ทีเส็บพร้อมสนับสนุนเพิ่มให้คนเชียงใหม่จัดกิจกรรมไมซ์รับเปิดเมืองปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น คาดเงินสะพัด กว่า 33 ล้านบาท

ภาคเหนือประชุมเมืองไทยคึกคัก เงินสะพัด กว่า 33 ล้านบาททีเส็บพร้อมสนับสนุนเพิ่มให้คนเชียงใหม่จัดกิจกรรมไมซ์รับเปิดเมืองปลอดภัย
กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 จ.เชียงใหม่: ทีเส็บเผยตัวเลขขอรับสนับสนุนโครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า หลังผู้ประกอบการไมซ์ทั่วไทยให้ความสนใจขอรับการสนับสนุนเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 งาน พร้อมชวนคนเชียงใหม่จัดกิจกรรมไมซ์กระตุ้นเมืองรับการเปิดประเทศ ให้รายละเอียดการสนับสนุนจัดกิจกรรมไมซ์ในทุกมิติ ภายใต้มาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจัดงานปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นไมซ์ซิตี้ที่มีการพัฒนาในระดับสูง สะท้อนให้เห็นจากการผ่านการประเมินมาตรฐานเมืองไมซ์ซิตี้ 8 ด้านครั้งล่าสุด โดยเชียงใหม่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการลงทุน ตลอดจนมีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านการเดินทางธุรกิจและท่องเที่ยว หรือ Bleisure Destination ทั้งหมดนี้มาจากการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการพัฒนาเมืองอย่างมียุทธศาสตร์ร่วมกันมาโดยตลอด

“การที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ จัดงาน “ฟังเสียงเชียงใหม่ แทคทีม! คน ไมซ์ เมือง” และกิจกรรมสร้างการรับรู้โครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า ขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่ายินดี ที่ได้มาฟังเสียงคนเชียงใหม่ในหลายภาคส่วนร่วมกันคิด ค้นหาแนวทางความร่วมมือ และผลักดันให้กิจกรรมไมซ์ในจังหวัดเชียงใหม่บรรลุเป้าหมายเมืองร่วมกัน ขณะนี้ เชียงใหม่ ในฐานะเมืองนำร่อง 17 จังหวัดที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้เปิดพื้นที่รับระบบ test&go ในระยะแรก จังหวัดเชียงใหม่ได้ใช้แคมเปญ Charming Chiang Mai ในการกระตุ้นการเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และได้มีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อย พร้อมรองรับการจัดงานประชุม สัมมนา แสดงสินค้าแบบ new normal แน่นอน”


นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บมีแนวทางในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล โดยโครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ โดยเฉพาะธุรกิจการจัดประชุมสัมมนา และการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้

“ในปีนี้ทีเส็บได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุนจำนวน 20 ล้านบาท ให้การสนับสนุนงบประมาณ 15,000 บาทสำหรับการจัดกิจกรรม 1 วัน ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และ 30,000 บาทสำหรับการจัดกิจกรรม 2 วัน 1 คืน ได้แก่ การประชุม การสัมมนา การอบรม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล กิจกรรมเพื่อสังคม กิจกรรมศึกษาดูงาน หรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งในชุมชน และได้พัฒนาระบบการขอรับการสนับสนุนให้เป็นรูปแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบผ่านแพลตฟอร์ม ThaiMICEConnect.com ซึ่งเป็น e-MICE Marketplace ที่สมัครเข้าใช้บริการได้ง่าย ช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ทำให้มีผู้ประกอบการไมซ์ให้ความสนใจขอรับการสนับสนุนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

 

ปัจจุบันมีผู้ขอรับการสนับสนุนและอนุมัติแล้วรวม 813 งาน (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564) และแสดงความจำนงมากกว่า 1,000 งาน มีผู้เข้าร่วมงาน 43,530 คน มีมูลค่าการจัดงาน 63 ล้านบาท โดยมีจำนวนงานที่ได้รับการอนุมัติ 637 งาน กระตุ้นให้มีการจัดกิจกรรม 2,187 กิจกรรม เกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมรวม 119 ล้านบาท และเกิดการจ้างงาน 966 คน (ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน – 30 กันยายน 2564) โดยในภาคเหนือมียอดการยื่นขอกว่า 200 งาน ก่อให้เกิดรายได้ในพื้นที่ 18.69 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาคเหนือกว่า 33.41 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการประชุมสัมมนาในประเทศยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญหลักในการกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ ภายในงาน “ฟังเสียงเชียงใหม่ แทคทีม! คน ไมซ์ เมือง” และกิจกรรมสร้างการรับรู้โครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทีเส็บยังได้แนะนำแคมเปญสนับสนุนการจัดกิจกรรมไมซ์ในรูปแบบต่างๆ ครบทุกมิติของอุตสาหกรรมไมซ์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การจัดประชุมสัมมนา แต่ยังรวมไปถึงการประชุมนานาชาติ งานแสดงสินค้านานาชาติ งานเฟสติวัล และงานเมกะอีเวนต์เพื่อกระตุ้นกิจกรรมไมซ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโต ควบคู่ไปกับการพัฒนาต่อยอดให้มีความยั่งยืน ลดการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ และแม้ว่าขณะนี้หลายพื้นที่ผ่อนคลายเรื่องการจัดกิจกรรมรับนโยบายเปิดประเทศ แต่ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร หรือ COVID Free Setting ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุม สัมมนา เปิดดำเนินการได้จนถึงเวลา 22.00 น. การจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เกิน 500 คน ให้ผู้เข้าร่วมสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา จัดให้มีช่วงเวลาพักเพื่อการระบายอากาศของห้องประชุม จัดเตรียมอาหารแบบแยกเป็นชุด และเว้นระยะห่างไม่ให้แออัด พร้อมทั้งดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติการจัดงานไมซ์อย่างเคร่งครัดสามารถติดตามรายละเอียดโครงการประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่าในเฟสต่อไป ได้ทาง www.thaimiceconnect.com, Facebook : Thai MICE Connect หรือ Line : @thaimiceconnect และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร 0 2793 3456 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 17.30 น. เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เปิดให้บริการโซนเดินชมสัตว์ ชวนสัมผัสธรรมชาติในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี พร้อมมอบส่วนลด 50% ตลอดเดือนตุลาคม

วันที่ 21 ตุลาคม 2564 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี ส่งท้ายฤดูฝนต้อนรับลมหนาวกับเส้นทางเดินชมสัตว์ในโซนจากัวร์เทรล ที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมมอบส่วนลด 50% แก่นักท่องเที่ยว ตลอดเดือนตุลาคม 2564


นายสายสิทธิ์ เจตสิกทัต ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เปิดเผยว่า หลังจากที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้ปิดปรับปรุงโซนจากัวร์เทรล ซึ่งเป็นเส้นทางเดินชมสัตว์ธรรมชาติ ในระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร เพื่อปรับปรุงพื้นที่และส่วนแสดงต่างๆ ให้มีความปลอดภัยกับนักท่องเทีี่ยว รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติในโซนนี้ด้วย และขณะนี้พร้อมเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เส้นทางเดินชมสัตว์จะมีความสวยงามที่สุดจากความเขียวขจี และสภาพอากาศที่เริ่มเย็นลง สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นตลอดเส้นทาง

โดยในเส้นทางเดินชมสัตว์นี้จะได้พบกับสมาชิกสัตว์กว่า 57 ชนิด จากทั่วโลก รวมทั้งเสือทั้ง 8 สายพันธุ์ที่หายาก ประกอบด้วย คาราเคิล, เสือจากัวร์, เซอวอล, แมวดาว, เสือดำ, เสือปลา, เสือไฟ และเสือลายเมฆ ให้นักท่องเที่ยวได้ทำความรู้จักกับเหล่าเสือเล็กและแมวใหญ่เหล่านี้อย่างใกล้ชิดด้วย


นอกจากนี้ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้เปิดให้บริการพิเศษเฉพาะวันหยุดยาวในวันที่ 21 – 24 ตุลาคม 2564 โดยเพิ่มรอบให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตร เวลา 21.00 น.) จากปกติ เวลา 13.00 – 21.00 น. เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังได้มอบส่วนลด 50% สำหรับบัตรเข้าชม ตลอดเดือนตุลาคมนี้

และเพื่อเป็นการให้บริการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน SHA ยังคงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และจะต้องลงทะเบียนจองการเข้าชมล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น พร้อมทั้งมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้บริการจากผู้ให้บริการที่ได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนครบ 2 เข็มแล้ว และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดการเข้าเที่ยวชม


สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าเที่ยวชม เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี สามารถลงทะเบียนจองออนไลน์ ได้ที่ www.chiangmainightsafari.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 053 – 99900 หรือ Facebook : https://www.facebook.com/chiangmainightsafarifanclub, IG: https://bit.ly/3nhUqs0, LINE: https://lin.ee/h0yOnXF และ TIKTOK: https://vt.tiktok.com

“ซิกส์ฟลาวเวอร์”สวนดอกไม้สวยต้อนรับ รับชาร์มมิ่งเชียงใหม่ CHARMING Chiang Mai บนเส้นทางสายแม่ริม-สะเมิง

แม่ริมเตรียมเปิดสวนดอกไม้สวยงามบนเนื้อที่ 8 ไร่ รับชาร์มมิ่งเชียงใหม่ CHARMING Chiang Mai บนเส้นทางสายแม่ริม-สะเมิง ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยเนรมิตพื้นที่ที่มีวิวทางธรรมชาติที่งดงามเป็นต้นทุนอยู่แล้วมีดอยสวยต้นไม้งาม จัดทำเป็นสวนดอกไม้ที่งดงามและจะเป็นแลนด์มาร์คของเชียงใหม่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาชมความสวยงามของมวลดอกไม้ที่จัดอย่างงดงามเป็นระเบียบสามารถเข้าไปสัมผัสและถ่ายภาพได้ทุกๆมุม

โดยสวนดอกไม้พื้นที่ 8 ไร่มีทุ่งดอกไม้ดอก celosia หรือ ดอกสร้อยไก่หลายหลากสี, ทุ่งดอกมากาเร็ต ,ดอกทานตะวัน ,ต้นบอนกระดาษยักษ์สูงร่วม 3 เมตรที่หาชมได้ยาก พร้อมต้นกระเเตไต่ ต้นไม้ตระกูลฟอกอากาศ โดยมีการจัดสวน มุมถ่ายภาพทั้งมุมสูงสามารถเห็นได้ทั้งสวนและช่องทางเดินกลางสวนดอกไม้ให้ถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด โดยจะมีเบื้องหลังสวนดอกไม้จะมองเห็นเป็นดอยสวยคล้ายภูเขาไฟฟูจิยาม่าของญี่ปุ่น สวยเขียวงามตายิ่งนัก


น้องหมี้”น.ส.อรุณนิสา ทิศเหนือ ผู้บริหารสวนดอกไม้ซิกส์ฟลาวเวอร์ ได้เผยว่าได้ใช้พื้นที่ 8 ไร่ในการเนรมิตสวนดอกไม้แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อรับโครงการเปิดการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ โดยได้นำพรรณไม้ดอก มาจัดแต่งอย่างงดงาม ท่ามกลางท่ามชาติของดอยที่มีลักษณะคล้ายภูเขาฟูจิยาม่า เป็นมุนถ่ายภาพ

โดยจะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 22 ต.ค.นี้เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาชมภายใต้การคุมเข้มในเรื่องการป้องกันไวรัสโควิดตามกฎระเบียบกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวที่มาเข้าชม ซึ่งสวนซิกส์ฟลาวเวอร์ เป็นพื้นที่กว้างและอากาศโปร่ง มีมุมถ่ายภาพจำนวนมาก

ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและคุมเข้มในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมสวนดอกไม้ที่งดงามและจะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเชียงใหม่

บารมีช้าง สร้างปาฎิหาริย์มีจริง ผู้ใจบุญมอบเงิน 2.5 ล้านบาทให้ปางช้างแม่สาให้เงินเดือนควาญช้างเตรียมเปิดบริการต่อ

จากกรณีปางช้างแม่สา หรือศูนย์อนุรักช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของประเทศไทย ได้ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 1 ต.ค.นี้ จากผลกระทบปัญหาโควิด-19 รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นศูนย์ และยังมีปัญหาในเรื่องการจัดการมรดกไม่ลงตัว ทำให้เงินที่จะนำมาบริหารปางช้างให้อยู่รอดหมดลง พนักงานควาญช้างไม่ได้รับเงินนานถึง 3 เดือนลาออก ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงช้างอย่างรุนแรง

หลังจากที่ปลดโซ่ช้างให้อยู่อย่างอิสระเป็นธรรมชาติมากที่สุดก็ต้องกลับมาใส่โซ่ดังเดิม และปางช้างที่เคยเปิดมานานร่วม 45 ปีต้องปิดตัวลงสร้างความตกใจแก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่้เคยสัมผัสบรรยากาศของปางช้างแม่สา มีการสอบถามและให้กำลังใจขอให้กลับมาเปิดได้อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมาทางนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้าง ได้นำพนักงานและควาญช้างที่ยังเหลืออยู่ทำพิธีขอขมาต่อนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้ก่อตั้งปางช้างแม่สาขึ้นเมื่อปี 2519 และขอขมาช้างที่ล่วงไปและช้างที่จะต้องนำกลับมาใส่โซ่อีกครั้ง โดยทำพิธีขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะช้างเป็นสัตว์ที่มีบารมีสูงให้ช่วยผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้


หลังจากทำพิธีขอขมาเสร็จสิ้น ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 10 ต.ค.นี้ ได้มีผู้ใจบุญไม่ขอออกนาม ที่เคยสัมผัสบรรยากาศของปางช้างแม่สา ทุกครั้งที่มาเที่ยว ปางช้างแม่สาแห่งนี้ได้ส่งตัวแทนเข้ามาพบ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สา โดยแจ้งความประสงค์ว่าทางผู้ใจบุญไม่ขอออกนาม มีความผูกพันกับปางช้างแห่งนี้มาทุกครั้งที่มาเที่ยวชม ต้องการเห็นช้างมีความสุข จึงขอมอบเงินจำนวน 2,500,000 บาทช่วยเหลือมูลนิธิอนุรักช้างไทยปางช้างแม่สา เพื่อให้กลับมาเปิดอีกครั้ง โดยได้มอบผ่านตัวแทนให้ ซึ่งทางนางอัญชลี แทบจะช็อกว่าจะมีผู้ใจบุญนำเงินมามอบให้ ดีใจมากได้นำช้างพร้อมควาญช้างและพนักงานที่ยังเหลืออยู่มารับมอบเงินและได้แจกจ่ายเงินเดือนที่ค้างควาญช้างไว้จำนวน 3 เดือนให้กับควาญช้างสร้างความยืนดีให้กับควาญช้างเป็นอย่างมาก


โดยบรรยากาศการมอบเงินเดือนที่ได้รับจากผู้ใจบุญ ทราบว่าเป็นบริษัทใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ที่ทางเจ้าของมีความรักและผูกพันกับช้างมาก ซึ่งบรรกาศรับเงินเดือนควาญช้างเข้าแถวรอรับอย่างดีใจ และควาญช้างบางคนได้นำช้างน้อยมารับมอบด้วย ซึ่งทางนางอัญชลี ได้กล่าวว่าดีใจที่สุดเหมือนได้ยกปัญหาที่หนักอกออกไปได้ระดับหนึ่ง พร้อมกราบขอบพระคุณผู้ใจบุญที่ช่วยเหลือในครั้ง และปางช้างแม่สา ก็คงสามารถเปิดตัวขึ้นอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน.นี้ซึ่งเชียงใหม่เปิดตัวโครงการเชียงใหม่ชาร์มมิ่งดพอดี


ซึ่งนางอัญชลี ได้มอบภาพวาดที่ช้างของปางช้างแม่สาเคยวาดไว้จำนวนหนึ่งให้กับตัวแทนผู้ใจบุญ พร้อมนำควาญช้างร่วมกันขอบคุณผู้ใจบุญที่มอบเงินจำนวน2,500,000 บาทช่วยเหลือในครั้งนี้

ตำรวจ เตือน แอปพลิเคชันลงหลอกทุนออนไลน์ ภัยร้ายบนโลกอินเตอร์เน็ต พวกหาสมาชิกระวังโดนดำเนินคดีด้วย

วันที่ 23 ก.ย.2564 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อมิฉาชีพที่พยายามหลอกลวงประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ จึงมีนโยบายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในป้องกันตนเองจากอาชญากรรม
โดยที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ และมีการจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอยู่ ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี ที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบของขบวนการแชร์ลูกโซ่มีการพัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัยและทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยมาในลักษณะของแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงประชาชน โดยมักจะหลอกชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนในธุรกิจที่อ้างว่ามีผลกำไรหรือมีผลตอบแทนที่สูงมากในระยะเวลาสั้นๆ และยังอ้างว่าธุรกิจของตนมีการจดทะเบียนถูกต้องและได้รับการรับรองจากต่างประเทศ หรือ สถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และช่วงแรกมักจะให้ค่าตอบแทนที่สูงจริงๆ ตามที่อ้าง เพื่อมาล่อตาล่อใจ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็จะปิดตัวลง และไม่สามารถทำการติดต่อกับเว็บไซต์หรือผู้ให้บริการดังกล่าวได้ในที่สุด


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยหากต้องการลงทุน ให้ดูความเป็นไปได้ และ ความน่าเชื่อถือด้วยว่า จริงอย่างที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ และขอให้เลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือได้รับการรับรองตามกฎหมายในประเทศไทย และควรให้ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งขอเตือนผู้ที่ทำการชักชวนให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุน เพื่อรับค่าตอบแทนในการหาสมาชิก ท่านอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนใกล้ตัวของท่านตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลงทุนดังกล่าว และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้

โดยผู้ที่กระทำความผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ร่วมกระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำผิด จะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายดังนี้
1.กระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นผู้โฆษณาชักชวนให้ปรากฏแก่บุคคล ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
2.กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชนฯ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับทั้งนี้ขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน หากพบเห็นการแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ในลักษณะดังกล่าว กรุณาแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“คุณพระช่วย”จริงๆพระภิกษุสงฆ์ร่วมศรัทธาร่วมกันไถ่ชีวิตช้างผลกระทบโควิด-19 พร้อมทยอยช่วยตามปางช้างหลายแห่ง


ที่ วัดป่าดาราภิรมย์ ต.ริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.นี้พระราชวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน(ธ) / เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ อ.เเม่ริม เชียงใหม่เป็นประธานนำญาติโยมร่วมกันทำพิธีไถ่ชีวิตช้าง ช้างแม่ลูก 3 เชือก จากเจ้าของช้างที่ประสบปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจะเลี้ยงดูช้างต่อไปได้ ทางกลุ่มคณะสงฆ์นำโดยพระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวฑฺฒโน หรือพระอาจารย์อ๊อด วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ. เชียงใหม่ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ สาขา การปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชสิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา (มมร) อ.เมือง เชียงใหม่ ร่วมกับลูกศิษย์นำโดยพลตรีหญิงกชกร ไชยบุตร กรรมการผู้จัดการบ.คุ้มเสือตระการ จำกัด (คุ้มเสือแม่ริม)และ ญาติธรรมจากทิศต่างๆ รวบรวมเงินจำนวน2,999,998 บาท ไถ่ชีวิตช้าง 3 เชือก มีพังแสนดี อายุ 31ปี พร้อมลูกน้อย พลายแสนชัย อายุ 7 เดือน สองแม่ลูกราคา 1,999,999 บาท และพลายแสนล้าน อายุ4 ปี ราคา 999,999 บาท รวมมูลค่า 3 เชือก 2,999,998 บาท โดยทั้ง3 เชือกจะไปนำส่งมอบให้กับศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปางมอบให้เป็นมรดกของแผ่นดินไทยสืบไป

โดยพระราชวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน(ธ) / เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์ ได้ประกอบพิธีสวดและพร้อมมอบสายคล้องช้าง รดนำมนต์โปรยดเอกไม้ ให้กับช้างทั้ง3 เชือก โดยได้ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในหลวงพระราชินีและสมเด็จพระสังฆราช ก่อนส่งมอบสำหรับโครงการไถ่ชีวิตช้าง โดยก่อนหน้านี้ทาง พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวฑฺฒโน ร่วมกับลูกศิษย์ ได้ไถ่ชีวิตช้าง3 เชือก มูลค่า 3 ล้านบาท รวมทั้งหมด 6 เชือกมอบให้ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ลำปาง เช่นกัน ถือเป็นมหากุศลที่มอบให้กับแผ่นดิน


หลังจากทำพิธีมอบช้างทั้ง 3 เชือกแล้วทางพระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวฑฺฒโน พร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางไปที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่เพื่ออาหารช้างบางส่วนไปช่วยช้างและมอบเงินจำนวน 15,000 บาทเป็นค่าอาหารช้าง ซึ่งแต่ละปางก็ได้รับความเดือดร้อนในช่วงวิกฤติโควิดไร้นักท่องเที่ยว และการช่วยเหลือช้างและสัตว์ต่างๆยังคงจะดำเนินการต่อไปช่วยกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

นอกจากนี้ยังเดินทางไปยังคุ้่มเสือ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อดูความเป็นอยู่ของเสือ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 พร้อมทั้งมอบเงินจำนวน30,000 บาท ช่วยค่าอาหารเสือ และยังมีโครงการที่จะช่วยเหลือสัตว์ต่างๆต่อไป

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผนึกกำลังอีกครั้ง จับมือ รพ.ประสาทเชียงใหม่ เปิดห้อง ICU ความดันลบ รับผู้ป่วยหนัก COVID-19 ระลอก 4

โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมกับ โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ผนึกกำลังอีกครั้ง ปรับห้อง ICU ความดันลบ 11 ห้อง รับผู้ป่วยหนัก COVID-19 ระลอกใหม่ ด้านรพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ปรับปรุงหอผู้ป่วยโรคปอด ตึกนิมมานเหมินทร์ 10 เตียง รับผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผ่าคลอดติดเชื้อโควิด-19 วันนี้ 1 ราย


เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 21 ก.ค.นี้ ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “เนื่องจากในการระบาดระลอกใหม่นี้มีจำนวนผู้ป่วยปานกลางถึงหนักมากเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความจำเป็นจะต้องเปิดห้อง ICU ความดันลบ เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงได้ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ อีกครั้ง ในการปรับห้อง ICU ความดันลบ จำนวน 10 เตียง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรง โดยจะมีบุคลากรทั้งแพทย์ และพยาบาล ที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต จากคณะแพทยศาสร์ มช. มาดูแลผู้ป่วยทั้งหมด โดยใช้อุปกรณ์ที่ขนย้ายมาจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มีการประสานกันทั้งอุปกรณ์และระบบยาต่างๆ ที่จะหมุนเวียนจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เข้าไปใช้ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่าง 2 องค์กร เพื่อดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้อีกครั้ง


ขณะเดียวกัน หอผู้ป่วยโรคปอด อาคารนิมมานเหมินทร์ ที่ได้ให้บริการผู้ป่วยโควิด-19 ในรอบที่ 3 มาเป็นเวลายาวนาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปิดการให้บริการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงห้องในระยะเวลาอันสั้น ได้แก่ ปรับปรุงกล้องวงจรปิด ระบบระบายอากาศ เปลี่ยนไส้กรอง เครื่องกรองอากาศ ประตู ผนัง ฝ้าเพดานที่ชำรุด และตรวจสอบระบบเพื่อความปลอดภัยของบุคลากร พร้อมทั้งได้ย้ายผู้ป่วยไปที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ และปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มมากขึ้น ทางโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงได้เปิดบริการหอผู้ป่วยหนักทั้ง 2 แห่ง โดยแบ่งอัตรากำลังแพทย์และพยาบาล ออกเป็น 2 ส่วน เพื่อรับมือกับ

สถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่นี้ โดยรวมศักยภาพหอผู้ป่วยโรคปอดรับได้จำนวน 11 เตียง รพ.ประสาทเชียงใหม่ รับได้จำนวน 10 เตียง รวม 21 เตียง สำหรับรับผู้ป่วยสีเหลือง สีส้ม และผู้ป่วยสีแดงที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ และปัจจุบันที่ หอผู้ป่วยโรคปอด อาคารนิมมานเหมินทร์ มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายแรกเข้ารับรักษาแล้ว เป็นหญิงตั้งครรภ์ผ่าคลอด ตรวจพบเชื้อด้วยวิธีแรพิดแอนติเจนเทสต์ ผลเป็นบวก จึงผ่าคลอดในห้องผ่าตัดผู้ป่วยโควิด-19 และหลังผ่าตัดแล้วได้นำลูกไปห้องสังเกตอาการ ส่วนผู้ป่วยย้ายไปหอผู้ป่วยโรคปอด อาคารนิมมานเหมินทร์ซึ่งปรับปรุงเสร็จทันเวลา”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในอนาคตหากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสาตร์ มช. จะได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมจัดหาสถานที่อื่นเพิ่มเติมในการรองรับผู้ป่วยเหมือนในระลอกที่ 3 โดยตอนนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะแพทยศาสตร์ มช. ได้เตรียมการ ในการหาพื้นที่บางส่วนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ไม่ใช่หอพักนักศึกษาไว้ในเบื้องต้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางจังหวัดหากมีจำนวนผู้ป่วยเพื่มมากขึ้นจะได้ดำเนินการได้ในทันที


ภาพของการระบาดอย่างรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะมีเชื้อของสายพันธ์อินเดียซึ่งติดได้ง่าย ลงปอดได้มาก อัตราการเสียชีวิตสูงมากขึ้น หากไม่อยากเห็นภาพการระบาดแบบนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เราต้องช่วยกัน ไม่อยู่ที่แออัด ไม่ถอดหน้ากากพูดคุย ไม่ทานอาหารร่วมกัน ล้างมือบ่อยๆ รักษาระยะห่าง ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด และหากมีโอกาสได้รับการฉีดวัคซีน ขอให้สมัครเข้ารับวัคซีน เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันระดับหนึ่ง ในการป้องกันการป่วยหนัก”

 

อบจ.เชียงใหม่เตรียมใช้เงิน 260 ล้านบาทจองวัคซีนโมเดอน่า 2 แสนโดส เพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเปราะบาง 5 กลุ่ม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ขานรับนโยบายทำทันที ใช้เงิน 260 ล้านบาทจองวัคซีนโมเดอน่า 2 แสนโดส เพื่อฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเปราะบาง 5 กลุ่มตามเงื่อนไขของสภากาชาดไทย ประสานประธานสภาฯเปิดประชุมเพื่อขออนุมัติจากสภาฯใช้เงินทุนสำรองสะสม ยันแผนการจัดสรรวัคซีนให้ผวจ.เชียงใหม่ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ


นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตามที่สภากาชาดไทย ได้สั่งจองวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โมเดอร์นาจำนวนหนึ่ง จากผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทย ผ่านองค์การเภสัชกรรม เพื่อนำมาฉีดบริการให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่า ตามพันธกิจของสภากาชาดไทย และสภากาชาดไทยจะได้จัดสรรโควตาวัคชีนจำนวนหนึ่งให้แก่ “องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)” เพื่อนำไปฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องดำเนินการฉีดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า และแผนการฉีดวัคซีนดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด และเงื่อนไขอื่นๆที่กำหนดนั้น


นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้เผยว่าตนได้เข้าหารือกับนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการวัคซีนที่ศูนย์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานอบจ.เชียงใหม่แล้ว และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ก็เห็นชอบตามข้อเสนอ ในเบื้องต้นองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ได้แจ้งความประสงค์เบื้องต้นไปแล้วว่าจะซื้อวัคซีนจำนวน 200,000 โดสๆ ละ 1,300 บาท รวมเป็นเงิน 260 ล้านบาท เพื่อนำไปฉีดบริการให้กับประชาชนตามเงื่อนไขที่สภากาชาดไทยกำหนด ขณะนี้ได้ประสานประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงใหม่ให้เรียกประชุมสภาในวันที่ 19 ก.ค.64เวลา 14.00 น.เพื่อขอมติจากสภาฯในการใช้เงินทุนสำรองสะสมของอบจ.เชียงใหม่ในการจัดซื้อวัคซีน เพราะหลังจากแจ้งความจำนงไปแล้ว อบจ.เชียงใหม่จะต้องโอนเงินให้กับทางสภากาชาดไทยภายในวันที่ 21 ก.ค.64 ตามที่สภากาชาดไทยกำหนด


นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดซื้อวัคซีนดังกล่าว ทางอบจ.เชียงใหม่เป็นผู้ใช้งบประมาณของอบจ.มาดำเนินการ ส่วนการจัดสรรวัคซีนนั้นก็ต้องเป็นไปตามที่สภากาชาดไทยกำหนดเงื่อนไขคือกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 กลุ่ม ตามลำดับ ได้แก่ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง สตรีตั้งครรภ์ ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 เป็นอันดับแรก รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 มาก่อน,บุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล ในถิ่นทุรกันดาร,ผู้ที่ทำงานประจำอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครูผู้สอนในโรงเรียนอนุบาล หรือครู อาจารย์ผู้ที่ทำหน้าที่สอนหนังสือในโรงเรียน ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 มาก่อน,บุคลากรที่ต้องออกปฏิบัติงานสัมผัสประชาชน ตามโครงการฉีดวัคซีนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 มาก่อน และบุคคลที่ยังไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ เนื่องจากติดขัดระเบียบหรือกฎหมาย


**นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า เนื่องจากจำนวนวัคซีนที่สั่งซื้อ 2 แสนโดสนั้นอาจจะไม่ครอบคลุมกับจำนวน 5 กลุ่มที่มีอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้อบจ.เชียงใหม่ได้เสนอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดและคณะกรรมการบริหารวัคซีนเป็นผู้พิจารณาจัดสรร เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าอบจ.จะนำวัคซีนดังกล่าวมาฉีดให้กับเครือญาติหรือพวกพ้อง จึงให้จังหวัดเป็นผู้บริหารแผนการขอรับการจัดสรรวัคซีนไม่เกี่ยวกับทางอบจ.เชียงใหม่ แต่ขอยืนยันว่าอบจ.เชียงใหม่ขานรับแนวทางที่สภากาชาดไทยเสนอมาทันทีเพราะตระหนักถึงคุณภาพชีวิตและมีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนทุกๆ คน.//

เร่งแก้ปัญหาขยะโซนกลางของเชียงใหม่ หวั่นปัญหาผลกระทบหลายอำเภอ

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 18 มิ.ย.64 ที่ศูนย์จัดการขยะครบวงจร องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ บ้านป่าตึงหมู่ 1 ต.ป่าป้อง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และนายกิตติพัฒน์ กะวัง นายอำเภอดอยสะเก็ด นายสมชาติ วัฒนากล้า ผอ.สำนักการช่าง อบจ.เชียงใหม่ พร้อมตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ได้มาประชุมเพื่อรับฟังข้อร้องเรียนของชาวบ้านรอบโครงการศูนย์จัดการขยะฯ โดยมีผู้นำชุมชน สมาชิกอบจ.เชียงใหม่เขตอ.ดอยสะเก็ดและตัวแทนชาวบ้านร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะด้วย ในเรื่องการกำจัดขยะแบบครบวงจร รวมถึงการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ โดยในขณะนี้บ่อฝังกลบขยะในพื้นที่กว่า 40 ไร่บ่อใกล้เต็มจนล้นขึ้นมา จะต้องเร่งมีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยก่อนหน้านี้ทาง อบจ.เชียงใหม่ได้ทำการเปิดประมูลให้มีการกำจัดขยะแบบครบวงจร ซึ่งมีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียวที่มีความพร้อมทุกด้าน แต่ทาง อบจ.เชียงใหม่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบอยู่ จึงมีการจัดประชุมส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่


นายไกรศักดิ์ จันทรสุกรี ผู้จัดการศูนย์จัดการขยะแบบครบวงจร อบจ.เชียงใหม่ บริษัท วีพีเอ็น คอลเล็กชั่นส์ จำกัด ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์จัดการขยะฯ แห่งนี้ว่า ทางบริษัทวีพีเอ็น คอลเล็คชั่นส์ จำกัดได้เข้ามาบริหารจัดการขยะฯเมื่อปี 2548 โดยใช้ระบบคัดแยกและฝังกลบ โดยปริมาณขยะที่เข้าสู่โรงงานเฉลี่ยวันละประมาณ 100 ตันขณะที่กำลังการผลิตสามารถรองรับได้ถึง 300 ตันโดยรองรับขยะจากพื้นที่โซนกลาง 4 อำเภอคืออ.ดอยสะเก็ด สันทราย สันกำแพงและแม่ออน อย่างไรก็ตามเนื่องจากขณะนี้บ่อฝังกลบขยะที่มีเนื้อที่กว่า 40 ไร่ใกล้จะเต็มแล้วโดยคาดว่าจะสามารถรองรับขยะได้ถึงเดือนพ.ย.-ธ.ค.64 นี้เท่านั้นแม้จะมีการต่อคันดินขึ้นมาสูงถึง 5 เมตรแล้วก็ตาม

นายรัฐพล นราดิศร รองผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดการขยะเพราะเกรงว่าหากศูนย์จัดการขยะฯแห่งนี้เต็ม ทางจังหวัดเชียงใหม่และอบจ.เชียงใหม่ได้มีแผนการรองรับหรือไม่อย่างไรซึ่งทางนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่พร้อมนายกิตติพัฒน์ กะวัง นายอำเภอดอยสะเก็ด เพื่อร่วมประชุมและรับฟังความเห็นพร้อมกับนายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่และคณะ ซึ่งทางราชการไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อกังวลของประชาชน จึงต้องลงพื้นที่มาเพื่อดูสถานที่จริงและรับฟังความเห็นต่าง ๆ

“จังหวัดเชียงใหม่ได้แบ่งโซนในการบริหารจัดการขยะออกเป็น 3 โซน และบ่อขยะที่ฝังกลบถูกวิธีและถูกต้องมี 3 แห่งคือที่ฝาง ซึ่งรับผิดชอบโซนเหนือ โซนกลางมีอบจ.เชียงใหม่เป็นหลักและโซนใต้มีที่บ้านตาล ซึ่งข้อเสนอหรือความเห็นจากการประชุมครั้งนี้ทางส่วนราชการจะนำไปพิจารณาเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา ข้อห่วงใยต่างๆ เพื่อป้องกันแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน”รองผวจ.เชียงใหม่ กล่าว


จากนั้นตัวแทนชาวบ้านและผู้นำชุมชนได้นำเสนอปัญหา ข้อกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เรียกร้องขอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการขยะของศูนย์จัดการขยะของอบจ.เชียงใหม่ ซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ เพราะเกรงว่าหากยืดเยื้อจะยิ่งส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ เนื่องจากศูนย์จัดการขยะฯแห่งนี้เปิดดำเนินการมานานและบ่อฝังกลบขยะใกล้จะเต็ม อีกทั้งปัจจุบันเกิดภาวะโรคโควิด-19 มีการใช้หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งปะปนมากับขยะทั่วไปเป็นจำนวนมาก จึงเกรงว่าจะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างร้ายแรงและมีปัญหาในอนาคตอันใกล้ ซึ่งชาวบ้านอยากให้อบจ.เชียงใหม่เร่งดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะโดยเร็ว โดยตัวแทนชาวบ้านจะตั้งเป็นคณะกรรมการติดตามในเรื่องต่างๆขอการดำเนินการในเรื่องการกำจัดขยะแบบครบวงจรไปด้วย

ทางด้านนายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางอบจ.เชียงใหม่ไม่ได้นิ่งนอนใจหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งได้เรียกผู้เกี่ยวข้องมาประชุมหารือ ซึ่งการมาครั้งนี้เพื่อฟังความเห็นจากประชาชนว่ามีข้อเสนอแนะอย่างไรและก่อนที่จะมาก็ได้เข้าไปปรึกษาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่มาแล้ว โดยอบจ.เชียงใหม่มีโครงการที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งได้มีการเปิดประมูลหาผู้ลงทุนแล้ว โดยโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะแห่งนี้จะเป็นการก่อสร้างที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน 100% ประมาณมูลค่าโครงการไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และได้ตั้งราคากลางไว้ 1,800 ล้านบาท ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการทีโออาร์ทำการร่างเงื่อนไข กฎเกณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้ามาลงทุน และได้เผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโดยทั่วไป ถึง 3 ครั้ง ก่อนที่จะประกาศคัดเลือกเอกชนด้วยการประกวดราคา


“โครงการนี้ก่อนการดำเนินการขออนุมัติโครงการจากกระทรวงมหาดไทยได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโดยรอบโครงการแล้ว ซึ่งประชาชนก็เห็นด้วย หลังจากได้รับการอนุมัติโครงการจึงได้เปิดให้มีการยื่นซองประกวดราคา และมีบริษัทที่ผ่านการพิจารณา 1 ราย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกขอใช้เวลาในการพิจารณาคุณสมบัติอย่างละเอียด รอบคอบโดยคณะกรรมการ 7 คนประกอบด้วยข้าราชการอบจ. 4 คนและนักวิชาการอีก 3 คน กำลังพิจารณากันอยู่ จึงขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าถ้าหากคุณสมบัติของบริษัทที่ยื่นซองมาถูกต้องครบถ้วนทุกประการก็จะไม่ดึงเรื่องไว้ แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจและถูกต้องร่วมกันขอให้พี่น้องประชาชนทำหนังสือสนับสนุนให้ทางอบจ.เชียงใหม่ดำเนินการอีกทางหนึ่งงด้วย ซึ่งหากทุกอย่างถูกต้องครบถ้วนและเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทางอบจ.เชียงใหม่จะดำเนินการทันที”นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวชี้แจง.

สูญเสีย..ช้างพังย่านุช วัย 83 ปีปางช้างแม่สา ล้มด้วยโรคชรา อยู่คู่ปางมา 45 ปี

เมื่อเวลา 06.35 น.วันที่ 13 พ.ค.นี้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา หรือปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ได้เผยว่าได้รับแจ้งจากทางสถานเลี้ยงช้างชรา ว่าเมื่อเวลาดังกล่าว ช้างพังย่านุช ช้างชราวัย 83 ปี ได้ล้มเสียชีวิตลงด้วยโรคชรา หลังจากรักษาตัวมาจากบาดแผลกดทับที่บริเวณสะโพกมานาน ถือว่าเป็นการสูญเสียช้างสำคัญที่อยู่คู่ปางช้างมาแต่เริ่มเปิด ถือว่าเป็นช้างเชือกที่มีบุญคุณต่อปางช้างจึงถือเป็นว่าการสูญเสียช้างสำคํญไปในครั้งนี้


ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 13 พ.ค. ทางปางช้างได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 4 รูปมาทำพิธีสวดบังสุกุลให้กับช้างพังย่านุช โดยทางนางอัญชลี ได้นำพนักงานควาญช้างประกอบพิธีอำลาส่งวิญญาณช้างให้ไปอยู่ยังภพที่ดี พร้อมกับก้มลงกราบอำลาช้างพังย่านุช

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สา ได้เผยว่าสำหรับปางช้างแม่สา มีช้างเหลืออยู่จำนวน 73 เชือก เมื่อสิ้นช้างพังย่านุชไปแล้วก็เหลือจำนวน 72 เชือกซึ่งยังมีช้างชราที่มีอายุมากที่สุดของปางช้างแม่สา หรือศูนย์อนุรักษ์ช้างแม่สาเพศผู้ได้แก่ พลายคำหมื่น เป็นช้างงาใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดของปางช้างแม่สา พลายคำหมื่นมีอายุ 84 ปี โดยได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เรียกว่าปู่หมื่น

ซึ่งในช่วงหลังนี้ทางปางช้างประสบปัญหาในเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้การท่องเที่ยวหยุดชงักรายได้ปางช้างเป็นศูนย์ แต่ทางปางช้างต้องแบกภาระในการดูแลช้างที่เหลือ โดยในช่วง2 ปีโควิด3ระลอกต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนถึง 41 ล้านบาทจนทุกวันนี้ต้องประสบปัญหาในดูแลช้างเป็นอย่างมากไม่ว่าอาหารการกินของช้างและควาญช้างเจ้าหน้าที่กว่าร้อยชีวิตอย่างไรก็ตามก็ต้องดูแลกันอย่างเต็มที่ต่อไป//