แสนสิริจ่อคิวเปิดตัว “เมคิน เฮาส์” คอนโดสไตล์รีสอร์ท ใกล้เซ็นทรัล เชียงใหม่พรีเซลล์วันที่ 22 – 23 มิ.ย. พร้อมชมห้องตัวอย่าง พบยูนิตราคาพิเศษ 2.99 ล้านบาท

แสนสิริจ่อคิวเปิดตัว “เมคิน เฮาส์” คอนโดสไตล์รีสอร์ท ใกล้เซ็นทรัล เชียงใหม่พรีเซลล์วันที่ 22 – 23 มิ.ย. พร้อมชมห้องตัวอย่าง
พบยูนิตราคาพิเศษ 2.99 ล้านบาท


แสนสิริจ่อคิวเปิดตัว “mekin Haus” (เมคิน เฮาส์) แบรนด์ HAUS โครงการแรกในเชียงใหม่และต่างจังหวัด มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท

ดีไซน์สไตล์รีสอร์ท สงบเป็นส่วนตัวเพียง 250 ยูนิต โดดเด่นด้วยส่วนกลางครบบนพื้นที่ขนาด 1.7 ไร่ พร้อมสระว่ายน้าขนาดโอลิมปิกยาว 55 เมตร, Co-working Space, Pantry Corner และ Pet Yard สวนสาหรับสัตว์เลี้ยง

ชูจุดเด่นห้องขนาดใหญ่ พร้อมห้องให้เลือกหลากหลายรูปแบ ตั้งแต่ 1 – 3 ห้องนอน (34.75 – 89.75 ตร.ม.) แบ่งเป็นสัดส่วน ฟังก์ชันครบ เพดานสูงโปร่ง 2.7 เมตรและครัวแบบปิด ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่อยากได้คอนโดมิเนียมกว้างเหมือนอยู่บ้าน

ปักหมุดใจกลางเมืองเชียงใหม่ เพียง 200 เมตรเดินได้ถึงเซ็นทรัล เชียงใหม่ เข้าออกเมืองง่าย ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่ – ลาปาง ทาเลศักยภาพซื้ออยู่เองและลงทุน yield สูงสุด 7%

พรีเซลล์ 22 – 23 มิ.ย.นี้ ชมห้องตัวอย่าง พร้อมรับดีลสุดพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น! ยูนิตสวย ราคาพิเศษ เริ่ม 2.99 ล้านบาท* จานวนจากัด! พร้อมโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลดสูงสุด 300,000 บาท* + ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบเซ็ต* ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ https://siri.ly/6FiN5E6
แสนสิริเตรียมเปิดตัว เมคิน เฮาส์ (mekin HAUS) มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท คอนโดมิเนียมบรรยากาศรีสอร์ท แบรนด์ HAUS โครงการแรกในจังหวัดเชียงใหม่และในต่างจังหวัด หลังประสบความสาเร็จพัฒนาแบรนด์ HAUS ในกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาท
ครั้งแรก! ในเชียงใหม่ กับ เมคิน เฮาส์ คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ รับเทรนด์ ‘Pet Parent’ เลี้ยงสัตว์เป็นลูก โดยโครงการมาพร้อมกับพื้นที่ส่วนกลางและวัสดุภายในพื้นที่อยู่อาศัย ที่คานึงถึงการอยู่อาศัยของคนร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง อาทิ Pet Yard สวนสาหรับสัตว์เลี้ยง ที่มีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการใช้เวลาร่วมกันระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง


ทาเลโครงการตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เดินทางเข้า-ออกเมืองสะดวก ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่ – ลาปาง เพียง 200 เมตร จากเซ็นทรัล เชียงใหม่ เพียง 10 นาทีถึงนิมมาน และเพียง 18 นาทีถึงสนามบินเชียงใหม่ ใกล้สถาบันการศึกษาชื่อดัง อาทิ โรงเรียนดาราวิทยาลัย (ใกล้โครงการฯ เพียง 1.5 กิโลเมตร), โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย (ใกล้โครงการฯ เพียง 2.2 กิโลเมตร) นอกจากนั้นยังใกล้สถานพยาบาลต่างๆ อย่าง โรงพยาบาลแมคคอร์มิค (ใกล้โครงการฯ เพียง 1.6 กิโลเมตร) ทาเลศักยภาพทั้งซื้อทั้งอยู่เองและลงทุน Yield สูงสุด 7%


เมคิน เฮาส์ มาพร้อมกับแบรนด์แท็กไลน์ EMBRACE UNHURRIED PLEASURES ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการพักผ่อน ให้คุณละเมียดละไมกับการใช้ชีวิตและผ่อนคลายได้ทุกวัน ด้วยการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ เช่น Façade ดีไซน์ที่สะท้อนไอหมอกบนดอย รวมถึงคอนเซ็ปต์ของภูเขามาสะท้อนในการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้เหมือนถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติเขียวขจี พร้อมส่วนกลางหลากหลายและครบครันบนพื้นที่กว่า 1.7 ไร่ ทั้ง รองรับทุกไลฟ์สไตล์ของทุกสมาชิกในครอบครัวทั้งคนและสัตว์เลี้ยง อาทิ สระว่ายน้าขนาดโอลิมปิก 55 เมตร, ห้องฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์, ห้องโยคะ, Co-working & Retreat Space, Pantry
Page 2


Coner พื้นที่เตรียมอาหารและนั่งชิลล์ และเป็นคอนโด Pet Welcome ที่มี Pet Yard สวนสาหรับให้น้องสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่น
“เมคิน เฮาส์” เชียงใหม่ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low-rise ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จานวนเพียง 250 ยูนิต เน้นความสงบ เป็นส่วนตัว ชูจุดเด่นมีห้องให้เลือกหลากหลายขนาดและรูปแบบห้อง เน้นสเปซกว้างขวาง แบ่งเป็นสัดส่วนและฟังก์ชันครบ เช่น เพดานสูงโปร่ง 2.7 เมตร ครัวแบบปิดป้องกันกลิ่นรบกวน ห้องนอนใหญ่ใส่เตียง King Size ได้สบายๆ พื้นที่ Walk-in Closet และ อ่างอาบน้าสาหรับ 2 ห้องนอนขึ้นไป เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คนอยากได้สเปซเหมือนอยู่บ้าน จะซื้ออยู่เองเป็นบ้านหลังที่สองหรือลงทุนก็คุ่มค่า โดยมีขนาดตั้งแต่ 1 – 3 ห้องนอน ขนาด 34.75 – 89.75 ตารางเมตร ไฮไลท์ด้วย ห้องยูนิตราคาพิเศษ และขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้า พื้นที่ขนาด 67.00 – 68.00 ตารางเมตร เป็นห้องที่ให้สเปซและฟังก์ชันครบเหมือนอยู่บ้าน เช่น มีครัวแบบปิดขนาดใหญ่พร้อมเคาร์เตอร์ L shape ถูกใจคนชอบทาอาหาร, ระเบียงยาว 4 เมตร ปลูกต้นไม้ได้สบายๆ, Master Bedroom สเปซกว้างที่มาพร้อมกับ Walk-in Closet และอ่างอาบน้าในตัว


เตรียมเปิดพรีเซลล์วันที่ 22 – 23 มิถุนายนนี้ พร้อมชมห้องตัวอย่าง และดีลสุดพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น ราคาพิเศษ 2.99 ล้านบาท* สำหรับห้องวิวสวย และราคาพิเศษ 3.99 ล้านบาท* สำหรับห้องไซส์ใหญ่ 49 ตารางเมตร (จำนวนจำกัด) พร้อมรับโปรโมชันพิเศษ ส่วนลดสูงสุดถึง 300,000* บาท + ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด* ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ คลิก > https://siri.ly/6FiN5E6 หรือติดต่อผ่าน Line > https://siri.ly/u4Kgfe3 แผนที่ชมห้องตัวอย่าง > https://siri.ly/J1UDRX5

‘ไฮไลฟ์กรุ๊ป’ หรือ HYLIFE GROUPทุ่ม 5.5 พันล้าน พื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จัดงานฉลองเปิดตัวสำนักงานใหญ่ที่ทันสมัยอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ หรือ HYLIFE GROUP จัดงานฉลองเปิดตัวสำนักงานใหญ่ที่ทันสมัยอย่างเป็นทางการ ณ เลขที่ 63 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดย Mr. Shubhodeep Das ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ และทีมผู้บริหาร Mr. Alloysius Heng Mr. Dhanush Ramachandran Nair และนางวัชราภรณ์ ลิน ร่วมให้การต้อนรับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ จากประเทศสิงคโปร์ เกาหลี ออสเตรเลีย และอินเดีย กว่า 500 คน

รวมทั้งบุคคลสำคัญในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ อาทิ นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายชลิต ทิพย์ค นายอำเภอหางดง นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) และนางเพ็ญพักตร์ ศิริกุล ดารานักแสดงชื่อดัง ร่วมงานและชมการตีกลองสะบัดชัย การแสดงพื้นเมืองล้านนา นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมอันอุดมไปด้วยคุณค่าของเชียงใหม่ และการฉายภาพแผนที่ 3 มิติ ที่น่าทึ่ง บ่งบอกถึงการนำเอาแนวคิดนวัตกรรมมาใช้ของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์

Mr. Shubhodeep Das ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ กล่าวว่า สำนักงานแห่งใหม่นี้เป็นอาคารสำนักงาน 3 ชั้น และเป็นที่ตั้ง 9 บริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจอันหลากหลายในกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ด้วยการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะ และโครงการใช้รถร่วมกัน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการตอบโจทย์ที่สร้างสรรค์ภายในสำนักงานจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

“เหตุผลที่เลือกจังหวัดเชียงใหม่ เพราะถือว่าเป็นเมืองที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่ และเป็นศูนย์กลางที่จะขยายโอกาสได้เพิ่มขึ้น สามารถที่จะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและยั่งยืนได้ ต่างจากกรุงเทพมหานครที่ค่อนข้างแน่น ที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่พร้อมสนับสนุนการลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการก่อสร้างบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งนับจากการก่อตั้งกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ตั้งแต่ปี 2019 หรือตลอด 5 ปีนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตสูงที่สุด โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มคนไทยท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง 80% และต่างชาติ 20% จากเนเธอร์แลนด์และเมียนมาที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักลงทุนจากสิงคโปร์”

โดยกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ มุ่งเน้นธุรกิจหลัก 3 ด้าน ด้วยความเชี่ยวชาญอันหลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัทไฮไลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทไฮไลฟ์ พรอพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทเอชเอ คอนสตรัคชั่น จำกัด มุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งประเภทอาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย และประเภทอื่นๆ โดยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการไฮคอนโด ท่าศาลา โครงการไฮพาร์ค หางดง โครงการไฮลักซ์ แม่ริม และโครงการไฮทาวน์ แม่เหียะ

กลุ่มบริหารสินทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัทไฮไลฟ์ แอสเซท จำกัด บริษัทพินนะเคิล แอสเซท แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัทไฮเฟิสท์ จำกัด ให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ครอบคลุมสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่ได้รับการสนับสนุนด้วยสินทรัพย์ การยึดทรัพย์สิน และการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการรักษาคุณค่าของสินทรัพย์ให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด

กลุ่มการผลิต ประกอบด้วย บริษัท ดร.ไฮจีน เมดิคอล โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ และผลิตภัณฑ์สุขอนามัยภายใต้แบรนด์ ‘ดร.ไฮจีน’ ส่วนบริษัทไฮไลฟ์ โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิต FUNCO ผลไม้อบแห้งอบกรอบที่จัดจำหน่ายทั่วโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันสินค้ามะม่วงอบแห้งอบกรอบมีกำลังผลิตในการส่งออก 1 คาร์โกต่อวัน สร้างรายได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี และ FRESHCO ผลไม้สดตัดแต่ง จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าริมปิง และเตรียมเข้า 7-11 ในเร็วๆ นี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์เน้นการใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และการเติบโตอย่างยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจเหล่านี้

โดยมีผลงานอันโดดเด่นของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ด้วยรางวัลอันทรงเกียรติ คือ บริษัท ดร.ไฮจีน เมดิคอล โปรดักส์ จำกัด ได้รับรางวัล ลาซาด้า TOP 9.9 ร้านค้าดาวรุ่งพุ่งแรงประจำปี 2564 โครงการไฮคอนโด ท่าศาลา ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไฮไลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างมาก สามารถขายหมดภายในไตรมาส 2 ปี 2565 ใช้เวลาเพียง 9 เดือน และสามารถสร้างรายได้กว่า 287 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล FIABCI – Thai Prix D’ Excellence Award ประจำปี 2565 ในสาขาสาขาคอนโดมิเนียมเพื่อที่อยู่อาศัยอีกด้วย และ Mr. Shubhodeep Das ได้รับรางวัล CEO Thailand ปี 2566 จากสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย (สว.นท) บริษัท ดร.ไฮจีน เมดิคอล โปรดักส์ จำกัด ได้รับรางวัล ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ดีเด่นประจำปี 2566 ในงานประกาศรางวัล Thailand Business Awards ครั้งที่ 10 โครงการไฮพาร์ค เรสซิเดนซ์เซส หางดง พัฒนาโดยบริษัทไฮไลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้รับรางวัล Best Lifestyle Condo in Chiang Mai ในงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติ์อย่าง DOT Property Thailand Awards ประจำปี 2566

ล่าสุดมีแผนการขยายธุรกิจ มากมาย เริ่มจากบริษัทพินนะเคิล แอสเซท แมเนจเม้นท์ จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตสินทรัพย์ในปี 2566 ด้วยการเข้าซื้อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) จากโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 500 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังได้ขยายเครือข่ายการให้บริการสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มเติม โดยทำข้อตกลงกับ BMW และบริษัท ออริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรวมมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดกว่า 600 ล้านบาท และในปี 2566 บริษัทไฮไลฟ์ โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด ประสบความสำเร็จอย่างมากในปี 2566 โดยบริษัทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม Winner Chapter of Business Network International (BNI) เชียงใหม่ และได้เริ่มก่อสร้างโรงงานที่ดออยหล่อ ใช้เงินลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 422 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทไฮไลฟ์ โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด ยังได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia 2023 เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ส่วนความร่วมมือระดับนานาชาติ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานงานพบปะเครือข่ายธุรกิจร่วมกับหอการค้าไทย-สิงคโปร์ และหอการค้าไทย-เนเธอร์แลนด์ ในปี 2567 ซึ่งงานดังกล่าวประสบความสำเร็จ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 ท่าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติและเตรียมยกระดับธุรกิจการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

เพราะมองเห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่แค่ผลกำไรเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยบริษัทมีส่วนร่วมอย่างมาก ในกิจกรรมพัฒนาชุมชนต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและปกป้องสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ส่งเสริมแนวทางการก่อสร้างอาคารสีเขียว รางวัล HYFIVE DESIGN AWARD 2565 ที่จัดขึ้นโดยบริษัทไฮไลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มุ่งเน้นการเฟ้นหาแบบการออกแบบอาคารที่สร้างสรรค์และสามารถแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม

การลงทุนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก เสริมสร้างความแข็งแกร่งชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ งานวันเด็ก BETTER CARING IS HYLIFE’S SHARING เพื่อเด็กชาติพันธุ์ชาวม้ง การต่อสู้กับภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับบริษัทไฮไลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท ดร.ไฮจีน เมดิคอล โปรดักส์ จำกัด ในการมอบของใช้ที่จำเป็น เช่น หน้ากากอนามัยและน้ำดื่มให้กับชุมชนรอบดอยสุเทพในช่วงฤดูไฟป่า

นอกจากนี้ โครงการ HYFIVE FIREBREAK FIRELINE ของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในด้านนี้ ซึ่งได้รับรางวัล Green Leadership Award ในงานประกาศรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards ประจำปี 2567 ที่จัดโดย Enterprise Asia และความร่วมมือกับชุมชน กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น สภาลมหายใจเชียงใหม่ เพื่อมอบน้ำดื่มและหน้ากากอนามัยให้กับชุมชนในพื้นที่ป้องกันไฟป่าบ้านโป่ง นอกจากนี้ โครงการ Charity Outing แบ่งปันความอบอุ่นให้เด็กๆ ของบริษัทไฮไลฟ์ แอสเซท จำกัด และบริษัทเอชเอ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ยังเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความทุ่มเทในการมีส่วนร่วมกับชุมชน

โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2030 ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ จากวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จในปัจจุบัน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาว ครอบคลุมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ และการผลิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ โดยอาศัยการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์นี้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถระดมทุนและผลักดันความมุ่งมั่นในด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-5455966 หรือช่องทางเว็บไซต์: www.hylifegroup.com

บสย. ร่วมงานเสวนา ธปท. ย้ำบทบาท “ตัวกลาง” เชื่อม SMEs เข้าถึงสินเชื่อเสริมศักยภาพรายย่อย อาชีพอิสระ ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน

บสย. ย้ำการช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ชูบทบาท “ตัวกลาง” เชื่อมผู้ประกอบการและสถาบันการเงิน รุกช่วยกลุ่มรายย่อย อาชีพอิสระ ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินของ บสย. พร้อมมุ่งสู่ Digital Platform ยกระดับบริการเข้าถึง SMEs ทุกกลุ่มทั่วประเทศ

 

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวในงานเสวนา “กลไกค้ำประกันเครดิต ตัวช่วยของ SMEs ในการเข้าถึงเงินทุน” จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมี นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ดำเนินรายการโดย ดร.ณชา อนันต์โชติกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ KKP Research กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567
นายสิทธิกร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 33 ปี ของการดำเนินงาน บสย. สามารถเข้าไปช่วยผู้ประกอบการ SMEs ผ่านกลไกค้ำประกันมากกว่า 8 แสนราย ที่น่าสนใจคือจำนวนลูกค้ากว่า 50% หรือกว่า 4 แสนราย เกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิด จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ SMEs จำนวนมากขาดสภาพคล่อง ทำให้ บสย. ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรขนานใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของพอร์ตการค้ำประกันสินเชื่อ และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ Digital Transformation โดยนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาพัฒนาและเชื่อมโยงการดำเนินงาน เพื่อสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการ SMEs ได้ทุกกลุ่ม และทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงบริการของ บสย. ได้มากขึ้นเช่นกัน

จากยุทธศาสตร์ดังกล่าว บสย. ได้วางบทบาทเป็น Credit Mediator เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ผ่านกลยุทธ์ต่างๆ ได้แก่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า, เสริมสร้างพันธมิตรในการช่วยเหลือ SMEs และการเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการให้บริการผ่านช่องทาง Digital Platform ล่าสุด บสย. ได้เปิดบริการใหม่ผ่าน LINE OA @tcgfirst เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงบริการ บสย. ได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบที่ปลอดภัย ได้แก่ เปิดให้ลูกค้า บสย. สามารถยืนยันตัวตน เพื่อตรวจสอบข้อมูลหนังสือค้ำประกัน และตรวจสอบใบเสร็จและประวัติการชำระค่าธรรมเนียม รวมถึงเพิ่มบริการนัดหมาย “หมอหนี้ บสย.” ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาจองคิวขอคำปรึกษาผ่านบริการ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกัน ปัจจุบัน บสย. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อในรูปแบบ RBP (Risk Based Pricing Product) คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยงของ SMEs ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการรับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันลดลงตามระดับความเสี่ยง ประกอบกับการนำเครื่องมือ Credit Scoring มาใช้ในการพิจารณาการค้ำประกันสินเชื่อ เบื้องต้นได้พัฒนาเสร็จสิ้นแล้ว 4 โมเดล แบ่งตามประเภทผู้ประกอบการ ได้แก่ Start Up, บุคคลธรรมดา, SMEs นิติบุคคล และ Micro SMEs โดย บสย. ได้รับคำแนะนำในการพัฒนาโมเดลต่างๆ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างทดสอบภายในองค์กร ก่อนจะนำมาปรับใช้กับผู้ประกอบการ SMEs ในอนาคต

นายสิทธิกร กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าถึง 70% ของ บสย. คือกลุ่ม Micro SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า กลุ่มอาชีพอิสระ ที่มีปัญหาเรื่องหลักประกัน จึงถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งของ บสย. ในการเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ด้วยการเติมเต็มความรู้ทางด้านการเงิน และความรู้อื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า และการแข่งขันให้ธุรกิจสามารถอยู่รอด และเติบโตได้

ทั้งนี้ ได้ตอกย้ำบทบาท Credit Mediator ในการเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมระหว่างผู้ประกอบการ SMEs และสถาบันการเงิน ด้วยเป้าหมายหลักของ บสย. ที่มุ่งเน้นจำนวนรายของ SMEs ที่เข้าถึงสินเชื่อ และเข้าถึงการค้ำประกัน หนึ่งในหัวใจหลักคือ การทบทวน แก้ไข พ.ร.บ. บสย. เพื่อเพิ่มบทบาทการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่สามารถค้ำประกันบนสินเชื่อเท่านั้น เช่น การค้ำประกันตรงหนังสือประมูลงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น เป็นต้น


อีกกลยุทธ์สำคัญคือ การปรับโมเดลสำนักงานเขตทั่วประเทศ (Branch Reformat) สู่การเป็นศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs โดยใช้ TCG Learning Center เป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้นำร่องที่สำนักงานเขตภาคตะวันออก และ สำนักงานเขตภาคกลาง โดยเปิดให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการเงิน การขอสินเชื่อ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการแก้หนี้ โดยปัจจุบันมี SMEs มารับคำปรึกษาและรับการอบรมผ่านศูนย์ฯ มากกว่า 17,000 ราย โดย บสย. สามารถช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ (Success Rate) 14% จากจำนวนผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเทียบจากช่วงเปิดศูนย์ฯ ในปี 2563 ที่มีสัดส่วนประมาณ 7%
นอกจากนี้ บสย. ยังมีมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ช่วยลูกหนี้ บสย. ผ่านมาตรการ 4 สี ม่วง เหลือง เขียว และฟ้า ตามความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อบรรเทาภาระหนี้ให้ลูกค้า “หนี้ลด หมดเร็ว ปลดหนี้” และพิเศษสำหรับลูกหนี้ที่มีประวัติชำระดี จ่ายต่อเนื่องอย่างน้อย 3 งวด ถ้าพร้อม “ปลดหนี้” บสย. ลดเงินต้นให้ 15% ระยะเวลามาตรการ 6 เดือน (ม.ค. – มิ.ย. 2567)

เป้าหมายหลักของ บสย. จากนี้ คือ การเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. และกลไกต่างๆ แม้ปัจจุบัน บสย. ได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนแล้วมากกว่า 8 แสนราย แต่ด้วยผู้ประกอบการ SMEs ในระบบที่มีกว่า 3.2 ล้านราย จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายของ บสย. ในการปรับเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรเพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้มากขึ้น ภายใต้ค่านิยม “TCG Fast & First” รวดเร็ว รอบคอบ ที่หนึ่งในใจ SMEs เพื่อผลักดันการช่วยเหลือให้ไปถึงผู้ประกอบการ SMEs ครอบคลุมทุกกลุ่มทั่วประเทศ

ท่าช้าง คาเฟ่ PRESENTED “PRIDE OF CHIANG MAI” ครั้งที่ 3 งานแห่งความภาคภูมิใจ และชัยชนะ PRIDE MONTH แห่งความสดใส ของชาว LGBTQ+

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน 2567 นายภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ประธานเปิดงาน พร้อมปล่อยขบวนพาเหรด “Parade We Are All Human” ท่าช้าง คาเฟ่ ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงใหม่ ต้อนรับความหลากหลายทางเพศ สำหรับชาว LGBTQ+ ในเดือน PRIDE MONTH ณ ลานอเนกประสงค์ ข่วงประตูท่าแพ เชียงใหม่

โดยรับชมโชว์จาก Hisis ตามด้วยแฟชั่นโชว์จากดาราและเซเลป ได้แก่ คุณต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล,คุณรัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น,คุณหน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์,คุณนกยลลดา สวนยศ miss fabulous 2024,คุณเชน ธวัชสรรค์ เปล่งศิริวัธน์,คุณแพร ศรณิศาณ์ สิริสุรีภัสร์,คุณอ้วน รีเทิร์น (อนันต์ เสมาทอง),คุณดิว The star(นัทธพงศ์ พรมสิงห์),คุณไบรอัน ตัน จากนั้นต่อด้วยการแสดงอะลุยซุย และขบวนรถแห่ขบวนพาเหรด “Parade We Are All Human” มุ่งหน้าสู่ลานท่าช้าง คาเฟ่ หลังจากนั้นกิจกรรมความสนุกสนาน จากกลุ่มชาว LGBTQ+ มีการประกวดการแต่งกาย Colorful Party และชมมินิคอนเสิร์ต เอ็ดดี้ ตลาดแตก

ในปัจจุบัน การเข้าใจ และยอมรับ กลุ่มชาว LGBTQ+ ได้เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้แสดงออกถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย ความหมายของเพศสภาพ สนับสนุนและเคารพความหลากหลายทางเพศ ท่าช้าง คาเฟ่ ได้จัดงาน ” PRIDE OF CHIANG MAI ” เป็นครั้งที่ 3 สำหรับในปีนี้ รณรงค์สร้างการรับรู้ด้านความหลากหลายทางเพศสภาพ ความเท่าเทียมกันในสังคม ของทุกเพศ ทุกวัย และการตระหนักถึงคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ภายใต้แนวคิด We’re All Human.

ท่าช้าง คาเฟ่ร่วมส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มชาว LGBTQ+ รวมไปถึงส่งเสริมเรื่องสิทธิ ในเรื่องการสมรสเท่าเทียม พร้อมเป็นกระบอกเสียงที่จะช่วยผลักดัน สนับสนุนให้กับกลุ่มชาว LGBTQ+ ได้มีพื้นที่แสดงออก เพื่อต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันในสังคม

#ท่าช้างคาเฟ่ #LGBTQ+ #PrideOfChiangmai #ท่าแพ #PrideMonth #ColorfulParty
#Thachangcafe #Looker #Airasia #Singha #DewarsClub #Schweppes
#KULOV #AMBOOSE #M150 #แสงสว่าง #hylifegroup #CNX #LGBTQ

บิ๊กซี 5 สาขาเชียงใหม่ เปิดจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ28 กรกฎาคม 2567

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2567 ที่ บิ๊กซี สาขาเชียงใหม่ 2 บิ๊กซีเอ็กซ็ตร้า ต.หนองป่าครั่ง​ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายวิวัฒน์ โกมลตรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีนายเอกภพ ชุมภูรัตน์ ผู้จัดการบิ๊กซี สาขาเชียงใหม่ 2 เป็นผู้กล่าวรายงาน การจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวันนี้ เนื่อง​​ด้วยในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางรัฐบาลไทย โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้จัดทำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนเป็นที่ระลึก รวมทั้งใช้ประดับเพื่อความเป็นสิริมงคล



ในการนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายเข็มอันทรงคุณค่านี้ให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งทางกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ได้ให้การสนับสนุนเป็นผู้จัดจำหน่ายโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อส่งมอบรายได้ทั้งหมดให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำรายได้ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย โดยได้วางจำหน่ายเข็มที่ระลึกนี้ในบิ๊กซี ทุกสาขาทั่วประเทศ​ ในราคาเข็มละ 300 บาท เริ่มจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป



โดยได้เริ่มจัดจำหน่ายเข็ม ที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ให้แก่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ที่บิ๊กซี 5 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายแห่งเดียวที่ประชาชนทั่วไป สามารถมาจัดซื้อเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ไปติดประดับเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 ด้วยกัน บิ๊กซีเราพร้อมแล้วที่จะเปิดการจำหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ถึงมือประชาชนเพื่อร่วมเฉลิมฉลองอภิลักขิตสมัยพิเศษด้วยการประดับเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ อันเป็นสวัสดิมงคลยิ่งด้วยกัน​

ทางด้านนายวิวัฒน์ โกมลตรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธี “เปิดการจําหน่ายเข็มที่ ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ในวันนี้ การที่บิ๊กซี ได้รับความไว้วางใจจากสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้แทนจําหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ บิ๊กซี สาขาเชียงใหม่ 2 ได้เป็นผู้แทนจําหน่ายที่ระลึกตราสัญลักษณ์ฯ ในจังหวัดของเราอีกด้วย โดยทางพี่น้องชาวจังหวัดเชียงใหม่ และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้มีโอกาสใน การจัดซื้อเป็นที่ระลึก และใช้ประดับเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

“ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมกันประดับเข็มที่ระลึกตรา สัญลักษณ์ ฯ เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยกัน ผมขออํานวยพรให้บิ๊กซี สาขาเชียงใหม่ 2 ประสบความสําเร็จตามที่มุ่งหวัง และ ในโอกาสนี้ ผมใคร่ขอเปิดการจําหน่ายเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บัดนี้ ”

หลังจากประกอบพิธีเปิดเสร็จสิ้น นายเอกภพ ชุมภูรัตน์ ผู้จัดการบิ๊กซี สาขาเชียงใหม่ 2 ได้มอบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติให้ นายวิวัฒน์ โกมลตรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ ประดับที่บนเสื้อเพื่อความเป็นสิริมงคล

สสส.-มสส.พร้อมสื่อมวลชน สภาลมหายใจ และ อบจ.เชียงใหม่เปิดเวทีทุกฝ่ายถกปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนเชียงใหม่ เปิดเวทีทุกฝ่ายถกปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ทั้งอบจ.เชียงใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์มช. สภาลมหายใจเชียงใหม่ ชี้กระทบทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ นักท่องเที่ยวลดลงทุกปีเสียรายได้ปีละหมื่นล้านบาท งานวิจัยระบุสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ทุกฝ่ายเรียกร้องเลิกทำงานเป็นแท่ง กระจายอำนาจชุมชน มีการวิจัยสาเหตุที่ชัดเจนอย่าโทษชาวบ้านอย่างเดียว ภาครัฐอย่าปิดบังความจริง พร้อมเรียกร้องนายกรัฐมนตรีใช้งบกลางคัดกรองมะเร็งปอดและเพิ่มสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพของประชาชน


วันที่ 29 พฤษภาคา 2567 ที่ห้องท่าแพ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จ.เชียงใหม่ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ร่วมกับสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป เรื่อง “PM 2.5 … ปัญหาซ้ำซากภาคเหนือไร้ทางแก้จริงหรือ โดยมี นายมนตรี ตระกูลสมบัติ หน.ศูนย์ข่าวภาคเหนือ โมเดิร์นไนน์ ทีวี บมจ.อสมท. เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี ผศ.พญ.พุตตาน วงตรีรัตนตรัย รองคณบดีด้านสื่อสารองค์กร คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายก อบจ.เชียงใหม่,นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่และนางอุบลนัดดา สุภาวรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ จ.เชียงใหม่ ร่วมถกปัญหาฝุ่นพิษ แต่กลับไม่มีตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมในครั้งนี้


นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารมวลชน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)กล่าวเปิดการประชุมว่านับว่าเป็นโอกาสดีที่สื่อมวลชนจ.เชียงใหม่และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)ซึ่งได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสสส.เสริมพลังสื่อมวลชนร่วมขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะร่วมกันจัดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหา ลดผลกระทบต่อสุขภาพและผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากปัญหามลพิษทางออากาศจาก PM 2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ งานวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสารราชภัฏเชียงใหม่ที่ศึกษาผลกระทบของPM 2.5 ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 20 สัญชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดโดยใช้จ.เชียงใหม่และกทม.เป็นตัวแทนนักท่องเที่ยวที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศช่วงปี 2557ถึง ปี 2561 พบว่าปัญหาPM 2.5 ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงโดยเฉพาะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม หากดัชนีค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยรายเดือนจะทำให้นักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ลดลง 106,060 คน สอดคล้องกับตัวเลข ของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงใหม่ลดลงเช่น ปี2561 มีนักท่องเที่ยว จำนวน 10.84 ล้านคน ปี2562 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 11 ล้านคน แต่ในปี 2565 นักท่องเที่ยวลดลงเหลือ 5.9 ล้านคนและปี 2566ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจำนวน 7.7 ล้านคน


ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพนั้นองค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่าอัตราการตายประชากรโลกมีความสัมพันธ์กับความเป็นพิษทางอากาศ โดยทุกๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่น PM 2.5 มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8 ถึง 14 เปอร์เซ็นต์ องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุ 1 ใน 8 ของประชากรโลกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร สอดคล้องกับการวิจัยผลกระทบมลพิษต่อสุขภาพในพื้นที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่พบว่าการตายรายวันและความเจ็บป่วยของประชาชนสัมพันธ์กับปัญหาหมอกควันในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของปี 2559 และปี 2560 ข้อมูลจากหลายองค์กรระบุตรงกันว่าภาคเหนือมีอัตราการป่วยเป็นมะเร็งปอดมากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นทั้งๆที่อัตราการสูบบุหรี่ลดลง การประชุมในวันนี้นอกจากได้ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่และผู้แทนสื่อมวลชนเชียงใหม่แล้ว จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อลดผลกระทบและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป


ผศ.พญ.พุดตาน วงศ์ตรีรัตนชัย รองคณบดีด้านสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ กล่าวว่าปัญหา PM 2.5 ที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด หัวใจ สมอง ตา ส่งผลต่อทารกในครรภ์ การได้รับฝุ่นพิษ PM 2.5 ทุก ๆ 22 ไมโครกรัม เฉลี่ย 20 ชั่วโมง จะเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก จากตัวเลขที่มีการรวบรวมค่าเฉลี่ย PM 2.5 รายวัน ในตัวเมืองเชียงใหม่ ตลอดเดือนมีนาคม 2562 โดยเฉพาะในวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2562 คนเชียงใหม่ทุกเพศทุกวัยสูบบุหรี่ไปคนละ 18 มวน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้รับรู้แนวทางปฏิบัติตัวตามระดับของฝุ่น PM 2.5 ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ ไม่ได้เกิดโรคมะเร็งปอดอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อสมองของเด็กและผู้ใหญ่ด้วย ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า สมาธิสั้น พัฒนาการช้าลง และ IQ ต่ำลงในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่มีผลต่อโรคสมองเสื่อมทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้น หลอดเลือดสมองตีบและแตก มีผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ระบุชัดเจนว่า ฝุ่น PM 2.5 ทำให้เลือดกำเดาไหล เพราะมีผลต่อช่องจมูก ส่งผลให้ตาแดงอักเสบ ส่วนอัตราการตายจากมะเร็งปอด แยกรายภาค ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 ภาคเหนือมีอัตราการตายจากมะเร็งปอดมากกว่าภาคอื่น ซึ่งเป็นผลมาจาก ฝุ่น PM 2.5 ด้วยเช่นกัน


นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าเชียงใหม่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก แต่เมื่อเกิดปัญหา PM 2.5 ทำให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 10,000 ล้านบาท นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน 50-60 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุของปัญหาหมอกควันพิษ PM 2.5 มาจากหลายสาเหตุทั้งการเผาในที่โล่ง ไฟป่า การคมนาคมขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม และฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง ประกอบกับที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่มีสภาพเป็นแอ่งกะทะทำให้การแก้ปัญหายากมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นเอกภาพเพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมากซึ่งในระยะหลังเริ่มดีขึ้นเพราะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทุกระดับทั้งระดับจังหวัด อำเภอและตำบล
สำหรับบทบาทของอบจ.เชียงใหม่ในการแก้ไขปัญหานั้น นายพิชัย กล่าวว่า มีหลายมิติคือ ทั้งการให้ใช้สถานที่จัดตั้งเป็นศูนย์บัญชาการระดับจังหวัด อบจ.เชียงใหม่ เป็นที่แรกของประเทศไทยที่ให้งบประมาณสนับสนุนแก่มูลนิธิป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องทุกปี เช่นปี 2564 จำนวน 13.67 ล้านบาท ปี 2565 จำนวน 13.67 ล้านบาท ปี 2566 จำนวน 10.87 ล้านบาท และปี 2567 จำนวน 10.99 ล้านบาท นอกจากนั้นยังสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องมือทำแนวกันไฟ อากาศยานไร้คนขับ เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศพร้อมจอแสดงผลทั้งจังหวัด 250 เครื่อง มอบเรือตรวจการณ์ในพื้นที่ป่ารอบเขื่อนแม่กวงอุดมธารา การแจกหน้ากาก N 95 ให้กับประชาชน มีการล้างถนน ติดตั้งเครื่องพ่นละอองฝอยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ พร้อมกันนั้นยังมีการจัดทำระบบข้อมูลและการสื่อสารเผยแพร่เช่นโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเว็บไซต์รายงานสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดเก็บบันทึกข้อมูลชุมชนและศูนย์วิชาการของจังหวัดเพื่อดำเนินการตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสมในการกำจัดเชื้อเพลิงในแต่ละวัน มีการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ PM 2.5 รวมทั้งจัดทำ Application และอบรมการใช้ เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูลและให้ประชาชนแจ้งเบาะแสต่างๆด้วย

นายชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจ เชียงใหม่ กล่าวว่าการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงกันทั้งด้านคมนาคม พลังงาน อุตสาหกรรม เกษตร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมและเชื่อมโยงไปถึงต่างประเทศ ปัญหาโลกร้อนและผลประโยชน์ทับซ้อน กุญแจสำคัญคือการแก้ปัญหาแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยใช้มิติทางสังคมควบคู่กฎหมาย จากข้อมูลสถานการณ์ปี 2567 จุดความร้อนจากไฟไหม้ ของเชียงใหม่ดีขึ้นแต่ยังไม่เป็นตามเป้าที่จะให้ลดลง 50% แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจก็คือ จำนวนวันของคุณภาพอากาศที่เกินค่ามาตรฐานถึง 87 วันก็ถือว่ายังมากอยู่ ดังนั้นการสรุปบทเรียนต้องวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังลงลึกไปถึงเหตุปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ของเชียงใหม่และภาคเหนือว่าเพราะเรามีระบบราชการรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางทำงานเป็นแท่งในจังหวัดมีหน่วยงานส่วนกลางอยู่ 157 หน่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลอีก 23 หน่วย และมีองค์กรปกครองท้องถิ่น 211 หน่วย ทำให้การบูรณาการแผนและงบประมาณมีข้อจำกัด ต่อมาคือการบริหารสถานการณ์ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยยังทำงานเชิงรับถ้ามีอุบัติภัยจึงจะสามารถใช้งบประมาณใช้คนใช้เครื่องจักรได้ และเรายังมีความล่าช้าของการวางแผนแม้จังหวัดเชียงใหม่จะมีการวางแผนตั้งแต่ต้นปี2566แต่กว่าแผนจะเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายนทำให้งบประมาณล่าช้าจนต้องใช้เงินจากส่วนกลาง ดังนั้นแผนทุกอย่างควรจบในเดือนตุลาคม และเดือนธันวาคมต้องมีงบประมาณชัดเจนแล้ว
ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่กล่าวอีกว่ายังมีปัญหาพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประกาศทับซ้อนพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในเขตป่าที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนานจึงควรจะใช้รูปแบบเดียวกันกับการแก้ปัญหาเขตป่าสงวนที่มี พ.ร.บ.ป่าชุมชนรองรับทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ส่วนการกระจายอำนาจแบบมีส่วนร่วมแม้จะทำได้ดีแต่ยังไม่ลงลึกถึงชุมชนโดยเฉพาะประชาชนที่ทำมาหากินอยู่ในป่ายังไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง นอกจากนั้นควรมีการวิจัยที่ชัดเจนว่าเหตุปัจจัยของการเผาคืออะไรไม่ควรแก้ปัญหาตามความรู้สึกหรือมีอคติว่าชาวบ้านเผาเพื่อหาเห็ด หาหน่อไม้ ล่าสัตว์ และควรมีกฎหมายหรือมาตรการจัดการกับบริษัทที่ไปลงทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อ ป้องกันการเผาในที่โล่ง รัฐบาลต้องมีเจตจำนงทางการเมืองมีแผนที่ชัดเจนและสุดท้ายขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีจัดสรรงบฯ กลางเพื่อคัดกรองมะเร็งปอดโดยทันที โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์การคัดกรองมะเร็งปอดในระบบหลักประกันสุขภาพทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และข้าราชการโดยเร็ว


นางอุบลนัดดา สุภาวรรณ บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ กล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนในเรื่อง PM 2.5 ว่าสื่อจะรวบรวมข้อมูลนโยบายจากส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่มานำเสนอ เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา มีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึก เช่น ผลการวิจัย การลงพื้นที่ เก็บข้อมูลจากหน่วยงานและกลุ่มนักวิจัยหรือนักเคลื่อนไหวต่างๆ เพิ่มความถี่ในการนำเสนอข่าว ตอกย้ำ ว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข โดยพยายามขยายประเด็นการนำเสนอที่หลากหลายมิติ เช่นการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา การปรับตัวและการป้องกันตนเองของคนทำงานในด้านการท่องเที่ยว การเกษตร ภาคประชาชน นักวิจัย เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาของต่างประเทศ หรือการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว สิ่งที่สื่อมวลชนอยากเรียกร้อง คือ ขอให้จังหวัดให้ข้อมูลที่เป็นความจริงกับสื่อมวลชน อย่างสร้างภาพและกลัวว่าข่าว PM 2.5 จะกระทบต่อการท่องเที่ยว แลกกับผลกระทบทางสุขภพาของคนเชียงใหม่ คุ้มกันหรือไม่ เราไม่อยากให้ผู้นำมาสร้างภาพ เช่น การปั่นจักรยาน การนั่งริมแม่น้ำปิง หรือการแจกหน้ากากอนามัย แต่อยากให้มีการวางแผนและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน สื่อมวลชนพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่บางครั้งข้อมูลมามาถึงสื่อ ในวอร์รูม สื่อส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าไปร่วมประชุม


ทางด้านสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงความเห็น นายสราวุฒิ แซ่เตี๋ยว รองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และประธานที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้ว แต่เชื่อว่าทุกอย่างแก้ได้อยู่ที่ตั้งใจจะแก้มากน้อยแค่ไหน ขอเสนอให้สถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ได้ทำการวิจัยเชิงลึกว่าต้นเหตุของการเผาใครเป็นคนเผา เผาเพราะอะไร รวมถึงแสดงตัวเลขให้เห็นว่า รายได้จากปลูกข้าวโพดในแต่ละปีกับผลเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาเป็นอย่างไร
นายศักดา แซ่เอียว การ์ตูนนิสต์ “เซีย ไทยรัฐ” กล่าวว่า เพิ่งมาอยู่เชียงใหม่เห็นแล้วตกใจว่าปัญหามันรุนแรงมองไม่เห็นท้องฟ้า มีแต่สีเทาเต็มไปหมด เสียดายทำไมเชียงใหม่กลายเป็นอย่างนี้ไปได้ ตนได้รับผลกระทบเป็นไข้นอนซมไป 7 วัน เรื่องนี้จะต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ลำพังนักการเมืองและชาวบ้านยังไม่พอ ต้องคุยกับเพื่อนบ้านและเป็นนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ เกิดปัญหาตรงไหนก็ต้องแก้ที่ต้นตอ ส่วนสื่อมวลชนก็ต้องช่วยให้ความรู้ ความจริง และเผยแพร่สู่ประชาชน
นางณัชชา อุตตะมัง บรรณาธิการ สำนักข่าวนอร์ทพับลิคนิวส์ กล่าวว่า ตนเองลงพื้นที่ติดตามปัญหามาตั้งแต่ฝุ่น PM 10 จนถึง PM 2.5 ได้เห็ฯปัญหาว่ารุนแรงแค่ไหน แต่จังหวัดและรัฐบาลปิดบังข้อมูลทำให้ประชาชนเห็นว่าสถานการณ์ไม่เลวร้าย ทั้ง ๆ ที่ปัญหามีความรุนแรงจึงอยากให้บอกความจริงกับประชาชน และเมื่อมีแผนแล้วก็มักจะไม่ทำตามแผน ที่ผ่านมามีการมอบรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่ข้อเท็จจริงพื้นที่นั้นมีไฟไหม้เยอะ ขอตั้งคำถามว่าให้รางวัลไปได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์และการป้องกันของประชาชนก็ยังไม่ดีพอ มีการทำห้องลดฝุ่น 2,000 กว่าห้อง แต่ทำได้จริง 1,800 ห้อง ทั้งที่ประชากรในนจังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่ 1,700,000 คน ส่วนการช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงอีก 3,000 กว่าคนเข้าไม่ถึง เช่นเดียวกับหน้ากากป้องกันฝุ่น เมื่อถึงเวลาก็ไม่มีหน้ากากแจก ขอเพิ่มก็ไม่ได้


นางกัญญานันท์ ตาทิพย์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า ในฐานะเป็นภาคีที่ทำงานเรื่องการปกป้องสุขภาพด้านแอลกอฮอล์ เห็นด้วยที่ต้องมีแผนสนับสนุนอย่างชัดเจน ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่มีปัญหา แต่ควรจะเป็นแผนทั้งปี อย่างน้อยก็มีหมู่บ้านที่ปลอดการเผาในจังหวัดเชียงใหม่ 31 หมู่บ้านในนั้นควรทำให้ชาวบ้านตระหนักว่าถ้าไม่เผาแล้วจะทำอย่างไร และถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นส่งให้รัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ต่อไป สคล. ก็จะเพิ่มประเด็นในการรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วย


สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ได้กล่าวขอบคุณวิทยากรและสื่อมวลชน พร้อมสรุปว่าข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเวทีประชุมจะนำไปสู่การผลักดันมาตรการต่างๆเช่น การวางแผนสนับสนุนการทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่และสื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆและข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับรู้เข้าใจปัญหาและปรับตัวพิษpm2.5///

วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่โชว์ผลงานทีมครูปั้นเด็กปรุง คว้าโล่ห์รางวัลอันระดับประเทศ ระดับดีเลิศ สุดยอดนวัตกรรมสุขภาวะ “ลิปสติกหญ้าดอกขาวลดบุหรี่”

วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ คว้าโล่ห์รางวัลอันทรงเกียรติระดับประเทศ ระดับดีเลิศ สุดยอดนวัตกรรมสุขภาวะ “ลิปสติกหญ้าดอกขาวลดบุหรี่” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบส่งเสริมห้องเรียนนวัตกรรมสุขภาวะในอาชีวศึกษา จาก ส.ส.ส.จาก 30 ผลงานที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วประเทศ ในโครงการพัฒนาระบบส่งเสริมห้องเรียนนวัตกรรมสุขภาวะในอาชีวศึกษา (อาชีวิต) จากความสำเร็จของรางวัลระดับดีเลิศ ลิปสติกจากหญ้าดอกขาวลดการสูบบุหรี่ ทีมครูปั้นเด็กปรุง ผลงานของนักศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่

ได้ผ่านการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับห้องเรียนนวัตกรรม ออกแบบห้องเรียนแห่งการเรียนรู้โดยการใช้ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ Design Thinking เพื่อให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคู่กับนโยบายของทางวิทยาลัยที่ผลักดันและส่งเสริมให้เกิดห้องเรียนนวัตกรรมและกระบวนการในการสร้างสรรค์งานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ โดยอาศัยฐานของวิชาชีพ ทั้งด้าน ช่างอุตสาหกรรม บริหารธุรกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการท่องเที่ยวการโรงแรม เพื่อต่อยอดการสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์เข้าสู่เวทีการแข่งขัน และการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับชิ้นงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างยั่งยืน


จากอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตอันดับที่สองในประเทศไทย โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งในปีหนึ่งมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่กว่า 40,000 คน และมีผู้ป่วยใหม่จากมะเร็งปอดปีละ 12,000 คน**ทีมครูปั้นเด็กปรุง** พร้อมกับทีมวิจัยได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลิปสติกที่สามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ โดยใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ หญ้าดอกขาว ซึ่งมีสรรพคุณที่สามารถเปลี่ยนรสชาติของบุหรี่ มีคุณสมบัติเมื่อถูกสัมผัสลิ้นและริมฝีปากจะทำให้รู้สึกชา ทำให้ผู้สูบรู้สึกไม่อยากสูบอีกต่อไป


โดยทีมผู้วิจัยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการให้คำปรึกษาร่วมกับทีมงานวิจัย และทำการรับรองผลผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดนวัตกรรมสุขภาวะ “ลิปสติกหญ้าดอกขาวลดบุหรี่”


ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น ทีมงานและผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองผลิตลิปสติกหญ้าดอกขาวในรูปแบบของลิปบาล์มที่ไม่มีสี โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ทดลองกับกลุ่มนักศึกษาและอาสาสมัครที่มีความต้องการเลิกสูบบุหรี่ โดยการทาลิปสติกหญ้าดอกขาวเป็นประจำทุกวันและติดตามผลทุกๆ 2 สัปดาห์เป็นระยะเวลา 4-6 สัปดาห์


**ผลลัพธ์ของการทดลอง** พบว่าลิปสติกหญ้าดอกขาวสามารถลดความอยากสูบบุหรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย พบว่าร้อยละ 62 ของผู้ใช้สามารถลดและเลิกการสูบบุหรี่ได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ และร้อยละ 69.35 ของผู้ใช้สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยมีสาเหตุสำคัญ คือ ชาริมฝีปาก กินอาหารไม่อร่อย และไม่อยากสูบบุหรี่อีกเลย


ทั้งนี้ทีมผู้วิจัยได้มีการต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อให้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จริงได้อย่างยั่งยืนทำให้วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมสุขภาวะ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการห้องเรียนนวัตกรรมของวิทยาลัยฯ โดยรวมที่เป็นเลิศ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนมาตลอด 46 ปี และยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ในการพัฒนาการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป


สุดท้ายที่มาของการที่วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมสุขภาวะ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการห้องเรียนนวัตกรรมของวิทยาลัยฯ โดยรวมที่เป็นเลิศ สมกับคำที่ว่า”ทีมครูปั้นเด็กปรุง”โดยทีมครูอาจารย์ ที่นำโดย อาจารย์สมมิทธิ์ ทิพยมณฑล ผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการ,อาจารย์ฉลวย พันธ์ทอง ผู้อำนวยการ,อาจารย์ศิรภพ เจริญกุศล รองผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการศึกษา,อาจารย์ประสิทธิ์ ชูดวง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา,อาจารย์ครรชิต เมฆขลา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ พร้อมครูอาจารย์ทุกๆท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่เด็กนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างดี

ลำพูน นำรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัยจัดริ้วขบวนอย่างสวยเตรียมจัดขบวนธรรมยาตราเดินเทศน์สันถี ตามวิถีครูบาสู่บุคคลสำคัญของโลก

จังหวัดลำพูน เตรียมจัดขบวนธรรมยาตราเดินเทศน์สันถี ตามวิถีครูบาสู่บุคคลสำคัญของโลก ระหว่างวันที่ 3 – 11 มิถุนายน 2567 เริ่มจากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ ตามเส้นทางบุญถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

ในโอกาสวาระครบรอบ 146 ปีชาตกาล ครูบาเจ้าศรีวิชัย ในวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นี้ คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน นำโดยพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ร่วมกับคณะทำงานสร้างการรับรู้เพื่อเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยสู่การเป็นบุคคลสำคัญของโลก เตรียมจัดกิจกรรม “ธรรมยาตราเดินเทศน์สันถี ตามวิถีครูบาสู่บุคคลสำคัญของโลก” เบื้องต้นกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 11 มิถุนายน 2567 โดยจะมีการนำรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัยจัดริ้วขบวนอย่างสวยงามเดินธรรมยาตราจากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จ.ลำพูน กิจกรรมแต่ละวันจะมีการประกอบพิธีทำบุญตักบาตร สวดมนต์สวดบารมีสามสิบทัศ นั่งสมาธิและพระธรรมเทศนา

โดยขบวนแห่จะเริ่มเดินทางตั้งแต่ วันที่ 3 มิถุนายน 2567 ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้เดินตามตลอดเส้นทางบุญ
วันที่ 4 มิถุนายน 2567 จากพระบาทห้วยต้มพักค้างคืนที่วัดพระบาทผาหนาม อำเภอลี้
วันที่ 5 มิถุนายน 2567 จากพระบาทผาหนามมาค้างคืนที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้
วันที่ 6 มิถุนายน 2567 จากวัดบ้านปางมาค้างคืนที่วัดห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง
วันที่ 7 มิถุนายน 2567 จากวัดห้วยหละ มาค้างคืนที่วัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง
วันที่ 8 มิถุนายน 2567 จากวัดบ้านโฮ่งหลวงมาค้างคืนที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง
วันที่ 9 มิถุนายน 2567 จากวัดพระพุทธบาทตากผ้ามาถึงวัดกู่ละมัก อำเภอเมืองลำพูน
วันที่ 10 มิถุนายน 2567 จากวัดกู่ละมัก มาถึงวัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน
วันที่ 11 มิถุนายน 2567 จากวัดจามเทวีสู่วัดพระธาตุหริภุญชัย พร้อมขบวนแห่ครูบาของวัดต่างๆ ทั่วจังหวัดลำพูน

ทั้งนี้ครูบาเจ้าศรีวิชัย เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ตลอดชีวิตของครูบาศรีวิชัยได้บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ , การบูรณะวัดสวนดอก บูรณะวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นต้น

ครูบาศรีวิชัย มรณภาพลง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้จังหวัดลำพูน อายุ 60 ปีเศษ พรรษาได้ 40 พรรษา เป็นภิกษุผู้ทรงคุณธรรม มักนิยมสันโดษ ฉันอาหาร วันละ 1 มื้อ เว้นฉันปลา เนื้อ นอกจากผักและถือมังสวิรัติเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่พุทธศาสนาและสังคมจึงถือเป็นพระอริยสงฆ์รูปสำคัญยิ่งแห่งล้านนา เปี่ยมล้นไปด้วยคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ จึงมีผู้คนเคารพยกย่องนับถือ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โดยโครงการเสนอชื่อครูบาเจ้าศรีวิชัย เป็นบุคคลสำคัญของโลก ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ ในวาระครบรอบ 150 ปี ชาตกาล จะต้องดำเนินการเสนอยูเนสโกในปี 2569 เพื่อเฉลิมฉลองในปี 2571.

กลุ่ม Chiang Mai Pride จับมือร่วมกับ Asset World Corporation (AWC) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “Chiang Mai Colourful Pride Month 2024” เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยว

กลุ่ม Chiang Mai Pride จับมือร่วมกับ Asset World Corporation (AWC) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงาน “Chiang Mai Colourful Pride Month 2024” เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สู่หมุดหมายหลักของงาน Pride Month สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ในระดับสากล

Chiang Mai ร่วมเฉลิมฉลองพร้อมกับ Pride Month ทั่วโลก สำหรับการรวมตัวของ LGBTQ+ ที่มีความหลากหลาย และร่วมกันช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ให้ได้รับการยอมรับในสังคมปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ชาวไทยและต่างชาติ ในระดับสากลของมาใช้บริการภายในจังหวัดมากยิ่งขึ้น และยังนำไปสู่การเป็นหมุดหมายหลักของงาน Pride Month ในปีต่อ ๆ ไป โดยในการจัดงานครั้งนี้กำหนดให้มีพิธีเปิดงาน “Chiang Mai Colourful Pride Month 2024” ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2567 พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีกิจกรรมสร้างสีสันให้แห่งเมืองเชียงใหม่ที่จะได้กลับมาคึกคักกันสุดเหวี่ยงตลอดเดือน มิถุนายน 2567 อีกด้วย

สำหรับงาน “Chiang Mai Colourful Pride Month 2024” ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2567 และตลอดเดือน มิถุนายน 2567 ได้มีการเตรียมกิจกรรมสร้างสีสันมากมาย อาทิ ขบวนพาเหรด Chiang Mai Pride, การจัดคอนเสิร์ต, การเนรมิตสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเชียงใหม่ เช่น ขั๋วเหล็ก ประตูท่าแพและแยกรินคำ ให้เต็มไปด้วยสีสัน Pride, การเต้น Random Dance ณ ข่วงประตูท่าแพ, การจัดแข่งขัน Colourful Contest ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 15,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล

โดยเมื่อ17 พฤษภาคม 2567ณ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ได้มีการจัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงาน “Chiang Mai Colourful Pride Month 2024”โดยมีว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิส ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่  ,นายเก่ง ชัยวารินทร์ รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่, นายภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่, นายศิริศักดิ์ ไชยเทศ ประธานคณะทำงาน Chiang Mai Pride 2024 และ นายพิสันต์ สุวรรณธาดา General manager the pantip lifestyle hub Chiangmai และผู้แทนจาก Asset World Corporation (AWC) ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

 

โดย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิส ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “จังหวัดเชียงใหม่ นครแห่งชีวิต และความมั่งคั่ง ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงรัก จังหวัดเชียงใหม่ มีธรรมชาติที่งดงาม มีศิลปะวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีประเพณีอันดีงามที่สะท้อนวิถีชีวิต เชียงใหม่ ในแต่ละปีมีผู้คนมากมายเดินทางมาเยือน การท่องเที่ยวในปัจจุบันได้มีการเปิดกว้างมากขึ้นได้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ทุกรุ่น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม

ในช่วงเดือนมิถุนายน ของทุกปีในระดับนานาชาติ ยกให้เป็นเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ : LGBTQ+ Pride Month สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายของผู้คน แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเป็นเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งเชียงใหม่พร้อมจะโอบรับทุกคนจากทั่วโลกที่มีความหลายหลาก ด้วยความอบอุ่นด้วยไมตรีจิต ด้วยรอยยิ้มที่เชื่อว่าทุกคนที่เดินทางมาเชียงใหม่ จะมีความสุขได้อย่างหลากหลาย

เสน่ห์ของเชียงใหม่อีกประการ คือในแต่ละช่วงของการเดินทางมาสัมผัสจะมีความแตกต่างกันออกไป ในช่วงฤดูฝน สภาพอากาศเชียงใหม่ได้กลับมาสดใสมากขึ้น พร้อมที่จะให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติสวยงามมองไปทางไหนก็สบายตา สบายใจ ไร้หมอกควันเต็มไปด้วยภูเขา ต้นไม้ ในช่วงที่เรียกว่า “Green Season” ท้ายนี้ผมขอย้ำว่า เชียงใหม่ คือ นครแห่งชีวิต และความมั่งคั่ง ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุขที่หลากหลาย และพร้อมที่จะต้อนรับผู้คนที่หลากหลาย เช่นกันครับ”

ด้าน นายเก่ง ชัยวารินทร์ รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า “สำหรับกิจกรรม Chiang Mai Colourful Pride Month 2024 ในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ร่วมบูรณาการกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลนครเชียงใหม่, กลุ่ม Chiang Mai Pride และ Asset World Corporation (AWC) เพื่อสร้างสีสันให้กับงานตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2567 ไปจนตลอดเดือนมิถุนายน 2567 ด้วยการเพิ่มสีสันให้กิจกรรมภายในงานมากมาย อาทิ การเพิ่มขบวน Pride Parade ให้มีความยิ่งใหญ่มากขึ้น และการเชิญศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดง บนเวทีกิจกรรม, การจัด Installation Arts เพื่อสร้าง Landmark จุดถ่ายรูปเช็คอินให้แก่นักท่องเที่ยว อาทิ บริเวณประตูท่าแพ สะพานขั๋วเหล็ก และแยกรินคำ, กิจกรรมนิทรรศการศิลปะประกวดภาพถ่าย และกิจกรรม Random Dance เปิดพื้นที่ให้ผู้มีความชื่นชอบในการเต้นได้มาแสดงออก

นอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้ว ททท. ยังได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และพันธมิตรต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่ อาทิ สายการบิน, กอล์ฟ, สปา, ร้านอาหาร, ที่พัก/ โรงแรม, รถเช่าและรถขนส่งสาธารณะ จัดทำแคมเปญส่วนลดพิเศษ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride month ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2567 โดยคาดว่าจะส่งผลให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยวตลอดทั้งเดือนมิถุนายน มากกว่า 7,500 ล้านบาทและเกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยว 790,000 คน/ครั้ง และ ททท. จะผลักดันให้งาน Chiang Mai pride festival เป็นกิจกรรมหลักของเดือนมิถุนายนในปฏิทินท่องเที่ยว 12 เดือน 12 เทศกาลของจังหวัดเชียงใหม่และเกิดการจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นหมุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยว Top LGBTQ+Friendly Destination ต่อไป ทั้งนี้ สามารถติดตามโปรโมชั่นต่างๆในเดือน Pride month ได้ที่ Facebook Page Chiangmai Colourful Pride Month 2024, ททท. สำนักงานเชียงใหม่ และเพจพันธมิตรอื่น ๆ ”


ทางด้าน นายภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ในนามของนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า “ สำหรับปีนี้ เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดงานนี้ขึ้นในระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2567 บนพื้นที่จากถนนช้างคลาน ย่านไนท์บาร์ซาร์ ถึงข่วงประตูท่าแพ ซึ่งจะได้รับ การตกแต่งให้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งสีสันของเดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือเดือน Pride และขบวนพาเหรดที่ผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาและวัฒนธรรมร่วมสมัยภายใต้แนวคิด We are all Human ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของคุณค่าแห่งมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเราทั้งหลายจะเป็นเพศไหนก็ตาม


นอกจากสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว เพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญและความหมายของงาน Chiang Mai Colourful Pride Month 2024 นี้ จึงได้ประกอบด้วยนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ LGBTQ อาทิ กฎหมายสมรสเท่าเทียม ความหมายของเพศสภาพ ความเท่าเทียมของมนุษย์ทุกคนอีกด้วย
ด้วยเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแสดงคุณค่าของมนุษย์ทุกคน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงได้ให้การสนับสนุนในการจัดงานด้วยความยินดียิ่ง และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงาน Chiang Mai Colourful Pride Month 2024 ในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของการจัดงานที่ว่า ไม่ว่าเราทั้งหลายจะเป็นเพศใด ทุกคนก็ล้วนมีความเท่าเทียมกัน หรือ We are all Human ”

ทางด้าน นายศิริศักดิ์ ไชยเทศ ประธานคณะทำงาน Chiang Mai Pride 2024 กล่าวว่า “ เนื่องด้วยเดือนมิถุนายนของทุกปี ทั่วโลกต่างร่วมกันเฉลิมฉลอง รวมทั้งรำลึกการต่อสู้ของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และสืบทอดเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับการปกป้อง คุ้มครองให้ปลอดภัยจากความรุนแรง ยกระดับคุณภาพชีวิต และสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกว่าเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจ PRIDE MONTH


ซึ่งคณะทำงาน Chiang Mai Pride 2024 ประกอบด้วยนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาสังคม จากหลากหลายประเด็นอาทิ สิทธิความหลากหลายทางเพศ, สิทธิพนักงานบริการ, สิทธิด้านสุขภาพ, สิทธิด้านแรงงาน, สิทธิคนพิการ, สิทธิผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV, สิทธิเยาวชน, สิทธิผู้หญิง, สิทธิชาติพันธ์, สิทธิผู้ใช้ยา, นักกิจกรรมประชาธิปไตย ฯลฯ โดยธีมปีนี้คือ “Chiang Mai Pride 2024 : Beyond Gender : Pride United : Celebrating Diversity, Embracing Unity” “ เชียงใหม่เป็น จังหวัดเปิดเทศกาลเฉลิมฉลองเดือน ไพรด์ จัดหวัดแรกของประเทศไทย”ในวันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลา 13.00 น. – 24.00 น. ณ พุทธสถานเชียงใหม่ ไนท์บาซาร์เชียงใหม่ และ ลานอเนกประสงค์ ข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่

โดยกิจกรรมจะประกอบด้วยการเดินขบวน Pride Parade ดนตรี การแสดงศักยภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ การประกวด Chiang Mai Pride Ambassador 2024 และการแสดงบันเทิงหลากหลายรูปแบบและไฮไลท์ สำคัญคือ การแสดงจุดยืนเพื่อให้รัฐไทยออกกฎหมายที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง อาทิ


● สมรสเท่าเทียม ผ่าน พิธิสมรสของคู่รักความหลากหลายทางเพศ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกฎหมาย สมรมเท่าเทียม สำหรับทุกคน
● Sex work Is Work เพื่อยกเลิก พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีปี 2539 และส่งเสริมให้รัฐไทยออกกฏหมาย พรบ.มาตรฐานคุ้มครองพนักงานบริการทางเพศ ผ่านกิจกรรมของพนักงานบริการเอง
● กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ผ่านถ้อยแถลงของเยาวชนคนข้ามเพศ
● รัฐไทยต้องออกฎหมาย พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ผ่านถ้อยแถลงของตัวแทนชุมชน
● พบกับSpeech จากชุมชนทุกประเด็น
● การประกาศเจตนารมณ์ เรื่องการต่อต้าน Rain Bow washing ทุกรูปแบบ

ซึ่ง นายพิสันต์ สุวรรณธาดา General Manager The Pantip Lifestyle Hub กล่าวว่า “ในนามของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์ แบบครบวงจร รวมพลังเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกซน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และ Chiangmai Pride รวมถึงกลุ่มธุรกิจของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครื่อ AWC กว่า 15 แห่ง ร่วมต้อนรับเทศกาล Pride Month จัดแคมเปญ ‘AWC Let’s Pride’ สร้างปรากฎการ์ณแห่งความเท่าเทียม สนับสนุนความหลากหลาย ทางเพศครั้งยิ่งใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวสู่จุดหมายปลายทางการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความเท่าเทียม และเป็นจุดหมายปลายทางยั่งยืนระดับโลก ทั้งด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว

AWC Let’s Pride’ คือ แคมเปญของความภาคภูมิใจ ความเท่าเทียมของความหลากหลาย และการยอมรับตนเอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรวมพลังสนับสนุนการเปิดกว้างของสังคมร่วมสมัย และความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียมที่มีบทบาทบนเวที่โลกโดย AWC Let’s Pride’ ร้างสรรค์ภายใต้ 3 กิจกรรมฮไลท์ ‘Pride Experience, Pride Talk และ Pride Cheerfu!’

AWC Let’s Pride’ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบ
การดำเนินงาน ‘3BETTERs’ ในด้าน ‘BETTER PEOPLE’ เพื่อผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการพัฒนา ทรัพยากรบุคคล สนับสนุนสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในการทำงานและ การแสดงความคิดเห็น โดยมุ่งเน้นเรื่องการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและสร้างโอกาสที่เสมอภาค ”

ทั้งนี้ สามารถติดตามโปรโมชั่นต่างๆในเดือน Pride month ได้ที่ Facebook Page Chiangmai Colourful Pride Month 2024, ททท. สำนักงานเชียงใหม่ และเพจพันธมิตรอื่น ๆ

แสนสิริชี้อสังหาฯ เชียงใหม่ขยายตัว ส่งโครงการใหม่รับดีมานด์ไฮไลท์ “เศรษฐสิริ รวมโชค” และ “อณาสิริ พายัพ” เฟส 3 ดันมูลค่าพอร์ตเชียงใหม่รวม 16,500 ล้านบาท พิสูจน์ความเชื่อมั่นจริง

• แสนสิริ คาดอสังหาฯ เชียงใหม่ขยายตัวจากศักยภาพทำเล ขึ้นแท่นเมืองน่าอยู่ระดับ International จากการมีโรงเรียนนานาชาติมากเป็นอันดับ 2 ในไทยรองจากกรุงเทพฯ รั้งอันดับ 2 เมืองน่าอยู่ ติดอันดับ Top5 Best places for Expats และเมืองยอดนิยมของชาวต่างชาติวัยเกษียณ พร้อมแนวโน้มการเติบโตจากแผนเมกะโปรเจ็กต์ ทั้งสนามบินเชียงใหม่ 2 รองรับนักท่องเที่ยว 20 ล้านคนต่อปี และโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่

• เดินหน้าตามโรดแมป Strategic Location ขยายโครงการอสังหาฯ ตามหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในเชียงใหม่ รองรับการขยายตัวจากลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติที่มีดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
• ย้ำ “เชียงใหม่ต้องแสนสิริ” ลุยพัฒนาต่อเนื่อง 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5,600 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จและความเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริที่กลุ่มลูกค้าเชียงใหม่ให้ความไว้วางใจในคุณภาพโครงการ ดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ตลอดจนบริการดูแลหลังการขาย

• ล่าสุดเผยโฉม “เศรษฐสิริ รวมโชค” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ วิวดอยสุเทพ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น สู้ PM 2.5 และนวัตกรรมบ้านสีเขียวเพื่อการอยู่อาศัย ระดับราคา 20 – 35 ล้านบาท* กระแสสุดฮอต กวาดยอดจองทะลัก พร้อมเตรียมเปิดขายเฟสใหม่ต่อทันที จ่อคิวพรีเซลล์ 25 – 26 พ.ค.นี้

• ขณะที่ “อณาสิริ พายัพ” บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในโครงการเดียว ภายใต้แนวคิด “Feel Just Right ความพอดีที่ลงตัว” ตรงใจไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าชาวเชียงใหม่ ตอบรับล้น Sold out! ปิดการขาย 2 เฟสรวด รวม 50 ยูนิต เตรียมเปิดการขายต่อเนื่องในเฟสที่ 3 เดือน มิ.ย. นี้
• เผยจ่อคิวขายคอนโดใหม่จากแสนสิริ ทำเลใจกลางเมือง เพียง 200 ม.จาก เซ็นทรัล เชียงใหม่ สไตล์รีสอร์ทส่วนกลางครบทั้งสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิค 55 ม.และ Pet Yard พร้อมโอนคอนโดตึกสูงแห่งแรกจากแสนสิริในเชียงใหม่ “เดอะ เบส ไฮท์ เชียงใหม่” หนุนรายได้โตแข็งแกร่ง และดันยอดขายตลาดต่างจังหวัดตามเป้า 10,000 ล้านบาท

นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจมีสัญญาณบวกที่เข้ามาสร้างบรรยากาศให้เชียงใหม่มีความคึกคัก ทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเชียงใหม่ยังนับเป็นจุดหมายปลายทางที่
ชาวเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ชาวจีน และยุโรป เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและมีแนวโน้มการพักอาศัยระยะยาวเพิ่มมากขึ้น โดยมียอดจองโรงแรมเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีและยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลถึงดีมานด์การซื้อที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น จากศักยภาพของเชียงใหม่ ที่นับเป็นเมืองน่าอยู่ระดับ International จากการมีโรงเรียนนานาชาติมากเป็นอันดับ 2 ในไทยรองจากกรุงเทพฯ รวมทั้งยังติดอันดับโผระดับอินเตอร์หลายรายการ อาทิ อันดับ 2 เมืองน่าอยู่ จาก Conde’ Nast Traveler ติด Top5 เมืองสำหรับ Expat จาก International living และเมืองยอดนิยมของชาวต่างชาติวัยเกษียณ และติดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก จาก Travel & Leisure ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของเชียงใหม่ จากแผนเมกะโปรเจ็กต์ ทั้งสนามบินเชียงใหม่2 รองรับนักท่องเที่ยว 20 ล้านคนต่อปี และโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ รวมถึงจำนวนประชากรเชียงใหม่ที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 – 2566 และการเพิ่มขึ้นของจำนวนของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในระดับ High Skill สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่สำคัญของแสนสิริในปี 2567 เดินหน้าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตสูงและมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน ผ่านกลยุทธ์ Strategic Location โดยในปีนี้แสนสิริมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในเชียงใหม่รวม 4 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 5,600 ล้านบาท ประกอบด้วยแนวราบ 2 โครงการและคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ครอบคลุมตอบรับเกือบทุกความต้องการ

“แสนสิริ นับเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว จนถึงล่าสุดรวม 15 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสะสมรวม 16,500 ล้านบาท สามารถพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำอสังหาฯ รายใหญ่ที่กลุ่มลูกค้าในเชียงใหม่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในแบรนด์แสนสิริ คุณภาพโครงการ ดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ตลอดจนบริการดูแลหลังการขายกับทุกกลุ่มลูกค้า”นายอาณัติ กล่าว

รุกตลาดแนวราบ เปิด “เศรษฐสิริ รวมโชค” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ วิวดอยสุเทพ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น สู้ PM 2.5
ล่าสุด แสนสิริเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี แบรนด์ เศรษฐสิริ ต่อยอดความสำเร็จจากการปิดการขายโครงการเศรษฐสิริ สันทราย ด้วยโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด “เศรษฐสิริ รวมโชค” วิวดอยสุเทพ สไตล์ Modern Classic ที่เรียบง่ายแต่ยังคงมีความโดดเด่นและความร่วมสมัยในทุกรายละเอียด เป็น Timeless Design ที่จะอยู่เหนือกาลเวลาไปตลอดกาล โดดเด่นครบครันทุกฟังก์ชัน รวมถึงนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น สู้ PM 2.5 และนวัตกรรมบ้านสีเขียวเพื่อการอยู่อาศัย ทั้งการติดตั้ง Solar Panel ให้กับบ้านทุกหลัง และ EV Charger รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยกระดับการอยู่อาศัยให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย LIV-24 จากแสนสิริ ศักยภาพที่ตั้งอยู่ในทำเล “รวมโชค” ถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจศูนย์กลางเมืองแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการเติบโตอย่างมาก มีการขยายตัวของศูนย์การค้าชื่อดังและพื้นที่ทางการค้า รวมถึงใกล้แหล่งสถานศึกษา ใกล้สถานพยาบาล และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างสะดวก

โครงการเศรษฐสิริ รวมโชค มีพื้นที่ขนาด 29 ไร่ จำนวนทั้งหมด 84 ยูนิต รูปแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ราคาเริ่มต้น 20 – 35 ล้านบาท* มีแบบบ้านให้เลือกถึง 4 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 251-407 ตารางเมตร โดยแบบบ้านขนาดใหญ่ที่สุด คือ GRANDEUR โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน Double Volume Living โถงต้อนรับสูงกว่า 6.4 เมตร ลงตัวด้วย 5 ห้องนอน สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการครบรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัว เช่น คลับเฮาส์, สระว่ายน้ำระบบเกลือเชื่อมพื้นที่สวน, สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก, ฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ, สวนส่วนกลาง, Co-Working Space รวมถึง Sansiri Backyard แปลงผักสวนครัว และอื่นๆ

“เศรษฐสิริ รวมโชค มีกระแสตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า โดยเปิดชมครั้งแรกปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าเพียง 2 วัน มีลูกค้าตบเท้าเข้าชมโครงการมากกว่า 200 ราย และยังทยอยเข้าชมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สร้างกระแสกวาดยอดจองเฟสแรกหมดก่อนเปิดการขายอย่างเป็นทางการ เตรียมเปิดขายเฟสใหม่ต่อทันที ในวันที่ 25 – 26 พฤษภาคมนี้” นายอาณัติ กล่าว

ส่งแบรนด์ “อณาสิริ” เปิดตัวครั้งแรกในเชียงใหม่ ยอดตอบรับล้นนายอาณัติ กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการอณาสิริ พายัพ ประสบความสำเร็จ ปิดการขาย 2 เฟสรวด รวม 50 ยูนิต หลังเปิดพรีเซลล์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการมีโปรดักส์ที่ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ภายใต้แนวคิด “Feel Just Right ความพอดีที่ลงตัว” ตรงใจไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าชาวเชียงใหม่ รวมถึงราคาที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกที่มีความคุ้มค่าในการครอบครอง ทั้งแบรนด์ ราคา ฟังก์ชันต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยและเตรียมพร้อมเปิดการขายต่อเนื่องในเฟสที่ 3 ในเดือนมิถุนายนนี้

อณาสิริ พายัพ เป็นโครงการที่มีทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในโครงการเดียว รูปแบบ Modern Barn house บ้านดีไซน์ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงนาในประเทศตะวันตก เรียบง่ายแต่อบอุ่น และคำนึงถึงการใช้ชีวิตที่พอดีและสมดุลในทุกด้าน ทั้งการพักผ่อน การทำงาน พร้อมดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ใช้ได้จริง ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 101 ยูนิต มี 3 แบบบ้านให้เลือก ได้แก่ GLEN บ้านแฝด 145 ตารางเมตร 4 ห้องนอน DALE บ้านเดี่ยว 156 ตารางเมตร 4 ห้องนอน และ LARK บ้านเดี่ยว 235 ตารางเมตร 4 ห้องนอน พร้อมลงตัวกับส่วนกลางที่ครบครัน อาทิ คลับเฮาส์ขนาดใหญ่ ส่วนกลางร่มรื่น ฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบ สระว่ายน้ำระบบเกลือ สนามเด็กเล่น แสนสิริ แบคยาร์ด และ LIV-24 เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย ยกระดับความปลอดภัยมั่นใจ 24 ชั่วโมง ทำเลโครงการอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ใกล้ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ และเซ็นทรัล เชียงใหม่ เพียง 15 นาทีถึงนิมมานฯ และสนามบินเชียงใหม่ ราคา 8 – 13 ล้านบาท

โอน “เดอะ เบส ไฮท์ เชียงใหม่” หนุนรายได้โตแข็งแกร่ง จ่อคิวเปิดขายคอนโดใหม่จากแสนสิริ ทำเลใจกลางเชียงใหม่
แสนสิริยังพร้อมรองรับการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมในเชียงใหม่ รองรับดีมานด์ครอบคลุมเช่นกัน โดยเตรียมเปิดการขายคอนโดใหม่จากแสนสิริ ทำเลใจกลางเมือง เพียง 200 เมตร จาก เซ็นทรัล เชียงใหม่ ดีไซน์สไตล์รีสอร์ทส่วนกลางครบครันทั้งสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิค 55 เมตร และ Pet Yard พร้อมจุดเด่นสเปซห้องกว้างเหมือนอยู่บ้าน ขนาด 1 ห้องนอน ราคาเริ่ม 2.99 ล้านบาท และ 2 ห้องนอน เริ่ม 5.59 ล้านบาท* พร้อมชมห้องตัวอย่างแล้ววันนี้ และรับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท* ที่สำนักงานขายในซอยดีคอนโด รวมถึงการโอน “เดอะ เบส ไฮท์ เชียงใหม่” คอนโดตึกสูงแห่งแรกจากแสนสิริที่เชียงใหม่ เพียง 3 นาทีจากเซ็นทรัล พร้อมจุดเด่นเห็นวิวดอยสุเทพและดอยสะเก็ดจากห้องพัก และส่วนกลางครับครันที่อัพเกรดฟังก์ชันกรองฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด ตอกย้ำความสำเร็จด้วยยอดขายโครงการแล้วกว่า 70% และพร้อมเปิดชมตึกจริงแล้ววันนี้ พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 150,000 บาท และฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า* เริ่ม 2.69 ล้านบาท*

“แสนสิริ เชื่อมั่นว่า กลุ่มลูกค้าเชียงใหม่จะให้การตอบรับอย่างดีต่อเนื่องในทุกโครงการ ซึ่งจะส่งผลให้แสนสิริสามารถสร้างยอดขายจากตลาดต่างจังหวัดได้ตามเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท ตามที่วางไว้ในปีนี้” นายอาณัติ กล่าวสรุป