร่วมในประเทศและองค์กรหน่วยงานต่างๆที่เตรียมจัดงาน 420 ในวันกัญชาทั่วโลก การจัดงานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาในพื้นที่ และ ทาง Webinar มากกว่า 1,000,000 คน ซึ่งมีการเริ่มเผยแพร่กิจกรรมเป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 วัน ณ เวียงอโรคยา เดอ สารภี ตำบลชมภู อำเภอสารภี เชียงใหม่ พื้นที่ 52 ไร่ โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร เป็นประธานจัดงานครั้งนี้

 

วันช้างไทย 13 มีนาคม 2564″รำลึกถึงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่ปางช้างแม่สาพร้อมเปิด“ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา”

ตามที่รัฐบาลได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศให้ทุกวันที่ 13 มีนาคม เป็นวันช้างไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของช้างและได้ร่วมกันระลึกถึงช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมือง อีกทั้งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ปางช้างแม่สาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของช้างและได้ริเริ่มจัดงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

โดยใช้ชื่องานว่า “งานส่งเสริมสืบสานสายพันธุ์ช้างไทย” โดยมีรูปแบบการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดบายศรีสู่ขวัญ และเลี้ยงสะโตกอาหารช้าง รวมถึงมีกิจกรรมที่มีประโยชน์และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างช้างกับคนมาโดยตลอด โดยได้จัดงานวันช้างไทยอย่างต่อเนื่องมาทุกปี ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 21 ของการจัดงาน และมีตำนานมาอย่างยาวนานคู่กับจังหวัดเชียงใหม่

 

โดยปางช้างแม่สาได้ก่อตั้งโดยคุณชูชาติ กัลมาพิจิตร ในปี พ.ศ. 2519 ในปีนี้จึงเป็นปีที่ปางช้างแม่สาจะครบ 45 ปีของการเป็นปางช้างแม่สา ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งเลี้ยงช้างขนาดใหญ่ของประเทศไทย มีจำนวนช้างเลี้ยงรวมทั้งสิ้น 73 เชือก ทั้งเพศผู้ เพศเมีย หลากหลายวัย โดยช้างเหล่านี้อาศัยอยู่ที่ปางช้างแม่สามาอย่างยาวนาน กลายเป็นครอบครัวใหญ่ และกว่า 40 ปีที่ปางช้างแม่สาได้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ได้ก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล มีผู้ประกอบการที่มีความเกี่ยวข้องกับปางช้างแม่สามากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับทางด้านการบริหารจัดการปางช้าง ปางช้างแม่สาเคยได้รับมาตรฐานปางช้างจากทั้งกรมปศุสัตว์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันได้ว่าเรามีความเป็นมาตรฐานในทุกๆด้าน และเป็นแหล่งเลี้ยงช้างที่สมบูรณ์ มีบุคลากรทุกแผนกที่จำเป็นต่อการเลี้ยงช้างอย่างครบถ้วน เช่น แผนกควาญช้าง แผนกพืชอาหารช้าง แผนกรักษาช้าง เรามีสัตวแพทย์ จำนวน 3 คน รวมถึงมีคลีนิครักษาช้าง มียา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่างๆทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน เราเลี้ยงช้างด้วยความรักและเอาใจใส่มาตลอด 40 กว่าปี จึงทำให้เรามีประสบการณ์ กลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องช้างและเราต้องการแบ่งปันสิ่งต่างๆให้กับสังคมไทย

วันช้างไทยในปีนี้จึงเป็นปีที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากปางช้างแม่สา จะทำการเปิดป้าย”ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา” หรือ Maesa Elephant Conservation Park อันเป็นการเริ่มต้นที่จะพัฒนาปางช้างแม่สาให้ก้าวจากการเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวธรรมดาขึ้นเป็นศูนย์กลางของการเลี้ยงดูช้างเพื่อการอนุรักษ์ ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่บริหารงานโดยภาคเอกชน และมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อคืนปางช้างแม่สาให้เป็นของประชาชนคนไทยทุกคน สามารถเข้ามาชมช้างได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดไป

สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ที่คนกับช้างมาพบกันได้ง่ายขึ้น เพื่อเริ่มต้นผูกสัมพันธ์ มีความรักและความเมตตาต่อกัน อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการอนุรักษ์ช้างไทย และด้วยการสนับสนุนของท่านทั้งหลาย ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา จะประกอบไปด้วย พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาลช้าง วิทยาลัยควาญช้าง และเธียร์เตอร์ หรือโรงฉายภาพยนตร์ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งจะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล เมื่อสำเร็จแล้ว ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา หรือ Maesa Elephant Conservation Park จะกลายเป็นไฮไลต์และจุดเช็คอินที่ไม่เหมือนใครของจังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งที่ผ่านมาปางช้างแม่สาได้ยกเลิกการแสดงช้าง ยกเลิกการนั่งช้างบนแหย่งช้าง หันมาเริ่มต้นปลดโซ่หรือพันธนาการช้าง และได้ต่อสู้กับวิกฤตการณ์โควิด-19 มาถึง 2 รอบ เพื่อรักษาปางช้างแม่สาให้คงไว้ ก็ขอให้ติดตามการต่อสู้ของทีมงานปางช้างแม่สาจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการช้างไทย เป็น New Normal อย่างแท้จริง


สำหรับกำหนดการงานวันช้างไทย วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2564 ที่ปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ช่วงเช้ามีพิธีทำบุญ ถวายเพลพระสงฆ์จำนวน 9 รูป พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์ให้ช้างและควาญ และในเวลา 13.00 น. ทำพิธีเปิดป้าย “ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา” Maesa Elephant Conservation Park โดยนายชัยณรงค์ นันตาสาย นายอำเภอแม่ริม เป็นประธาน

ในเวลา14.00 น. เปิดงานวันช้างไทยประจำปี 2564 ณ ลานแสดงช้างเดิมของปางช้างแม่สา โดยพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่พนักงานและควาญช้างดีเด่น ของปางช้างแม่สา พร้อมมอบอาหารช้างให้แก่ช้างจำนวน 73 เชือกของปางช้างแม่สา พร้อมเปิดตัวผู้ร่วมสนับสนุน”ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา” แถลงถึงวัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินงาน การจัดตั้งศูนย์ฯ เพื่อมอบประโยชน์คืนให้สังคมไทย รวมถึงความร่วมมือในการอนุรักษ์ช้างไทย

เมตตาธรรมค้ำจูนโลก”ครูบานนท์” วัดล่ามช้าง ยึดมั่น”การศึกษาคือชีวิต”นำหลอดไฟโซล่าเซล มอบเด็กบนดอยไร้ไฟฟ้าใช้อ่านหนังสือ

แบบอย่างที่ดีงาม พระสงฆ์ที่ให้ความสำคัญ “การศึกษาคือชีวิต” ได้นำญาติโยมขึ้นไปมอบหลอดไฟโซล่าเซล ชนิดพกพา ชาร์ทด้วยพลังแสงอาทิตย์ ไปมอบให้แก่เด็กๆในถิ่นธุรกันดารไม่มีไฟฟ้าใช้ สร้างความดีใจแก่เด็กๆเป็นอย่างมาก

โดยเมื่อวันที่ 17 ก.พ.นี้ทางพระครูปลัดอานนท์ วิสุทโธ เจ้าอาวาสวัดล่ามช้าง ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำคณะผู้ใจบุญ นำหลอดไฟโซล่าเซลชนิดพกพา ที่ได้รับการบริจาคเงินจากศิษยานุศิษย์ผู้ใจบุญ นำขึ้นไปแจกโรงเรียนบ้านปงแม่ลอบและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หมู่บ้านชนเผ่ากระเหรี่ยงในถิ่นกันดารหมู่บ้านต่างๆบ้านขุนก๋อง,บ้านห้วยฮ่อมนอก ,ห้วยฮ่อมใน ต.ทาแม่ลอบ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ซึ่งหมู่บ้านบนดอยส่วนมากไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวน ทางบ้านเด็กนักเรียนไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งทางพระครูปลัดอานนท์ ได้ทำการมอบหลอดไฟโซล่าเซลพร้อมทั้งบอกวิธีการใช้โดยให้นำไปชาร์ทกับแสงอาทิตย์สามารถใช้ได้นานร่วม 5 ชั่วโมงต่อการชาร์ทครั้งหนึ่งซึ่งสร้างความดีใจให้กับเด็กๆเป็นอย่างยิ่ง

นายสมัคร ไชยสมภาร ผอ.โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ ได้เผยว่าที่แห่งนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้และแผงโซล่าเซล ที่เคยมีผู้มาบริจาคนานแล้วเสื่อมสภาพลงหมด ชาวบ้านไม่มีเงินที่จะซ่อม ทำให้เด็กนักเรียนจำนวนมากที่มีฐานะยากจนไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงขอให้ทางพระครูปลัดอานนท์ ที่ได้เคยผ่านมาที่หมู่บ้านนี้ได้สนับสนุนหลอดไฟโซล่าเซลเพื่อเด็กๆจะได้อ่านหนังสือและทำกิจกรรมได้ในตอนกลางคืน ซึ่งตามโครงการของตนต้องการให้เด็กอ่านหนังสือทุกวันวันละ 1 ชั่วโมงโดยอ่านให้ผู้ปกครองฟัง การได้หลอดไฟฟ้ามาจะเป็นทางเลือกสำหรับเด็กๆนักเรียน เปิดโอกาสสามารถนำไปทำกิจกรรมที่บ้านได้ไว้อ่านหนังสือ ทำการบ้านได้ถือว่าได้ประโยชน์มาก

ด้านพระครูปลัดอานนท์ วิสุทโธ เจ้าอาวาสวัดล่ามช้าง เผยว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รวบรวมปัจจัยจากศรัทธาญาติโยมซื้อหลอดไฟโซล่าเซลมาบริจาคให้กับเด็กนักเรียนในถิ่นธุรกันดา เพราะเท่าที่ตนเห็นมาเด็กๆไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลาอ่านหนังสือต้องจุดเทียนอ่านกันซึ่งตนจะดำเนินการให้เด็กในถิ่นกันดารของ จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ที่ อ.อมก๋อย และ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งโครงการนี้จะทำต่อไปเรื่อยๆเพราะถือว่า “การศึกษาคือชีวิต”


สำหรับพระครูปลัดอานนท์ วิสุทโธ เจ้าอาวาสวัดล่ามช้างวัดเก่าแก่อายุกว่า 700 ปีคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เป็นพระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งในและต่างประเทศ เป็นพระสงฆ์ที่ใฝ่ในการศึกษาหาความรู้และเป็นพระนักพัฒนา เป็นที่ปรึกษาของสถาบันการศึกษาดังของเชียงใหม่//

ผบ.ตร.แถลงข่าวการจับกุมเฮโรอิน 551 กิโลกรัม ยาบ้า 8 ล้านเม็ดฝีมือตำรวจภูธรภาค5

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 16 ก.พ.นี้ ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร , พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต, ร่วมกับ พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ.5 และ พล.ต.ต.มาโนช มีสกุลคุณ ผบก.ภ.จว.แพร่ พร้อมฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองพร้อมทั้ง นายไกรเลิศ ดาวเรือง ผอ.ป.ป.ส.ภาค 5 แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 ราย ผู้ต้องหา 2 คน ของกลาง เฮโรอีน 1,400 แท่ง น้ำหนักประมาณ 551 กิโลกรัมพร้อมยาบ้าประมาณ 8,000,000 เม็ด รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ 2 คันรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ เลขทะเบียน 70 9612 นครราชสีมา

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้เผยว่าการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดทั้งสองราย เกิดขึ้น วันที่ 14 ก.พ. 2564 เวลาประมาณ 08.40 น.สถานที่จับกุม ด่านตรวจห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่หน่วยจับกุม บก.สส.ภ.5, กก.1 บก.ปส.1 บช.ปส., ภ.2, และ ภ.จว.แพร่ทำการตรวจค้น รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ เลขทะเบียน 70 9612 นครราชสีมา มี นายปรีดา สงวนหงส์ อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 23/1 หมู่ 6 ต.เนินทราย อ.เมืองตราด จว.ตราด เป็นรถบรรทุกมะม่วงมาเต็มคันผลการตรวจค้นพบเฮโรอีนซุกซ่อนในกระสอบปุ๋ย คลุมด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 17 กระสอบ ภายในบรรจุเฮโรอีนชนิดอัดแท่ง จำนวน 80 แท่ง รวมจำนวน 1,360 แท่ง , ซุกซ่อนในกระสอบคลุมด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 1 กระสอบ ภายในบรรจุเฮโรอีนชนิดอัดแท่ง จำนวน 40 แท่ง รวมเฮโรอีน จำนวน 1,400 แท่ง น้ำหนักรวมประมาณ 551 ก.ก.

การจับกุมครั้งนี้ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2564 บก.สส.ภ.5 ได้รับการประสานจาก บก.สส.ภ.2 ว่า กลุ่มลำเลียง ยาเสพติดพื้นที่ จว.ตราด จะใช้รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ เข้ามาลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ ภ.5 เพื่อลักลอบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ทางพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 จึงได้สั่งการให้ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนติดตามจับกุม โดยการบูรณาการร่วมกันทำงานระหว่าง ภ.5, ภ.2 และ บช.ปส. ในการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มลำเลียงยาเสพติดเครือข่ายดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ.5 , พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบก.สส.ภ.5

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2564 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ตรวจพบรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ เลขทะเบียน 70 – 9612 นครราชสีมา จอดในพื้นที่ หอพักสุขสบาย ต.หย่วน อ.เชียงคำ จว.พะเยา จึงได้สะกดรอยสืบสวนติดตามจากการสืบสวนในห้วงวันที่ 11-13 ก.พ.2562 พบชาย 1 คน คือ นายปรีดา สงวนพงศ์ ได้ขับรถวนอยู่ในพื้นที่ อ.เชียงคำ, อ.จุน, อ.ดอกคำใต้ และ อ.ปง แล้วเข้าพักบริเวณตามปั๊มน้ำมัน หรือจอดรถบริเวณข้างถนน จึงได้สะกดรอยสืบสวนติดตามอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยในวันที่ 13 ก.พ.2564 เวลาประมาณ 21.50 น. รถยนต์บรรทุก 10 ล้อคันดังกล่าว ได้ขับออกจากปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ ต.หย่วน อ.เชียง และขับมุ่งหน้าไปยัง ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จว.พะเยา ซึ่งเป็นหมู่บ้านกลุ่มคนชนเผ่าม้ง ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเชื่อว่ารถยนต์คันดังกล่าวจะไปรับยาเสพติด จึงได้จัดกำลังเฝ้ารอบริเวณเส้นทางในพื้นที่ อ.เชียงคำ จว.พะเยา จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. พบรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ คันดังกล่าว ขับลงมา จากหมู่บ้าน ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ ฯ ผ่าน ทางแยก รพ.เชียงคำ มุ่งหน้าไป อ.จุน จึงได้สะกดรอยติดตาม ซึ่งใช้เส้นทางผ่าน อ.จุน , อ.ดอกคำใต้ จว.พะเยา ผ่าน อ.งาว จว.ลำปาง เข้าสู่ พื้นที่ อ.สอง จว.แพร่


จนกระทั่งต่อมาในวันที่ 14 ก.พ.2564 เวลาประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงเรียกตรวจค้นรถยนต์บรรทุก 10 ล้อคันดังกล่าว ที่ด่านตรวจห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่ พบ นายปรีดา สงวนหงส์ อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 23/1 หมู่ 6 ต.เนินทราย อ.เมืองตราด จว.ตราด ขับรถมาแต่เพียงผู้เดียว ตรวจค้นรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ พบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในกระบะบรรทุก โดยมีตะกร้าผลไม้/มะม่วงวางทับอยู่ จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ เพื่อติดตาม จับกุม นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ส่วนรายที่ 2 วันที่ 15 ก.พ. 64 เวลา 04.10 น.ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด่านตรวจห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่ ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุก 10 ล้อต้องสงสัยเป็นรถรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70-1966 ชัยภูมิ มีนายวุฒิชัย นวลเกตุ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 60/2 หมู่ 4 ต.ดงมูลเหล็ก อ.เมือง จว.เพชรบูรณ์ เป็นคนขับพบว่าบรรทุกกระสอบถ่าน ทางตำรวจได้เข้าตรวจค้นอย่างละเอียดพบยาบ้า ใส่กระสอบซุกซ่อนมาประมาณ 8,000,000 เม็ด

การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยไร่ ประจำด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ปฏิบัติหน้าที่สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ04.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่คัดกรองรถประจำด่านตรวจฯ ได้เรียกตรวจรถยนต์บรรทุก10 ล้อคันดังกล่าว โดยมี นายวุฒิชัย นวลเกตุ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ได้สอบถามนายวุฒิชัยฯ ให้ข้อมูลว่า ได้บรรทุกถ่านไม้ จะเดินทาง ไป จว.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ได้นำรถเข้าจุดตรวจค้นโดยใช้เหล็กแหลมเสียบเข้าไปในกระสอบถ่านไม้ ปรากฎว่าสามารถแทงทะลุผ่านกระสอบได้โดยง่าย


ซึ่งจากการสันนิษฐานเบื้องต้น วัตถุภายในกระสอบไม่น่าจะใช่ถ่านไม้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบโดยละเอียด พบเป็นยาบ้าจำนวน 40กระสอบๆ ละ 200,000 เม็ด รวมยาบ้า 8ล้าน เม็ด จากการสอบถาม ในเบื้องต้น นายวุฒิชัยฯ ให้การว่าได้มีนายฉลวยศักดิ์ จันทร์แย้ม บ้านเลขที่ 14 หมู่ 2 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ จว.เพชรบูรณ์ และ นายกฤษณะ แก้วแท้ บ้านเลขที่ 128/2 หมู่ 11 ต.บ้านโคก อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ เดินทางโดยรถยนต์กระบะ โตโยต้า สีบรอนด์ทอง หมายเลขทะเบียนผข 8378 เพชรบูรณ์ มารับตนเอง เพื่อให้ร่วมเดินทางไปซื้อรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ โดยให้ช่วยดูรถและขับรถด้วย นายฉลวยศักดิ์ฯ และ นายกฤษณะฯ ได้ขับรถยนต์บรรทุก 10 ล้อก่อน ในช่วงแรก แต่พอมาถึงบริเวณสามแยกซึ่งไม่ทราบว่าเป็นจุดใดแน่ชัด บุคคลทั้ง 2 จึงสลับให้นายวุฒิชัยฯ ขับรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จนถึงด่านตรวจห้วยไร่ และถูกจับกุมในที่สุด โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนขยายผล เพื่อติดตาม จับกุม ผู้ร่วมขบวนการต่อไป


พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.เผยว่าการจับกุมยาเสพติดครั้งนี้โดยเฉพาะเฮโรอิน จำนวน 551 กิโลกรัมถือเป็นรายใหญ่ที่สุด ซึ่งกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ขนจากชายแดนด้าน อ.เวียงแก่ง จ.เชียงรายเข้าไปในพื้นที่ ตอนกลาง โดยเป้าหมายนำออกต่างประเทศ ซึ่งมีวิธีการใช้รถ 10 ล้อ ในการขนซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการขนจากรถกระบะทั่วไปมาใช้รถบรรทุกโดยใช้พืชไร่และกระสอบถ่าน ซึ่งโดยเฉพาะถ่านน่าจะใช้ดับกลิ่นยาบ้า ซึ่งในเรื่องนี้ได้สั่งการให้มีการขยายผลถึงตัวการใหญ่ซึ่งในขณะนี้เตรียมออกหมายจับและยึดทรัพย์แล้ว/


ทาง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 เผยว่าการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดทั้งสองรายนี้เป็นผลมาจากทางตำรวจภูธรภาค 5 จัดยุทธการพิทักษ์ล้านนา กดดันขบวนการค้ายาเสพติดที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย และ อ.ภูซาง จ.พะเยา ทำให้มีการขนย้ายยาเสพติดออกนอกพื้นที่โดยทั้งสองรายขนมาจาก ต.สบปง อ.ภูซาง จ.พะเยา เป็นบริเวณที่ทางตำรวจไปปฎิบัติการตรวจค้น โดยคนร้ายอาศัยช่วงตรุษจีนและวันหยุดขนยาเสพติด โดยทั้งสองรายเป็นคนละกลุ่มกัน เป็นเครือข่ายภาคตะวันออก จ.ตราด โดยคนร้ายขนเฮโรอินรับจ้างมาจำนวน 1 แสนบาท ส่วนคนร้ายที่ขนยาบ้ารับจ้างมา คนละ 6หมื่นบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับมูลค่าเฉพาะเฮโรอิน หากขนออกนอกประเทศไปได้จะมีมูลค้าร่วม 2,000 ล้านบาท ซึ่งทางตำรวจเตรียมขยายผลจับกุมผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในขณะนี้ขยายผลรูปกลุ่มผู้กระทำผิดแล้ว เตรียมเสนอออกหมายจับและยึดทรัพย์ต่อไป///

 

ตระการตา”ซากุระดอย”พญาเสือโคร่งบานสะพรั่ง ดอยขุนวาง อ.มแม่วาง จ.เชียงใหม่

นักท่องเที่ยวยังแห่ชม”ดอกซากุระเมืองไทย “พญาเสือโคร่งบานสะพรั่งที่ดอยขุนวาง จ.เชียงใหม่

นักท่องเที่ยวยังแห่ขึ้นไปชมความงดงามของ”ซากุระเมืองไทย”ดอกพญาเสือโคร่งบาน บนยอดดอยขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ดดยตลอดเส้นทางขึ้นสู่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ไม่ว่าจะขึ้นทางเส้นทางดอยอินทนนท์ ก็จะพบดอกพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งตลอดเส้นทางที่เข้าไปสู่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) เป็นภาพที่งดงามตายิ่งนัก และเมื่อเข้าไปที่บริเวณภายในซึ่งมีการจัดหนาวนี้ที่ขุนวาง

ซึ่งมีการตั้งจุดป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดโดยเจ้าหน้าที่จะปล่อยเข้าไปชมรอบละ 50 คนต้องมีการตรวจวัดอุณหภูมิเว้นระยะห่างในการเข้าชม โดยภายในดอกซากุระเมืองไทย หรือพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งเป็นสีชมพูตัดกับต้นไม้เขียวของดอยขุนวางเป็นภาพงดงามสุดบรรยาย และภายในยังมีถนนผ่านอุโมงค์พญาเสือโคร่ง ทำให้นึกถึงบรรยากาศดอกซากุระบานที่ญี่ปุ่น ซึ่งจุดนี้เป็นไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวพากันไปถ่ายภาพและเลือกมุมประทับใจในการเซลฟี่กับดอกพญาเสือโคร่ง ทีมีทั้งสีชมพูและสีขาว ซึ่งที่บริเวณแห่งนี้ทราบว่าจะออกดอกยาวไปถึงกุมภาพันธ์ก็จะหมดไป

สำหรับ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตั้งอยู่บนดอยอินทนนท์ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการใช้ท้องทุ่งแห่งนี้ เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่เกษตรกรบนที่สูง และเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น

 

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) จะได้สนุกไปกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เต็มไป ชมความสวยงามแห่ง แปลงไม้ ผลเมืองหนาวที่จะพากันออกดอกบานสะพรั่งดูสดใส ไม่ว่าจะเป็นสาลี่ พลัม ท้อ แนคตารีน หรือสตรอว์เบอร์รี่ หรือเดินชม ศึกษาแปลงทดลองการเกษตรภายในศูนย์ฯ

โดยในช่วงเดือนมกราคมจะได้ สัมผัสความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระดอย ที่พากันออกดอกสีชมพูสว่างไสวเต็มต้น ขับให้ดอยขุนวางกลายเป็นสีชมพูไปทั้งดอย โดยจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งภายในสถานีเกษตรที่สูงขุนวางที่น่าสนใจมี 2 จุด คือ มุมด้านหน้าสถานีเกษตรขุนวาง บริเวณแปลงดอกไม้เมืองหนาว และ จุดไฮไลต์ อุโมงค์พญาเสือโคร่ง ต้องเข้าไปข้างในโครงการ จะพบกับความงดงามตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว

คนแพร่ใจบุญตัดเย็บเสื้อกันหนาวช้างให้บรรดาช้างๆปางช้างแม่สาคลายหนาว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 4 ม.ค.นี้ เจ้าหน้าที่และควาญช้าง ของปางช้างแม่สา ช่วยกันนำชุดกันหนาวช้างที่ผู้ใจบุญ คือ คุณประชิต กาทองทุ่ง นายก อบต.ร่องฟอง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ บริจาคให้ จากเดิมเป็นผ้าผืนใหญ่ธรรมดาที่นำมาเย็บต่อกันเป็นผ้าห่มให้ช้าง แต่ครั้งนี้ได้ส่งพนักงานมาวัดสัดส่วนของช้างทุกเชือก ให้เข้ากับขนาด และออกแบบให้เข้ากับสรีระ เพื่อให้ช้างสามารถสวมใส่ชุดกันหนาวได้ โดยไม่รำคาญ และชุดไม่หลุดเวลาเดิน รวมทั้งยังขับถ่ายได้ตามปกติ


โดยวันนี้ได้นำชุดกันหนาวลักษณะเหมือนเสื้อกันหนาวคนมีแขนขาด้วย จำนวน 7 ตัวที่ตัดเย็บจากผ้านาโนและผ้าสำลี น้ำหนัก 6 กิโลกรัม มาทดลองใส่ให้ช้างทั้งหมด 7 เชือก อาทิ ช้างน้อยพังเอื้องคำ อายุ 3 ปี ช้างพังเพิ่มพูน อายุ 22 ปี ช้างพังแม่ม้า อายุ 50 ปี ช้างพังพรทิพย์ อายุ 50 ปี ช้างพังแม่วันเพ็ญ 2 อายุ 22 ปี พังแม่มูลอายุ 50 ปี และช้างพลายปู่บานเย็น อายุ 75 ปี ปรากฎว่าช้างเมื่อได้ใส่เสื้อกันหนาวแล้ว รู้สึกชอบจากการใส่แบบไม่มีอาการรำคาญให้เห็นกลับนิ่งเฉย ซึ่งนักท่องเที่ยวได้เห็นต่างชื่นชอบเหมือนช้างใส่เสื้อกันหนาวหรือกางเกงขายาว เข้ากับรูปร่างแต่ละตัว

คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปางสาแม่สา จำกัด เปิดเผยว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นโดยเฉพาะช่วงกลางคืน และช่วงเช้า ซึ่งปางช้างตั้งอยู่ติดภูเขาจึงมีอากาศจึงหนาวเย็นกว่าพื้นราบ อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ประมาณ 10 เซลเซียส ทำให้ควาญช้างต้องค่อยสุมไฟ และนำผ้ามาห่มให้ช้างทั้ง 73 เชือก เพื่อคลายหนาว

โดยเฉพาะช้างชรา เพราะหากช้างป่วยเป็นไข้จะทำให้ช้างกินน้ำและอาหารน้อยลง ทั้งนี้ปางช้างเองก็มีวัสดุผ้าห่มที่นำมาห่มให้ช้างช่วยคลายความหนาวเย็นอยู่แล้ว ในอนาคตเตรียมจะตัดเย็บชุดกันหนาวให้ช้างเพิ่มเติมจนครบทุกตัว หรือบางตัวที่มีขนาดตัวใหญ่ขึ้น ชุดกันหนาวเดิมก็จะตกทอดไปยังช้างที่ตัวเล็กกว่า

คุณอัญชลี บอกว่า ถือเป็นไอเดียการตัดเย็บชุดกันหนาวให้กับช้างแม่สาเป็นที่แรกในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะปางช้างแม่สาเราห่วงใยสุขภาพช้างทุกเชือก ไม่อยากให้เจ็บป่วย นอกจากชุดกันหนาวช้างแล้ว ทุกๆวันจะให้สัตวแพทย์ตรวจวัดอุณหภูมิของช้างทุกเชือก และตรวจสุขภาพช้างตลอดเวลา

พรครูบาน้อย เตชปัญโย สู่ปีใหม่ 2564 ขอห่างไกลจากสัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย

กล้ถึงปีใหม่ 2564 พระครูสิริศิลสังวรณ์ หรือ ครูบาน้อย เตชปัญโญ เกจิอาจารย์ล้านนา เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ใด้เมตตาให้พรบรรดาศิษยานุศิษย์เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้จากกระแสไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบกับผู้คนทุกระดับรวมทั้งวัดวาอารามก็พลอยได้ผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะครูบาน้อย มีลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติจำนวนมาก ทั้งจีนและสิงคโปร์ ไม่สามารถเดินทางมาได้ สำหรับพรปีใหม่ของครูบาน้อย ยังมีคาถาแนบท้ายให้ทุกครั้ง


ครูบาน้อย เตชปัญโญ ได้เมตตาให้พรปีใหม่”ในโอกาสใกล้จะสิ้นปีอยู่แล้ว ขอให้พี่น้องศรัทธาทุกคนทุกท่านจงพ้นจากภัยไกลจากทุกข์
พ้นจากสัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเสนียดจัญไรทั้งมวลทั้งหลาย ภัยพิบัตินานาต่างๆหรือโรคร้ายโควิด 19ทั้งหลายทั้งมวลอย่าได้มากล้ำกรายยังตนยังตัว ขอให้พี่น้องศรัทธาทุกคนจนพ้นจากพิบัตินานาต่างๆหนักขอให้เป็นเบา ร้อนให้เป็นเย็นมืดให้สว่าง ขุ่นมัวจะได้แจ่มใสโอกาสต่างๆคลี่คลายไปในทางที่ดี ต่อไปเมื่อเข้าถึงวันเดือนปี พ.ศ.2564 ที่จะมาถึงขอให้ศรัทธาทุกท่านจึงมีสติทุกเมื่อ กอบกิจการงานต่างๆขอให้ทะลุปรุโปร่ง คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองก็ขอให้ได้ทอง การงานสำเร็จผล ขอให้มีอายุมั่นขวัญยืน ขอให้เจริญงอกงามสมบูรณ์พูนผลตลอดปี2564 นี้ขอให้โชคดีมีชัย เฮงๆๆรวยๆๆทั้งทรัพย์ภายในและทรัพย์ภายนอกยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ”