“บุญเลิศ”ประกาศตัวชัดเจนไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ชูธง”กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม”สู้ศึกเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่

” บุญเลิศ”ประกาศตัวชัดเจนนำกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม สู้ศึกเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ 2 สมัยนายบุญเลิศ กล่าวถึงการเลือกตั้งนายก และ ส.อบจ.เชียงใหม่ 42 เขต ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดเลือกตั้ง วันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่าพร้อมเลือกตั้ง ผู้บริหารและทีมงานพร้อม 100% ขอลงสมัครในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรมซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆในประเทศไทยเลย

“ผมต้องการอิสระในการทำงานอย่างแท้ เราจะทำงานเพื่อคนเชียงใหม่อย่างแท้จริงเพื่อรับใช้ประชาชนทุกคนโดยไม่ต้องฟังคำสั่งจากพรรคใดพรรคหนึ่ง ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่จะสร้างกิจกรรมสร้างมิติใหม่ทางการเมืองท้องถิ่น เราจะประกาศตัวเป็นอิสระจากการครองงำของพรรคทุกพรรคในประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาการทำงานกับพรรคใดพรรคหนึ่งยากมากเพราะหากพื้นที่ใดไม่ได้คะแนนตามเป้าหมายก็ห้ามไม่ให้ตนไปช่วยพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียของเขา


“นโยบายเร่งด่วน ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูและส่งเสริมท่องเที่ยวจังหวัด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) จัดแสงสว่าง หรือไลท์อัพ บริเวณโบราณสถาน และวัดรอบคูเมืองเชียงใหม่ รวม 40 จุด ซึ่งดำเนินการเกือบเสร็จแล้ว พร้อมส่งเสริมงานประเพณีเดือนยี่เป็งหรือลอยกระทง งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ งานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองหรือสงกรานต์ เพื่อนำรายได้สู่จังหวัดหลายหมื่นล้านบาท พร้อมแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวและสุขภาพ ซึ่งได้ตั้งงบบางส่วนสนับสนุนหมู่บ้าน 500 แห่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว”

ผู้สื่อข่าวถามกรณีจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่หรือเมืองหลวงพรรคเพื่อไทย มี ส.ส.8 เขต จาก 9 เขต เป็นห่วงหรือกังวลหรือไม่ นายบุญเลิศ กล่าวว่าไม่ห่วงหรือกังวลอะไร แต่อยากให้การเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องคนของท้องถิ่นได้พิจารณาตัดสินใจ กรณีมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.นั้น ส่วนตัวรู้สึกดีใจ ที่มีผู้สมัครหลากหลาย ไม่ว่าเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ขอเป็นโซ่กลาง เพื่อทำงานให้ชาวเชียงใหม่ได้สะดวก ส่วนตัวได้ทุ่มเททำงานให้กับท้องถิ่นมา 10 กว่าปี มีผลงานเป็นที่ยอมรับ เชื่อว่าประชาชนให้โอกาสกลับเข้ามาบริหารเป็นสมัยที่ 3

 

 

บรรยากาศสุดฟีน จิบกาแฟเคียงนาง ดูช้างชมนาขั้นบันได เดอะช้างดาราอั้งคอฟฟี่ แม่ริม

ใครที่ชอบธรรมชาติที่สวยงามของนาขั้นบันได ป่าดอยช่วงฝนที่เขียวชะอุ่ม นั่งจิบชากาแฟและอาหารเหนือ พร้อมชมช้างที่อยู่อย่างธรรมชาติที่สุดต้องมาที่ บ้านโต้งหลวง ตั้งอยู่ในเดอะช้าง หรือหมู่บ้านควาญช้างวิลเลทของปางช้างแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จะมีร้านกาแฟริมนาป่าเขาของชนเผ่าดาราอั้ง หรือปะหล่อง ชื่อว่า ดาราอั้งคอฟฟี่ จิบกาแฟ

บรรยากาศที่สวยงามเกินบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาเขียวขจี แบบขั้นบันได ป่าดอยที่เขียวสดใสในยามฤดูฝน ที่ดูงามสะอาดตายิ่งนัก และยังได้เห็นช้างที่ปลดระวางปลดโซ่ปลดตะขอให้ชีวิตบั้นปลายที่อยู่อย่างธรรมชาติที่สุด ถือเป็นร้านกาแฟ ที่สวยงามมีมนต์เสน่ห์มาก แก่ผู้ที่ได้มาเยือนแม้เพียงครั้งหนึ่งของชีวิตก็จะไม่ลืมเลือนสถานที่แห่งนี้


ซึ่งนอกจากชากาแฟรสเลิศ แล้วที่แห่งนี้ยังมีอาหารเหนือสูตรโบราณของชาวดาราอั้งและขนมปังขนมเค้กแสนอร่อยไว้บริการ โดยพนักงานที่เป็นชนเผ่าดาราอั้ง หรือชนเผ่าปะหล่อง ที่แต่งกายที่งดงามตามเผ่า และในร้านกาแฟยังมีของที่ระลึกรวมทั้งชุดของชนเผ่าไว้จำหน่ายและให้นักท่องเที่ยวได้แต่งตัวกลมกลืนกับธรรมชาตินั่งจิบชากาแฟและน้ำผลไม้หรืออาหารเหนือริมทุ่งนา ก็ยากที่จะบรรยายบรรยากาศที่แสนได้

สัมผัสคำว่าโรแมนติก ที่แปลความว่า ชวนรักชวนฝัน, หวาน, หวานซึ้ง, พาฝัน, จินตนิยม. โดยราคาที่นิยมในหมู่นักกินนักท่องเที่ยว “ชากาแฟไม่ถึงร้อยและวิวหลักล้าน เลยทีเดียว “นับว่าเป็นร้านกาแฟสุดคลาสสิคแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้เมื่อมาเชียงใหม่ก็ว่าได้เลย


สำหรับร้านกาแฟดาราอั้ง อยู่เส้นทางสายแม่ริม-สะเมิง ก่อนที่จะถึงปางช้างแม่สา จะมีทางเข้าสู่หมู่บ้านโต้งหลวง ต.แม่แรม อ.แม่ริม ระยะทางเข้าไปประมาณ 500 เมตรก็ถึงแล้ว ในที่แห่งนี้ยังมีโฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาพักในหมู่บ้านควาญช้างจะได้สัมผัสความงดงามที่้ต่างกันเช้าสายบ่ายเย็นเป็นบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างกันไป

ชนเผ่าดาราอั้ง หรือ ปะหล่อง เป็นชนเผ่าที่มีประเพณีวัฒนธรรมที่งดงามยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนา มีการแต่งกายที่งดงามยิ่ง ซึ่งชนเผ่าดาราอั้งที่มาอยู่ที่บ้านเดอะช้าง หมู่บ้านโต้งหลวง แห่งนี้เป็นครอบครัวของควาญช้างวันนี้ ดาราอั้ง ยังคงเลี้ยงช้าง แต่ก็หันมาช่วยกันทำร้านกาแฟ เปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ชาวไทยที่จะมาเยือนชมธรรมชาติที่งดงาม

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชอบถ่ายรูป เช็คอิน จะเต็มอิ่มกับ ‘นาขั้นบันได’ ผืนกว้าง มีป่าดอยที่สมบูรณ์ มีช้างยืนหากินอย่างเป็นธรรมชาติบนเนินดอย พร้อมกับการจิบน้ำชา กาแฟ และน้ำดื่มสมุนไพรแล้ว ยังมีอาหารเรียกน้ำย่อย ‘เมี่ยงคำใบชะพลู-กลีบบัว’ จัดใส่ภาชนะมาพร้อมเครื่องเคียงชวนให้น้ำลายสอ ไม่ว่าจะเป็น ถั่วคั่วหอมๆ มะนาว พริกขึ้หนูสวน ขิงสด หอมแดง มะพร้าวคั่ว ราดด้วยน้ำเมี่ยงที่เคี่ยวจนหอม อร่อยๆ ราคา 150 บาท พร้อมอาหารเหนือ ล้ำลำ หรือสุดอร่อย ไม่ว่าจะเป็นปูนาทอดกรอบ ปูอ่องที่หากินได้ยาก แกงฮังเล ไข่ต้ม แคบหมู น้ำพริกถั่วเน่าของชนเผ่าดาราอั้งขนานแท้ พร้อมผักสดออแกนิคสดๆ และหากผู้ที่ต้องการพักเพื่อดูบรรยากาศเช้าสายบ่ายเย็น

ที่แห่งนี้ยังมีโฮมสเตย์ บ้านแบบล้านนาให้อยู่ทั้งครอบครัวเลย ขอบอกว่าบรรยากาศที่แห่งนี้สุดฟีนจริงๆ เล่าขานเท่าไหร่ก็ไม่เห็นชัดถึงบรรยากาศเท่ากับได้มาสัมผัสด้วยตาตัวเอง..แล้วจะได้รู้ว่าสุขตากับธรรมชาติ สุขกายที่ได้มาอยู่..สุขใจที่ได้ใกล้ชิดกับความยิ่งใหญ่สวยงามของอากาศที่แสนบริสุทธิ์ ป่าดอยที่เขียวรวมทั้งทุ่งนา ฟ้าสีครามและบรรดาช้างที่อยู่อย่างมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต ..ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณอ๊อด 094-8308264​ หรือ 053-206 247 ช่วงปลายฝนต้นหนาว ความงดงามจะสมบูรณ์แบบมาก..มาเต๊อะมาแอ่วฮือได้

งานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ แบบ New normal เนื่องในวันออกพรรษา ประจำปี 2563

เทศบาลเมืองแม่เหียะ ร่วมกับ คณะสงฆ์ตำบลแม่เหียะ และอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญในประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ แบบ New normal เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 3 ต.ค..นี้ ที่บริเวณหอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลเมืองแม่เหียะ ร่วมกับ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จัดพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษา มี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธาน

 

โดยมีพระสงฆ์ สามเณร จำนวน 69 รูป ร่วมบิณฑบาตรมีพุทธสานิกชนชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวหลายพันคนมาร่วมในพิธีโดยจัดแบบ New normal ขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย


ซึ่งวันเทโวโรหณะ ถือเป็นการทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ที่เชื่อว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาและเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา ครั้นออกพรรษาแล้วก็เสด็จลงมาจากเทวโลกในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

พระอินทร์ทรงนิมิตบันได 3 อย่างถวาย ได้แก่ บันไดทอง บันไดแก้วมณี และบันไดเงิน หัวบันไดพาดอยู่ที่ยอดเขาสิเนรุ เชิงบันไดอยู่ที่ประตูเมืองสังกัสสะนคร เวลาเสด็จลงทรงใช้บันไดแก้วมณี เหล่าเทวดาลงทางบันไดทอง เหล่ามหาพรหมลงทางบันไดเงิน จึงเรียกการเสด็จครั้งนั้นว่า เทโวโรหณะ

 

สุขสันต์วันเกิดอันแสนอบอุ่นของ”แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล “นักธุรกิจหญิงแกร่งของล้านนา

สุขสันต์วันเกิดอันแสนอบอุ่นของ”แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล “นักธุรกิจหญิงแกร่งของล้านนา

ประมวลภาพอันแสนอบอุ่นในงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 66 ปีของ “แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล” ประธานกรรมการ บริษัท วี.พี.เอ็น.คอลเล็คชั่น จำกัด จัดขึ้นบ้านสวนริมลำพูน จ.ลำพูน วันที่ 19 กันยายน 2563โดยภายในงานประดับไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ โดยเฉพาะดอกกุหลาบแดง ที่แม่เลี้ยงวรรณีชื่นชอบเป็นพิเศษงดงามยิ่งผสมผสานด้วยเสียงเพลงบรรเลง

บรรดาแขกผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นท่านสมภพ ผ่องสว่าง อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่, นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และว่าที่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย,นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ว่าที่ผู้ว่าราชการ จังหวัดตาก ,นายวรยุทธ เนาวรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ว่าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน,นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ว่าที่ผู้ว่าราชการ จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อม พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่และผู้ทรางเกียรติอีกจำนวนมากเข้ามาร่วมงานด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นยิ่ง

แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล ได้กล่าวเชิญผู้มาร่วมงานร่วมกันร้องเพลง “ลูกทุ่งเสี่ยงเทียน” เพื่อ เป็นการสักการะสิ่งศักดิ์ทั้งหลายอันได้แก่ พระแม่เจ้าจามเทวี พ่อปู่ขุนดาบ และสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ปกปักรักษาคุ้มครองบ้านสวนริมลำพูนแห่งนี้ เพื่อเป็นสิริมงคล โดยแม่เลี้ยงวรรณีได้เดินจุดเทียนท่ามกลางมวลดอกไม้อย่างงดงาม

ซึ่งพิธีจุดเทียนจะทำทุกๆปีในงานวันเกิดของแม่เลี้ยงวรรณีโดยจะมีบรรดาคณะผู้บริหาร และพนักงานบริษัท วีพีเอ็น คอลเล็คชั่นส์ จำกัดนำเค็กวันเกิดมาด้านหน้าเวที จากนั้นทุกๆคนในงานร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับแม่เลี้ยงวรรณีพร้อมทั้งกล่าวอวยพรให้แม่เลี้ยงวรรณีมีแต่สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงและประสบความสำเร็จในชีวิตการงานการลงทุนอย่างมั่นคงสถาพรสืบต่อไป


แม่เลี้ยงวรรณี ได้มอบพระพุทธรูปเ”พระพุทธนวล้านตื้อ เชียงแสนสี่แผ่นดิน”(รุ่นแม่ของแผ่นดิน) เป็นพระพุทธรูปที่สร้างถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงมอบให้กับแขกผู้ทรงเกียรติที่มาร่วมในงานเพื่อนำกลับไปบูชาเป็นสิริมงคล

4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน Lanna Expo 2020 ครั้งที่ 8

4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดงาน Lanna Expo 2020 ครั้งที่ 8ระหว่างวันที่ 18-27กันยายนนี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7รอบพระชนมพรรษา เชียงใหม่ภายใต้แนวคิด “กินดี อยู่ดี ชีวิตวิถีใหม่” เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุน ต่อยอดธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา เชียงใหม่นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ เป็นประธานเปิดงานLanna Expo 2020 ครั้งที่ 8ระหว่างวันที่ 18-27กันยายนนี้ จัดโดย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) ภายใต้แนวคิด “กินดี อยู่ดี ชีวิตวิถีใหม่” พบกับงานออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการสุดยอดผลิตภัณฑ์จากกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1กว่า 750 คูหา และกิจกรรมเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ต่อยอดธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า งาน Lanna Expo มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงความต้องการของตลาดเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของตน รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในระดับนานาชาติโดยเน้นการจัดแสดงสินค้า การเจรจาธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค และกลุ่มประเทศอาเซียน ให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน1 เป็นที่รู้จักและรับรู้ถึงศักยภาพที่โดดเด่น สำหรับงาน Lanna Expo2020 ในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1(เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อต่อยอดความสำเร็จ และส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดให้เกิดการเติบโตทางการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชน ตลอดจนมีการเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ขยายฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ

ทั้งนี้งาน Lanna Expo ๒๐๒๐ มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่18 ถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 (เสาร์ – อาทิตย์ ปิดเวลา 21.00) ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบพระชนมพรรษา เชียงใหม่ภายใต้แนวคิด “กินดี อยู่ดี ชีวิตวิถีใหม่” โดยแบ่งพื้นที่คูหาแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการ จำนวน ๔ กลุ่ม ๔ โซนสินค้า ได้แก่ โซนสินค้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่ง, โซนสินค้าสุขภาพและความงาม สมุนไพร, โซนสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสิ่งทอ ของฝากของที่ระลึก และโซนสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป

และยังมีจุดที่น่าสนใจคือ โซนจัดแสดง Lanna Handicraft Festival ซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาที่สะท้อนอัตลักษณ์อันโดดเด่นของท้องถิ่นล้านนา ได้แก่ การสาธิตการแกะลาย พิมพ์แป้ง ย้อมคราม, การจัดแสดงเครื่องจักสาน, การสาธิตการลงสีร่มกระดาษสา และพัดกระดาษสา, การจัดแสดงเครื่องเงินแห่งเมืองล้านนา, การจัดแสดงผ้าห่อคัมภีร์, การจัดแสดงพวงกุญแจจากผ้าทอ, การจัดแสดงโคมล้านนา และโคมไต, การจัดแสดงดุนโลหะ (ต๋งลาย), การจัดแสดงดอกสวย และการจัดแสดงเสื้อเย็บมือจากชนเผ่าอาข่า (อีก้อ)

นอกจากนี้ยังได้ร่วมเพลิดเพลินไปกับกิจกรรม และโปรโมชั่นสุดพิเศษจากโรงแรม และบริการการท่องเที่ยว โดยกลุ่ม We Love Chiangmai ซึ่งถือเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มาร่วมออกบูธที่บริเวณทางเข้างาน

อนึ่งในส่วนของการเจรจาธุรกิจได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุค New Normal ผ่านระบบ Online Business Matching ที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าให้กับคู่ค้า และเจรจากับผู้ประกอบการ ชมคลิปวิดีโอ แคตตาล็อกสินค้า ฝากข้อความนัดเวลาเจรจาการค้าล่วงหน้าหรือเจรจาการค้าได้ทันที

อย่างไรก็ตาม การจัดงานในครั้งนี้ถือว่ายังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ซึ่งคณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรการในการดูแลสุขอนามัยแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยจะดำเนินการตามมาตรการและข้อกำหนดในการควบคุมโรคโควิด – 19อย่างเคร่งครัดตั้งแต่การเข้าติดตั้งงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน มาตรการด้านสุขภาพและอนามัยต่าง ๆ ระหว่างการจัดงาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาในพื้นที่งานแสดงสินค้า การคัดกรองคนเข้างานด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิ การติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณงาน การดูแลความสะอาดของพื้นผิวสัมผัสภายในบริเวณงาน รวมถึงการจัดการจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่ให้หนาแน่นเกินไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบต่าง ๆ ด้านสุขอนามัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน

แอร์เอเชีย เปิดเส้นทางบินใหม่เชียงใหม่ ไปดอนเมืองและไปสุวรรณภูมิ เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก 25 ก.ย.63

แอร์เอเชีย เปิดเส้นทางบินใหม่ เชียงใหม่ ไปดอนเมืองและไปสุวรรณภูมิ เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก 25 ก.ย.63

ที่ร้าน fernpresso cafe สาขา At Lake (ในศูนย์เกษตร แม่เหียะ) อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการสายการบินไทยแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนภาคเหนือ พร้อมนายวีระชัย จงพิพิธพร กัปตันสายการบินแอร์เอเชีย และนายณัฐวุฒิ จิตอาจหาญ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และ นางสาวสุทธิลักษณ์ นิยะถิรกุล ฝ่ายการตลาด และ นางสาววีรยา เหลืองวรา ผู้จัดการฝ่ายขายภาคเหนือ สายการบินไทยแอร์เอเชียร่วมแถลงข่าวพร้อมกัน

นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการสายการบินไทยแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่สายการบินไทยแอร์เอเชียเพิ่มความสะดวกเลือกได้ในการเดินทาง เดินหน้าขยายฐานปฏิบัติการสู่ “สุวรรณภูมิ” เส้นทางบินตรงไปกลับจากสุวรรณภูมิสู่เชียงใหม่ 5 เที่ยวบินต่อวัน แอร์เอเชียยังคงรุกหาโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ในสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยเฉพาะการขยายเครือข่ายที่ครอบคลุมภายในประเทศ รักษาความเป็นผู้นำตลาด พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารทุกคน จึงได้เปิดฐานปฏิบัติการบินในกรุงเทพฯ เพิ่มเเห่งใหม่ที่ “สุวรรณภูมิ” ซึ่งจะทำให้แอร์เอเชียเป็นสายการบินเดียวที่พร้อมให้บริการสะดวกทั้ง 2 ท่าอากาศยานในกรุงเทพฯ ทั้งสุวรรณภูมิ (BKK) เเละดอนเมือง (DMK)

ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศที่มีศักยภาพพร้อม มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าสู่เมืองที่สะดวก รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวนมากได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สายการบินมีผู้ใช้บริการกลุ่มใหม่ๆ เพิ่ม และสามารถบริหารจัดการเครื่องบินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลานี้ ในขณะที่ผู้โดยสารก็จะมีทางเลือกใหม่ในการเดินทางที่คุ้มค่ากับสายการบินราคาประหยัดอย่างแอร์เอเชีย

นอกจากนี้แอร์เอเชียยังเปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีก 3 เส้นทางใหม่ คือ สุวรรณภูมิ-ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี เพิ่มความความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อเที่ยวบินเอาใจนักท่องเที่ยวพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้คึกคักอีกครั้ง

ทั้งนี้สำหรับผู้โดยสารที่สนใจเดินทางสามารถตรวจสอบตารางบินเเละสำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ที่ www.airasia.com เพียงเลือกเส้นทาง สุวรรณภูมิ (BKK) และสามารถเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2563 อย่างไรก็ตามสำหรับการให้บริการของแอร์เอเชีย ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ยังคงให้บริการในทุกเส้นทางตามปกติเหมือนเดิม สำหรับวันเดินทางตั้งเเต่ 25 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป จะเปิดให้สำรองที่นั่งเร็วๆนี้ หลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน นายสุรพันธ์ กล่าว

 

ตรวจสอบตารางบินเเละสำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ที่ www.airasia.com กดเลือกเส้นทาง “กรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิ BKK” เริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.2563 นี้ ซึ่งหากจองในช่วงเวลานี้แอร์เอเชียพร้อมมอบโปรโชั่นพิเศษทุกเส้นทางบินสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ราคาเริ่มต้นที่ 440 บาทต่อเที่ยวบิน จองได้แล้วตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2563 ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2563 และสามารถเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2563 ถึงวันที่ 24 ต.ค. 2563 ส่วนฐานปฏิบัติการบินดอนเมือง (DMK) ยังคงเปิดให้บริการครบทุกเส้นทางบินภายในประเทศเหมือนเดิม.

ตำรวจภูธรภาค 5 จัดฝึกอบรมและแข่งขัน SWAT Challengeบุกช่วยเหลือตัวประกันและรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ

ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 5 อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 ได้เดินทางมาเป็นประธานปิดการอบรมการพัฒนาศักยภาพการฝึกอบรมทบทวนและทดสอบหน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจ SWAT Challenge ระดับ บก. โดยมีการจัดการแข่งขันขึ้นระดับ บก. ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

ระหว่างวันที่ 10 ถึง 17 ก.ย. 63 โดยมีทีมหน่วยสวาทจำนวน 8 ทีมมีทีมเชียงใหม่ ทีมเชียงราย ทีมลำปาง ทีมแพร่ ทีมน่าน ทีมลำพูน ทีมแม่ฮ่องสอน และทีมพะเยา เข้าร่วมการฝึกอบอรมและแข่งขัน ตั้งแต่การโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ การซุ่มยิงระยะไกล การเข้าจู่โจมเป้าหมายยาเสพติด และการอารักขาและถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ซึ่งทางตำรวจเข้าอบรมได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

การแข่งขันในครั้งนี้จัดให้มีการทดสอบทักษะของหน่วย SWAT ระดับ บก. ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เช่น การจำลองสถาณการณ์จับตัวประกัน การบุกค้นอาคาร การถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆด้านงานยุทธวิธี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางยุทธวิธี ยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เป็นการสร้างมาตราฐานการฝึก การจัดหน่วย การสร้างเครือข่าย การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยปฏิบัติการ

ซึ่งผลการฝึกอบรมและแข่งขันปรากฏว่ารางวัลชนะเลิศประเภทสถานีเรียกระดมพลและการตรวจความพร้อม ได้แก่ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษภูธรจังหวัดเชียงราย รางวัลชนะเลิศประเภทการวางแผนได้แก่ทีมจังหวัดเชียงราย รางวัลชนะเลิศประเภทยุทธวิธีการโจมตี ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ รางวัลชนะเลิศประเภทพลซุ่มยิง ได้แก่จังหวัดลำปาง รางวัลประเภทสถานีการเคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้แก่ทีมเชียงใหม่ รางวัลสถานีการปฏิบัติการช่วยหลือตัวประกันได้แก่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

รางวัลประเภทผู้บังคับหมวด ได้แก่จังหวัดลำพูน และรางวัลประเภทผู้บังคับหน่วยระดับกองร้อยได้แก่เชียงใหม่ และรางวัลประเภทSWAT Challenge 2020 ได้แก่ทีมเชียงใหม่

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 ได้กล่าวปิดการอบรมในครั้งนี้ว่าขอให้กำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษทุกนาย ขอให้มีความมุ่งมั่นในการกลับไปปฏิบัติหนาที่ยังหน่วยของตนเอง เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยขอเน้นย้ำให้ตั้งอยู่ความไม่ประมาทและคิดไว้เสอมว่าความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

ททท.ดึงมัคคุเทศก์ทั่วประเทศ ดูงานปางช้างแม่สา ต้นแบบเลี้ยงช้างแบบอนุรักษ์ ปลดโซ่ตรวน

ททท.ดึงมัคคุเทศก์ทั่วประเทศ ดูงานปางช้างแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ต้นแบบเลี้ยงช้างแบบอนุรักษ์ ปลดโซ่ตรวน ไร้เครื่องพันธนาการบังคับช้างเลี้ยงตามธรรมชาติให้ช้างมีความสุข หวังสร้าางความเข้าใจภาพลักษณ์ใหม่ให้ธุรกิจปางช้างไทย โดยมี น.ส.รัตนา ศรีหมอก ผู้จัดการปางช้างแม่สา และ นายสัตวแพทย์รณชิต รุ่งศรี นายสัตวแพทย์ประจำปางช้างแม่สา ได้ให้การต้อนรับและนำชมพร้อมอธิบายขั้นตอนการเลี้ยงช้างวิถีใหม่ เพื่อเป็นการเปิดการท่องเที่ยวแนวใหม่ในการเข้าชมช้างที่ปางช้างแม่สา ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมเป็นเดอะช้างเชียงใหม่

หลังจากปางช้างแม่สา ในอำเภอแม่ริม หนึ่งในปางช้างเก่าแก่ของจังหวัดเชียงใหม่ เปิดดำเนินการมานานกว่า 44 ปี ปัจจุบันมีช้างอยู่ทั้งหมด 78 เชือก ลุกขึ้นมาปฎิวัติการเลี้ยงช้างเพื่อการท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปี 2562 โดยการปลดโซ่ตรวน ปลดแหย่ง ยกเลิกการใช้ตะขอเพื่อบังคับช้าง และหันมาเลี้ยงดูช้างแบบอนุรักษ์ ปล่อยให้ช้างอยู่อิสระตามธรรมชาติ หลังเกิดกระแสต่อต้านจากองค์กรด้านการอนุรักษ์สัตว์ในต่างประเทศ ที่โจมตีธุรกิจการเลี้ยงช้างเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยว่า เป็นการทรมานช้างและอาศัยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ต้องหยุดกิจการตามนโยบายของรัฐบาลนานร่วม 4 เดือน จึงได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิถีการเลี้ยงแบบNew Normol

 

ในเรื่องนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรม Elephant Care Educational Trip นำมัคคุเทศก์ จากบริษัทนำเที่ยว และสมาคม ชมรมจากทั่วประเทศกว่า 50 คน เดินทางมาศึกษาดูงาน ที่เดอะช้าง เชียงใหม่ 1ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปางช้างแม่สา ซึ่งเป็นต้นแบบของปางช้างที่ปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงช้างแบบอนุรักษ์ ให้ช้างอยู่ตามธรรมชาติแบบอิสระ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาทำกิจกรรมดูแลช้าง ทั้งการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรรักษาช้าง การป้อนอาหาร การให้ยาช้าง และการอาบน้ำทำสปาให้ช้าง


น.ส.รัตนา ศรีหมอก ผู้จัดการปางช้างแม่สา ได้เผยว่าในขณะนี้ปางช้างแม่สา ได้เปลี่ยนแนวการเลี้ยงช้างออกเป็น 3 โซน เดอะช้าง1โซนช้างชรา เดอะช้าง2 เนอสรี่ช้างน้อยและเดอะช้างวิลเลทก็คือกลุ่มช้างบ้านโต้งหลวง หมู่บ้านชาวเขาเดิม ในขณะนี้ต้องเปลี่ยนการเลี้ยงช้างวิถีใหม่เพื่อให้เกิดรายได้ เพราะตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563เป็นต้นมารายได้ของปางช้างแม่สาเป็นศูนย์ แต่เราก็ต้องเลี้ยงช้างจำนวน78 เชือกตามปกติเพราะช้างแม่สาเป็นช้างเจ้าของเป็นช้างของบริษัท เราไม่สามารถนำช้างกลับบ้านได้ แต่เราจะอยู่อย่างไรให้เราอยู่รอดได้ ช้าง เชือกต้องมีควาญช้าง1 คนปางช้างอื่นปิดและนำช้างกลับบ้าน แต่ที่นี่เป็นบ้านเราต้องอยู่ที่นี่ เราไปไหนไม่ได้ต้องหารายได่ทดแทนโดยการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกข้าวเหนียวเลี้ยงช้างและต้องซื้อยาเลี้ยงช้างวันละถึง 15 ตัน

ในตอนหลังนี้แม่สาจะเป็นจากการแสดงและขี่ช้างมาเป็นป้อนอาหารให้ช้างกิน เราให้ชมฟรีแต่ขอให้ช่วยซื้อตระกร้าอาหารช้างเพียง 100 บาทมาช่วยเลี้ยงช้างก็จะเห็นกิจกรรมที่เปลี่ยนไปและปางช้างแม่สาต่อไปจะเป็นช้างปลดโซ่มารอรับอาหาร และกิจกรรมปางช้างแม่สา นอกจากจะซื้อตระกร้าเลี้ยงช้างยังจัดให้มีกิจกรรมอาบน้ำให้ช้าง แต่เดิมเคยขาย 1,500 บาท แต่เดี๋ยวนี้เราขายแค่ 300 บาท เพราะเราไม่มีลูกค้าต่างชาติ เรามีเฉพาะคนไทย และในขณะนี้เรายังเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทย เพื่อช่วยเหลือช้าง และหลังจากมาตรการโควิดเบาบางลง เราก็จะเปิดปางช้างเป็นมาช่วยเราเลี้ยงช้างแทนซึ่งจะเป็นแนวใหม่ของปางช้างแม่สาที่ทางคุณอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ปางช้างแม่สา ได้วางนโยบายไว้ชัดเจน

นายสัตวแพทย์ รณชิต รุ่งศรี สัตวแพทย์ประจำปางช้างแม่สา กล่าวว่า ถือเป็นความท้าทายของปางช้างแม่สาในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงช้างแบบอนุรักษ์ แต่หลังเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 การท่องเที่ยวหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวต่างชาติกลายเป็นศูนย์ ปางช้างแม่สาจึงใช้โอกาสในช่วงวิกฤตนี้เตรียมความพร้อมเพื่อปรับเปลี่ยนการเลี้ยงช้างแบบอนุรักษ์ และสร้างการรับรู้ต่อสังคม และผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อสื่อสารต่อไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่จะกลับมาในอนาคตหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 คลี่คลาย

โดยเดอะช้างเชียงใหม่ 1 เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ปางช้างแม่สา มีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกับการเลี้ยงช้าง ที่ส่งเสริมให้ช้างได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระกับธรรมชาติ ไร้เครื่องพันธนาการ และมีการดูแลช้างให้มีสุขภาพที่ดี เพราะช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย

4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ผนึกกำลังจัดงาน Lanna Expo 2020ครั้งที่ 8

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 8 ก.ย.นี้ ที่ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.เชียงใหม่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๑ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน)นำโดย นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่แถลงข่าวการจัดงาน Lanna Expo 2020 ครั้งที่ 8 ระหว่าง 18 –17 กันยายนนี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา เชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “กินดี อยู่ดี ชีวิตวิถีใหม่” พบกับงานออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการสุดยอดผลิตภัณฑ์จากกลุ่มภาคเหนือตอนบน 1กว่า 750 คูหา และกิจกรรมเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ขยายฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ


นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า งาน Lanna Expo 2020 ครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ต่อยอดความสำเร็จจากทุกปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน) ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดให้เกิดการเติบโตทางการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชน ตลอดจนมีการเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ขยายฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ โดยในปี 2563 นี้มีกำหนดจัดงานระหว่างวันศุกร์ที่ 18 ถึงวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา เชียงใหม่

 

งาน Lanna Expo 2020 ปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “กินดี อยู่ดี ชีวิตวิถีใหม่” โดยภายในงานแบ่งพื้นที่เป็นคูหาแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการสุดยอดผลิตภัณฑ์ จำนวน 4 กลุ่ม 4 โซนสินค้า ได้แก่กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่ง จะจัดแสดงและจำหน่าย ในโซนสินค้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่ง
กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม สมุนไพร จะจัดแสดงและจำหน่าย ในโซนสินค้าสุขภาพและความงาม สมุนไพรกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสิ่งทอ ของฝากของที่ระลึก และอื่น ๆ จะจัดแสดงและจำหน่าย ในโซนสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสิ่งทอ ของฝากของที่ระลึก และอื่น ๆ กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป จะจัดแสดงและจำหน่าย ในโซนสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป และยังมีจุดที่น่าสนใจคือ โซนจัดแสดง Lanna Handicraft Festival

ซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาที่สะท้อนอัตลักษณ์อันโดดเด่นของท้องถิ่นล้านนา ได้แก่ การสาธิตการแกะลาย พิมพ์แป้ง ย้อมคราม, การจัดแสดงเครื่องจักสาน, การสาธิตการลงสีร่มกระดาษสา และพัดกระดาษสา, การจัดแสดงเครื่องเงินแห่งเมืองล้านนา, การจัดแสดงผ้าห่อคัมภีร์, การจัดแสดงพวงกุญแจจากผ้าทอ, การจัดแสดงโคมล้านนา และโคมไต, การจัดแสดงดุนโลหะ (ต๋งลาย), การจัดแสดงดอกสวย และการจัดแสดงเสื้อเย็บมือจากชนเผ่าอาข่า


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของการเจรจาธุรกิจที่ได้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุค New Normal ผ่านระบบ Online Business Matching ที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าให้กับคู่ค้า และเจรจากับผู้ประกอบการ ชมคลิปวิดีโอ แคตตาล็อกสินค้า ฝากข้อความนัดเวลาเจรจาการค้าล่วงหน้าหรือเจรจาการค้าได้ทันที ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้คาดการว่าจะมีผู้เข้าชมงานร่วม 5แสนคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน

อย่างไรก็ตาม การจัดงานในครั้งนี้ถือว่ายังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ซึ่งคณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรการในการดูแลสุขอนามัยแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยจะดำเนินการตามมาตรการและข้อกำหนดในการควบคุมโรคโควิด – 19 อย่างเคร่งครัดตั้งแต่การเข้าติดตั้งงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน การดูแลเรื่องระยะห่างของบูธแสดงสินค้า มาตรการด้านสุขภาพและอนามัยต่าง ๆ ระหว่างการจัดงาน เช่น การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาในพื้นที่งานแสดงสินค้า การคัดกรองคนเข้างานด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิ การติดตั้งเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณงาน การดูแลความสะอาดของพื้นผิวสัมผัสภายในบริเวณงาน รวมถึงการจัดการจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่ให้หนาแน่นเกินไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบต่าง ๆ ด้านสุขอนามัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานตลอดระยะเวลาการจัดงาน

โรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย ปิดตัว หลังเปิดมา 7 ปี เตรียมยกฐานะเป็น “วิทยาลัยพุทธิวัฒนาประชาสุขสันต์” 

เวลา 09.00 น.วันที่ 9 ส.ค.63 ที่อาคารศรีศุภอักษร วัดพระธาตุดอยสะเก็ดพระอารมหลวง ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีพิธีปัจฉิมนิเทศและอำลา – อาลัยโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย หลังเปิดการเรียนการสอนให้แก่ผู้สูงอายุมาเป็นระยะเวลา 7 ปี โดยมีนักเรียนผู้สูงอายุที่เข้ามาเรียนในรอบ 7 ปี ตั้งแต่ปี 2556 – 2562 มีนักเรียนผู้สูงวัยจำนวน 2,395 คน รวมอายุ 164,226 ปี

กิจกรรมวันสุดท้ายของพิธีปัจฉิมนิเทศและอำลาอาลัยโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย มีการมาลงทะเบียน เกือบ 300 คน แล้วเคารพธงชาติ และกิจกรรมต่างๆ พระราชโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมกล่าวให้โอวาส  นายจิระชาติ ซื่อตระกูล นายอำเภอดอยสะเก็ด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชุติพนธ์ สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย ฤาษี พุทธจรัล อ.สนั่น ธรรมธิ ร่วมในพิธีอำลาโดยมีกิจกรรมการสอน “สืบสานภูมิปัญญาตีลายแผ่นแร่”เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้นักเรียนชราบาลฯไว้ทำคลายเครียดและ ก่อนที่จะปิดการเรียนการสอนของนักเรียนชราบาล ฤาษี พุทธจรัล ได้กล่าวให้โอวาทและสอนเคล็ดลับการมีอายุให้ยืนยาวพร้อมการสอนออกเสียงเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง จากนั้นได้มีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญโดย อ.สนั่น ธรรมธิ

นายชุติพนธ์ สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย เผยว่าจากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2556 เพื่อให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด ได้มีกิจกรรมและเพื่อไม่ให้อยู่บ้านตามลำพัง โดยมีนักเรียนจากจุดเริ่มโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัยจำนวน 185 คน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดในปี 2562 มีจำนวน 709 คน ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นจากการริเริ่มของเทศบาลตำบลเชิงดอย เพื่อตอบโจทย์เกี่ยวกับสุขภาพผู้สูงอายุ ในการเตรียมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในช่วงเริ่มต้นต้องการให้ผู้สูงอายุมีรายได้ แต่ปรากฏว่าผู้สูงอายุบอกว่ารายได้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ อาชีพทำเป็นมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นที่มาแนวคิดให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข เน้นสันทนาการ จนทำให้ผู้สูงอายุหายจากโรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งการเรียนการสอนมีหลากหลาย อาทิ วิชาคาราโอเกะการร่วมร้องเพลง  การออกกำลังกายเต้นตามจังหวัดเพลง การแข่งหัวเราะ การแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุ และพอผู้สูงอายุมาอยู่รวมกันทำให้เขามีความกล้าที่จะทำกิจกรรมร่วมกันเป็นต้น ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า ” ภูมิปัญญา ศึกษาเทคโนโลยี แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีคุณภาพ”

“สืบเนื่องจากในตอนนี้ถึงจุดอิ่มตัวของนักเรียนผู้สูงอายุแล้ว ผมจึงมีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนสร้างโรงเรียนแนวสถาบันครอบครัว คือ จะได้จัดตั้งยกฐานะจากโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย เป็น “วิทยาลัยพุทธิวัฒนาประชาสุขสันต์” ในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้ โดยจะเปิดให้มีผู้สูงอายุ แม่บ้านพ่อบ้าน ตลอดจนเยาวชนและเด็กๆ ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน โดยสร้างความผูกพันในครอบครัวให้ พ่อ แม่ ปู่ย่า ตา ยาย สอนลูกหลานเรื่องอาชีพหรือประวัติศาสตร์ประเพณีวัฒนธรรม แล้วให้ลูกหลานสอนเทคโนโลยีในยุคใหม่ของเยาวชนแก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายเป็นต้น  ดั่งคำที่ว่า พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุพื้นฐานการมีส่วนร่วม ส่งเสริม สนับสนุนชุมชนให้มีศักยภาพ มีความพร้อม ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุ สู่สถาบันครอบครัวที่อบอุ่นต่อไป”นายชุติพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย “โรงเรียนผู้สูงอายุแห่งแรกของไทย” มีนักเรียนอายุรวมทั้งหมดใน 7 ปีที่ผ่านมาอายุรวม 164,226 ปี  นักเรียนเข้าเรียน 2,395 คน จากเวลา 7 ปี ของการเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทย จึงได้ถือฤกษ์ วันที่ 9 เดือน 9 กันยายน 2563 จัดพิธีปิดการเรียนการสอนโรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย “ปิดเพื่อก่อ” พร้อมยกฐานะขึ้นจาก “โรงเรียน” เป็น”วิทยาลัยวัฒนาประชาสุขสันต์”