อพยพช้างกลับบ้านครั้งใหญ่หนีภัยร้ายโควิด อยู่ก็อดตาย ไปอาจมีทางรอด

พิษภัยร้ายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วทุกหนระแหง ในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยหลักที่นำรายได้มหาศาลมาสู่ประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างรุงแรงชนิดรายได้เป็น”ศูนย์” โดยเฉพาะปางช้างหลายแห่งทั้งเล็กทั้งใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่เคยทำเงินจากการท่องเที่ยว จนสามารถเลี้ยงทั้งคนและช้างได้อย่างสบายมาตลอด

ปางช้างที่มีช้างเป็นของตัวเองและมีสายป่านการเงินที่ยาวก็ยังสามารถประคับประคองเลี้ยงช้างและควาญช้างให้อยู่รอดได้ในระยะยาว แต่ปางช้างที่ต้องเช่าช้างและควาญช้างมาอยู่ในปางตัวเอง เมื่อประสบปัญหานักท่องเที่ยวเป็น”ศูนย์”ก็ต้องเลิกเช่าช้างและให้ช้างและควาญออกจากปางไปเพราะไม่สามารถแบกรับปัญหาการเลี้ยงช้างที่ต้องให้อาหารช้าง เชือกหนึ่งวันละ 300-500 กิโลกรัม

เมื่อเป็นเช่นนี้ทางเจ้าของช้างและควาญช้างจึงต้องนำเชือกกลับบ้าน ช้างที่มาจากต่างจังหวัดทางภาคอีสาน เช่น จ.สุรินทร์ จ.ชัยภูมิ รวมทั้งบุรีรัมภ์และหลายจังหวัดต้องนำช้างกลับโดยวิธีใช้รถบรรทุกช้างกลับในราคาที่แพงมากกว่า 1 แสนบาทขึ้นไป แต่ช้างที่เดินทางมาจาก จ.ตาก และ จ.แม่ฮ่องสอน รวมทั้งอำเภอแดนไกลของเชียงใหม่ไม่ว่า อ.แม่แจ่ม อ.อมก๋อย ช้างทั้งหมดรวมทั้งควาญช้าง เจ้าของ ช้างกว่า 100เชือก จะต้องใช้วิธีเดินเท้าลัดป่าดอยจาก อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

ผ่านเส้นทางป่าลึกดอยสูงและเส้นขอบเหวลึก ที่สองข้างทางแทบไม่มีอาหารช้างเลย จากสถานการณ์ไฟป่าที่เผาสองข้างทางจนไม้ใหญ่และพืชล้มตายจำนวนมาก และอากาศที่ร้อนมีทั้งช้างน้อยแรกเกิดวัย 4 เดือนรวมทั้งช้างชราวัยกว่า 60 ปีที่ต้องเดินทางไกลร่วม 200 กิโลเมตร ไร้น้ำและอาหารที่มีในป่าทางธรรมชาติ


ในเรื่องนี้ทางมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม นำโดยนางแสงเดือน ชัยเลิศ นักอนุรักษ์ช้าง ต้องใช้วิธีการช่วยเหลือในด้านอาหารช้างโดยส่งเจ้าหน้าที่เดินร่วมทางไปกับช้างโดยนำรถบรรทุกน้ำ และอาหารช้าง ไม่ว่าจะเป็นหญ้าและแตงโมไปวางไว้เป็นระยะที่ขบวนช้างอพยพจะต้องเดินผ่านป่าระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร จนไปถึงหมู่บ้านที่มีลำน้ำลำห้วย และต้องเดินทางผ่านหมู่บ้านขึ้นดอยสูงจนกว่าจะไปถึงบ้านถิ่นเดิมของเจ้าของช้างซึ่งเป็นเส้นทางมหาโหดจริงๆและช้างเมื่ออพยพไปแล้วก็ไม่ว่าอีกกี่เดือนจะได้กลับมาอีก


นายธีระชัย เปรมชื่นธนาวัลย์ เจ้าของช้างชนผ่าปกากญอ หรือชนเผ่ากะเหรี่ยง ได้เผยว่าจากกระแสไวรัสโควิด ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มีช้างและควาญตกงาน เจ้าของช้างต้องจำเป็นต้องนำช้างกลับเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ เพราะช้างก็ต้องกินควาญก็ต้องกิน ทุกอย่างต้องซื้อกิน แต่หากกลับบ้านก็ดีกว่าเพราะยังมีนา มีไร่ให้ทำกิน จึงต้องกลับบ้านที่ ต.แม่สึก อ.แม่แจ่ม และไกลกว่านี้ก็มี

ในเวลานี้ช้างอพยพเดินทางกลับบ้าน จาก อ.แม่แจ่ม และ อ.แม่แตง เฉพาะช้าง ต.แม่สึก ก็มีประมาณ 100 เชือกแล้ว เราเดินทางมาตั้งแต่เดือน กุมพาพันธ์ มีนาคมและเมษายน ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลับบ้านจะมีอะไรให้ช้างกิน แต่ก็ดีกว่าอยู่ในเก่ารอวันอดตายทั้งคนและช้าง


**เจ้าของช้างชนผ่าปกากญอ ยังกล่าวอีกว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ของการอพยพช้างกลับบ้านเป็นร้อยเชือก หรือเกือบ 100 เปอร์เซ็น ของหมู่บ้านช้างห้วย บง อ.แม่แจ่ม ถือว่าเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมที่เลียงช้างจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งหากเป็นช้างจากหมู่บ้านแห่งนี้ที่เป็นเจ้าของช้าง และนำไปอยู่ตามปางช้าง อ.แม่แตง และ อ.แม่วาง น่าจะนำช้างเดินทางกลับบ้านหมดแล้ว และกลับไปถึงบ้านก็ไม่รู้ว่าจะมีอาหารช้างเพียงพอหรือไม่

เพราะสภาพพื้นที่ป่าเป็นไร่ข้าวโพดไปหมดแล้ว และหากเจ้าของช้างมีมาตรการรองรับปลูกหญ้าไว้ให้ช้างก็ยังพอจะอยู่ได้ แต่หากยังไม่ได้เตรียมตัวก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องเลี้ยงกันตามมีตามเกิดไป แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ตามปางช้างที่เดิม ที่ไม่รู้ว่าโควิด19 จะหมดสิ้นไปเมื่อใด และนักท่องเที่ยวจะกลับมาเมื่อใด อาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือมากกว่าปีก็เป็นได้


ด้านนางแสงเดือน ชัยเลิศ มูลนิธอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ที่เดินเท้ามากับช้างอพยพในครั้งนี้ด้วยได้เผยว่าช้างที่อพยพในครั้งนี้เป็นช้างของตระกูลปกากญอ หรือกะเหรี่ยง มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ในอดีตช้างเหล่านี้จะนำไปลากไม้ หลังจากลากไม้เสร็จก็มีทำด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่วันนี้เมื่อโควิด -19 สร้างปัญหา

ช้างเหล่านี้ไม่มีงานทำ เขาจึงจำเป็นต้องนำช้างกลับเพราะหากอยู่ในพื้นที่ก็ไม่มีกินไม่มีหญ้าเพราะไฟป่าไหม้หมดเลย เขาต้องพากันหนีตายเพราะไม่รู้อนาคตว่าทัวร์จะกลับมาในเวลาไหน เพราะอยู่ในปางช้างจะต้องเสียค่าน้ำค่าไฟ ต้องขอนำกลับบ้านดีกว่า เขาเดินทางกลับจาก อ.แม่วาง ถึง อ.แม่แจ่ม เป็นหมู่บ้านติดกับแม่ฮ่องสอน ต้องใช้เวลาถึง 5 วัน จะนอนกลางทางและใช้วิธีเดินทางลัดกลางป่า โดยช่วงนี้ช้างอพยพกลับบ้านเป็นร้อยเชือก

 

ช้างเหล่านี้มาทำงานด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แล้ววันนี้โควิด 19 ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรง ไม่มีนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งทุกคนก็ยังรอ แต่พอรัฐบาลประกาศไม่ให้มีการบริการนักท่องเที่ยวและสายการบินปิดทุกที่ เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มี อยู่ที่นี่ก็ตาย สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าคือสิ่งที่ทุกคนคิดกัน

ช้างช่วยช้างมอบมะม่วง 3,000กิโลกรัมให้ปางช้างแม่สา

ช้างช่วยช้างช่วยเกษตรกรพ้นวิกฤตโควิด 19บริษัทประชารัฐรักสามัคคีร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)ได้ซื้อมะม่วงจากกลุ่มเกษตรในอำเภอพร้าวนำมะม่วงน้ำดอกไม้มามอบให้ปางช้างแม่สา 3,000 กิโลกรัมและกระจายมอบให้ปางช้างอีก 5 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 รวม ทั้งหมด 24,000 กิโลกรัม


นายณรงค์ คองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงใหม่และกลุ่มตัวแทนกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)ได้นำมะม่วงสุกน้ำดอกไม้ ที่ซื้อจากกลุ่มเกษตรกรในอำเภอพร้าว จำนวน 3,000 กิโลกรัม มามอบให้กับทางปางช้างแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม โดยมีนางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทปางช้างแม่สา ออกมารับมอบพร้อมช้างน้อยพังดอย กับพังขุนศึก

นายณรงค์ คองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังได้รับทราบว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีปางช้างหลายแห่งได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ต้องปิดกิจการไม่มีนักท่องเที่ยว ที่สำคัญไม่มีอาหารช้าง ประกอบกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก็ประสบกับปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำส่งออกไม่ได้ ทางบริษัทจึงได้เข้าไปช่วยเหลือซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้จากอำเภอพร้าว นำมามอบให้กับปางช้างแม่สาและปางช้างอีก 5 แห่งเพื่อให้มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นอาหารของช้างซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของช้างและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

ด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตรกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปางช้างแม่สา เปิดเผยว่า ปางช้างแม่สาซึ่งมีช้างทั้งหมด 78 เชือกแต่ละวันนั้นช้างจะกินอาหารประมาณวันละ 5 ตัน เมื่อทางบริษัทนำมะม่วงมาให้ถือว่าเป็นการดีและรู้สึกขอบพระคุณเป็นอย่างมากเพราะมะม่วงเหล่านี้จะนำไปเป็นอาหารเสริมทำข้าวเหนียวมะม่วงให้ช้างกินเพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของช้างและเสริมวิตามินซีเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับช้างด้วย

ปิดให้บริการชั่วคราวช่วงไวรัสโควิด-19แต่สัตว์ของสวนสัตว์เชียงใหม่ยังสุขภาพแข็งแรงพร้อมโชว์ตัว

หลังจากที่องค์การสวนสัตว์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปิดบริการสวนสัตว์ ในสังกัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ 18 มีนาคม2563 เป็นต้นมา ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้กิจการและสถานที่บริการที่มีการรวมคนจำนวนมาก ปิดให้บริการชั่วคราว เพื่อลดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นส่วนหนึ่งในการลดโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น


เมื่อวันที่ 30 เม.ย.นี้นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้นำชมชีวิตสัตว์ในช่วงสวนสัตว์เชียงใหม่ปิดบริการชั่วคราว ซึ่งทางสวนสัตว์ถือโอกาศที่การตกแต่งปรับปรุงภายในสวนสัตว์เป็นอย่างดี พร้อมนำชมชีวิตสัตว์ในช่วงไร้คนชม ซึ่งสัตว์ต่างๆยังคงใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นโซนฮิปโปโปเตมัส แพนด้าหลินฮุ่ยที่มีผิวขนสีขาวสะอาดตา แพนด้าแดง แพะภูเขา เพนกวิน และนกต่างๆใช้ชีวิตอย่างสบาย อาจจะเป็นเพราะไม่มีผู้เข้าไปชมมากเหมือนครั้งที่ผ่านมา ทำให้สัตว์อยู่อย่างธรรมชาติที่สุด

นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่เผยว่า สวนสัตว์เชียงใหม่ ในช่วงระหว่างที่ทำการปิดนั้น บุคลากรในสวนสัตว์เชียงใหม่ ทุกคนยังคงปฏิบัติภารกิจของตนเองในส่วนงานที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งได้มีการปรับปรุงพัฒนาสวนสัตว์ในส่วนต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลสัตว์ ทุกคนยังปฏิบัติหน้าที่โดยการให้การดูแลสัตว์และบริเวณส่วนจัดแสดงที่รับผิดชอบ พร้อมทั้ง ทีมสัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ ได้ลงพื้นที่ในการให้การดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด ทุกวันอย่างต่อเนื่อง

ดูแลทั้งในเรื่องการเตรียมอาหารที่มีคุณภาพ การให้อาหารเสริม และการผสมวิตามิน เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์ทุกตัวในช่วงของการเปลี่ยนฤดู เช่น สัตว์ในโซนแอฟริกา (ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ออริกเขาดาบ ฯลฯ) มีการให้อาหารประเภทหญ้าแห้ง หญ้าสด แครอท และผักบุ้ง และในส่วนจัดแสดงไก่ฟ้า แพนด้าแดง มีการจัดเตรียมอาหารประเภทต่างๆ ไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปให้สัตว์แต่ละชนิดภายในส่วนจัดแสดง ทั้งนี้ได้มีการส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์

ในส่วนจัดแสดงนกเพนกวิน โดยนำปลาทู แช่แข็ง ลอยบนผิวน้ำ เพื่อให้นกเพนกวินได้แสดงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติและเป็นการออกลังกายอีกด้วย อีกชนิดหนึ่งที่ได้ทำการส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ นั่นคือ หมีควาย ทางทีมพี่เลี้ยงได้จัดทำไอศกรีมผลไม้แช่แข็ง พร้อมราดด้วยน้ำผึ้งสดๆ เพื่อให้หมีควายได้สัมผัสด้วยวิธีการดมกลิ่นและ กินน้ำหวาน เพื่อลดความเครียดให้กับสัตว์ ทุกวันจะมีการสลับสับเปลี่ยนการส่งเสริมพฤติกรรมให้สัตว์ชนิดต่างๆอย่างต่อเนื่อง


สำหรับหลายๆ ท่านยังคงออกไปปฏิบัติงานตามปกติ บางท่าน Work from Home หากใครที่ยังคิดถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ สามารถรับความน่ารักของสัตว์ต่างๆ กันถึงบ้าน ได้ทางช่องยูทูป “ChiangMai Zoo Educator Online” และทางแฟนเพจ “สวนสัตว์เชียงใหม่ Chiang Mai Zoo” ทุกวันจะมีลงคลิปสัตว์ต่างๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละชนิด ให้ได้รับชมกันอย่างจุใจถึงบ้านเลย

โครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน”ร่วมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

วันที่ 23 เม.ย.63 ที่ศูนย์จัดการขยะแบบครบวงจร องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ บ้านป่าตึงน้อยหมู่ 1 ต.ป่าป้อง อ.ดอยสะเก็ด นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่พร้อมด้วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ,นายจิระชาติ ซึ่อตระกูล นายอำเภอดอยสะเก็ดและนางวรรณี ลิทองกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท วีพีเอ็นคอลเล็กชั่นส์ จำกัด ได้ร่วมกันมอบสิ่งของอุปโภค บริโภคให้กับตัวแทนผู้นำชุมชน 2 ตำบล 7 หมู่บ้านรอบโครงการศูนย์จัดการขยะฯ ตามโครงการ “คนไทยไม่ทิ้งกัน”ร่วมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการมอบสิ่งของอุปโภค บริโภคในครั้งนี้ว่า เนื่องจากศูนย์จัดการขยะแบบครบวงจร อบจ.เชียงใหม่ตั้งอยู่ในเขตต.ป่าป้อง อ.ดอยสะเก็ด ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่โดยรอบ โดยตลอดที่ผ่านมาต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับบ้านเมือง

โดยเฉพาะศูนย์จัดการขยะแบบครบวงจรแห่งนี้ถือว่าเป็นศูนย์ฯที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีแห่งหนึ่งของประเทศ และในยามที่เกิดปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโควิดฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ที่ทำให้พี่น้องทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

ทางด้านนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางจังหวัดเชียงใหม่ต้องขอบคุณที่อบจ.เชียงใหม่และผู้บริหารบริษัทวีพีเอ็นฯ ที่ได้มอบสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์กับการที่จะให้ประชาชนได้ใช้ดำรงชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นช่วงเวลาที่มีความยากลำบาก เหมือนกับชื่อโครงการที่ว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน ในการช่วยกันดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน

“ช่วงนี้การแพร่ระบาดของโรคโคลิค 19 ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของเรามีข้อจำกัด บางอย่างที่เราเคยทำอย่างสะดวกสบายก็ต้องปรับเปลี่ยนมีข้อจำกัดบ้าง ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดกระจายออกไปอีก ตั้งแต่ต้นเดือนจนกระทั่งถึงวันนี้ ทุกภาคส่วนได้มีส่วนสำคัญร่วมกันในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด ทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กรรมการหมู่บ้านของฝ่ายท้องถิ่นทำกันอย่างเต็มที่และกระบวนการตรวจระวังป้องกันการดูแลตนเอง 14 วัน สำหรับคนบางคนเราทำกันอย่างเต็มที่ สิ่งที่ทำให้เป็นความสำเร็จคือครบ 14 วันแล้วที่เราไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ หรือที่ญี่ปุ่นที่พบการแพร่ระบาดจะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นว่า สิ่งที่สำคัญก็คือสิ่งที่เราเคยทำแล้วทำให้กระบวนการควบคุมการป้องกันการแพร่ระบาดได้ผล ก็ขอให้พวกเราได้ทำอย่างต่อเนื่อง”ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลพิจารณาแล้ว มีอันใดที่จะสามารถผ่อนปรนได้ สิ่งไหนที่จะทำให้ประชาชนได้มีความสะดวก สบายมากขึ้น เมื่อใดที่เราได้รับสัญญาณตรงนี้ ทางจังหวัดก็จะสามารถผ่อนปรนให้ ทั้งนี้การที่จะผ่อนปรนมาตรการได้สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ก็ต้องมาพิจารณาหลายปัจจัยร่วมจะต้องดูสถิติของการระบาดของผู้ป่วยติดต่อ การติดโรคอะไรทั้งหลาย ในขณะเดียวกันขณะนี้สิ่งที่ทำได้คือความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่เชื่อว่าเราจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณในน้ำใจของพี่น้องประชาชนที่ยอมทนลำบาก ปฏิบัติตามสิ่งที่กรมควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดให้คำแนะนำ ขอบคุณทีมงานเครือข่ายที่ทำหน้าที่ในการที่ดูแลระวังป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นของหมู่บ้านตำบล ทีมงานทางการแพทย์ ทีมงานตำรวจน ทีมงานหมู่บ้านหรือภาคประชาชนทั้งหลาย ที่ร่วมต่อสู้กันมาโดยใช้ชีวิตที่อยู่ภายใต้ลักษณะที่จะทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้อย่างได้ผล และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เราได้รับกำลังใจจากทีมงานของวีพีเอ็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้อนาคตเราจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมกันได้.

“เราไม่ทิ้งกัน”แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล มอบชุดอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล หรือ PPEให้ตำรวจ

“เราไม่ทิ้งกัน”แม่เลี้ยงวรรณี ลิทองกุล มอบชุดอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล หรือ PPEให้ตำรวจสู้ภัยโควิด19

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย คณะรอง ผบช.ภ.5 ร่วมรับมอบชุดอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment หรือ PPE) จำนวน 100 ชุด จากที่ปรึกษาคณะกรรมการ กต.ตร.ภ.5 เพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

วันที่14 เมษายน 2563 เวลา 14.00 น.พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรัตม์ชัย ศรีรัตนวุฑฒิ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.อดุลย์ ดรุณเพท รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงดเศรณี รอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร ผบก.อก.ภ.5 และ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตะสิน ผบก ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมรับมอบชุดอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment หรือ PPE) จำนวน 100 ชุด มูลค่า 70,000 บาท จาก คุณวรรณี ลิทองกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพีเอ็น คอลเล็คชั่นส์ จำกัด ที่ปรึกษาคณะกรรมการ กต.ตร.ภ.5

เพื่อใช้ประโยชน์ในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19  และได้มอบชุด PPE ต่อให้ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตะสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ จำนวน 30 ชุด และที่เหลือ 70 ชุด จะได้แจกจ่ายให้กับหน่วยในสังกัดต่อไป

พระเทพวุฒาจารย์หรือหลวงปู่เจ วัย94 ปีเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เชียงใหม่ละสังขาร

เมื่อเวลา 00.01 น.วันที่ 18 มี.ค.นี้พระเทพวุฒาจารย์ หรือหลวงปู่เจ เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อายุ 94 ปี 2 เดือน 18 วัน พรรษา 74 ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ กุฏิมหาเจติยาสามัคคี ภายในวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต่อหน้าพระเถรานุเถระ มีพระราชวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน (ธ) พระครูโสภณกวีวัฒน์ ผช.เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงฯ พร้อมคณะกรรมสงฆ์ พระภิกษุสามเณรในวัดจำนวนมากที่ได้ร่วมแสดงความอาลัยในวาระสุดท้าย หลังจากได้เคลื่อนย้ายหลวงปู่ออกจากโรงพยาบาลสงฆ์ภายในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่กลับสู่วัดตามความประสงค์ของท่าน และเมื่อมาถึงก็ได้ละสังขารลงด้วยอาการสงบภายในกุฏิมหาเจติยาสามัคคี


กำหนดการส่งน้ำสรีระสังขารพระเดชพระคุณในวันที่ 19 มีนาคม เวลา 09.00 น. จะทำพิธีอาราธนาสรีระสังขารหลวงปู่ไปยังพระวิหารหลวง จากนั้นในเวลา 16.00 น. ประกอบพิธีถวายน้ำหลวงสรงศพ หลังจากนั้นจะได้มีการแสดงพระธรรมเทศนา และสวดพระอภิธรรมทุกวัน จนถึงวันพุธที่ 27 มีนาคม จึงจะได้มีการประกอบพิธีทำบุญสัตตมวารครบ 7 วัน


พระครูโสภณกวีวัฒน์ เปิดเผยว่า หลวงปู่เจหรือพระเทพวุฒาจารย์ เป็นผู้มีบุญ ตั้งแต่มาอยู่วัดเจดีย์หลวงฯนานร่วม 80 ปีไม่เคยอาพาธเจ็บป่วยอะไร ตลอดเวลาไม่เคยไปโรงพยาบาล เพิ่งมาปี 2559 วันที่ 18 สิงหาคมที่อาพาธหนักครั้งแรกในชีวิตของท่าน นับแต่นั้นมาก็เข้าออกโรงพยาบาลประจำ รวมทั้งเกิดอุบัติเหตุล้มลงก็กลับเข้าโรงพยาบาลอีกจนถึงวันละสังขาร โดยขณะยังรักษาตัวอยู่ได้บริจาคเงินให้โรงพยาบาลหลายครั้ง รวมแล้วร่วม 2 ล้านบาท จากคุณความดีของท่านระหว่างเป็นครูพระ และปกครองวัดได้มอบทุนการศึกษา และพัฒนาวัดไว้เป็นอันมาก เมื่อปี 2557 ได้รับรางวัลคนดีศรีแผ่นดินจากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ “หลวงปู่ท่านเป็นคนใจดี ไม่เก็บกด มีอารมณ์สม่ำเสมอ ไม่วู่วามโกรธแค้น ปล่อยวาง ดำรงตนอยู่ด้วยความเมตตา ให้อภัยธรรมเป็นจริตนิสัย สมกับฉายา อภโย คือผู้ให้อภัยไม่จองเวร คุณธรรมนี้ทำให้ท่านมีอายุยืน”

สำหรับประวัติ พระเดชพระคุณพระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย เทวินทะ) เป็นบุตรนายบุญมี นางคำปุก เทวินทะ เกิดที่บ้านอุมลอง หมู่ 1 ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2468 เป็นบุตรคนที่ 3 ของครอบครัว (มีพี่น้องชายหญิง 6 คน)บิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย เรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านจบประถม 4 เมื่อปี พ.ศ.2483 ทำงานช่วยบิดามารดา ปี พ.ศ.2487 ได้ติดตามพี่ชายชื่อ สามเณรเดช เทวินทะ วัดสีตลาราม จ.ตาก ติดตามพระอาจารย์กั๊วะ (จำฉายาไม่ได้) พระกัมมัฏฐานเดินธุดงค์ นำทั้งสองคนมาฝากไว้ที่วัดเจดีย์หลวงเพื่อศึกษา จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเจดีย์หลวง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2487 โดยคุณนายชั้น ระวังเวียงพิงค์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งวันนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสฺโส)สังฆนายกเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เดินทางขึ้นมาปฏิบัติศาสนกิจในภาคเหนือโดยนำหน่อต้นโพธิ์จากประเทศอินเดียมาปลูกที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ได้แวะมาเยี่ยมวัดเจดีย์หลวง จึงรับเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระพุทธิโศภน (แหวว ธมฺมทินฺโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาขันติ์ ขฺนติโก (พระธรรมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง มรณภาพ 2534) เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระหมาหมื่นวุฑฺฒิญาโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อภโย”


สมณศักดิ์/ตำแหน่งหน้าที่ พ.ศ. 2515 เป็นพระครูวินัยธร ฐานานุกรมของพระเทพสารเวที พ.ศ. 2518 เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูมหาเจติยาภิบาล พระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท พ.ศ. 2524 เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก (ในราชทินนามเดิม)พ.ศ. 2530 เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ (ในราชทินนามเดิม) พ.ศ. 2539 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระมหาเจติยาภิบาล พ.ศ. 2547 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชเจติยาจารย์ พ.ศ. 2523 เป็นเจ้าคณะตำบลช้างเผือก(ธ) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ให้ เป็นพระเทพวุฒาจารย์ สีลาจารวิมล โสภณศาสนกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ.

ปางช้างแม่สาจัดงานวันช้างไทย รูปแบบเชิดชูควาญช้าง สร้างขวัญกำลังใจจากพิษไวรัสโควิด-19

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 11 มีนาคม 2563 ที่ส่วนจัดแสดงปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปางช้างแม่สา จำกัด ได้จัดกิจกรรมมอบรางวัลควาญช้างยอดเยี่ยมของปางช้างแม่สา จำนวน 30 คน เนื่องในวันช้างไทย ปี 2563 พร้อมทั้งมอบเข่งผลไม้นานาชนิดที่ช้างชอบเป็นอาหารช้างโดยจัดเป็นการภายในในช่วงการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งปกติงานวันช้างไทยจัดขึ้นใน วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ปางช้างแม่สา จำกัด กล่าวว่า ในวันที่ 13 มีนาคม ทุกปีปางช้างแม่สา จะจัดงานวันช้างไทยขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความสำคัญของวันช้างไทย ในปี 2563 นี้ ปางช้างแสา จึงได้จัดงานวันช้างไทยขึ้น

แต่การจัดงานในครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกปี ด้วย ดังนั้นนโยบายของผู้บริหารในปีนี้ จึงจัดงานวันช้างไทยในรูปแบบที่เรียบง่ายและเน้นให้ความสำคัญกับช้างและควาญช้างมากกว่า เพื่อตอบแทนการทำงานของควาญช้างและช้างตลอด 44 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งในปี 2519 จนถึงทุกวันนี้โดยในปีนี้ทางผู้บริหารปางช้างแม่สา

จึงได้ทำกิจกรรมตอบแทนการทำงานของช้างและควาญช้างโดยการจัดงานมอบรางวัลควาญช้างยอดเยี่ยมให้กับควาญช้าง จำนวน 30 รางวัล กิจกรรมนี้จึงจัดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม 2563 ก่อนวันช้างไทยจริงสองวัน เพื่อเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำการประชาสัมพันธ์ออกไปเผยแพร่ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เหมาะสมต่อไป

“ในปี 2563 นี้ปางช้างแม่สาไม่ได้งดจัด ”งานวันช้างไทย” แต่ย้ายมาจัดในวันที่ 11 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น. ช่วงเช้ามีพิธีทางสงฆ์ ถวายเพลพระสงฆ์ 9 รูป จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงานพร้อมแจกกล่องใส่อาหาร แบบทัพเพอร์แวร์ สามารถนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) จำนวน 400 กล่องและช่วงบ่าย ในเวลา 13.00 น. มีพิธีมอบเกียรติบัตรควาญช้างยอดเยี่ยมจำนวน 30 รางวัล พร้อมกับการเปิดร้านอาหารสวัสดิการพนักงาน และจัดเลี้ยงอาหารช้างจำนวน 78 เชือกซึ่งการจัดงานในวันนี้จัดแบบไม่ฟุ่มเฟือยตามสภาพเศรษฐกิจโดยเน้นปรัญชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และจัดงานเป็นการภายใน ปางช้างแม่สาประกาศปิดทำการครึ่งวันบ่าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันไวรัสโควิด19 ที่กำลังแพร่ระบาดอีกด้วย “

ปางช้างแม่สา จัดเชิดชูเกียรติควาญช้างที่เลี้ยงช้างยอดเยี่ยม วันช้างไทย

ปางช้างแม่สา อ.แ ม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นปางช้างที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ในทุกๆปีจะมีการจัดงานวันช้างไทย ในวันที่ 13 มีนาคม.นี้ แต่ปรากฎว่าในปีนี้ทาง นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปางช้างแม่สา จำกัด ได้เลื่อนการจัด”งานวันช้างไทย” ย้ายมาจัดในวันที่ 11 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.

โดยเช้ามีพิธีทางสงฆ์ ถวายเพลพระสงฆ์ 9 รูป จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพนักงานพร้อมควาญช้างพร้อมแจกกล่องใส่อาหารทัพเปอร์แวร์แบบนำมาใช้ซ้ำ(Reuse) จำนวน 400 กล่อง


และช่วงบ่าย ในเวลา 13.00 น. จะมีพิธีมอบเกียรติบัตรควาญช้างยอดเยี่ยมจำนวน 30 รางวัล พร้อมกับการเปิดร้านอาหารสวัสดิการพนักงาน และจัดเลี้ยงอาหารช้างจำนวน 78 เชือกโดยการจัดงานในปีนี้งานจัดแบบไม่ฟุ่มเฟือยตามสภาพเศรษฐกิจ และจัดเป็นการภายใน ปางช้างแม่สาประกาศปิดทำการครึ่งวันบ่ายของวันที่ 11 มีนาคม ทั้งนี้เพื่อป้องกันไวรัสโควิด19ไปด้วย


นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการปางช้างแม่สา ได้เผยว่าหลังจากที่ได้มีพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมควาญช้างปางช้างแม่สา(หลักสูตรเข้มข้น ครั้งที่ 1)เพื่อให้ควาญช้างของปางช้างแม่สาได้รับรู้วิทยาการใหม่ๆในการดูแลช้างที่อยู่ภายในปางช้างได้อย่างถูกต้องที่สุดไม่ว่าจะเป็นอาหารช้าง และระบบๆในด้านต่างๆของช้าง จนการเลี้ยงช้างของปางช้างแม่สา ทำให้ช้างอยู่ดีกินตามหลักสุขาภิบาลทุกอย่าง

ในปีนี้จึงจะมีพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับควาญช้าง ที่ดูแลช้างอย่างดีที่สุดเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับควาญช้าง ส่วนการเลี้ยงอาหารช้างก็จะทำกัน แต่เน้นความเรียบง่ายจัดแบบไม่ฟุ่มเฟือยตามสภาพเศรษฐกิจ และจัดเป็นการภายใน

“ปิยะนุช ศกุนตนาค” ได้ฤกษ์เปิดสิ่งมหัศจรรย์ในเชียงใหม่ “มหัศจรรย์เมืองจิ๋ว” ปะทะ “บะหมี่ยักษ์ใหญ่มหึมา”

เมื่อเช้าวันที่ 6 มีนาคม 2563 ปิยะนุช (นาคคง)ศกุนตนาค พิธีกรและดารานักแสดงชื่อดัง ผู้ได้รับกล่าวขานให้เป็นบุคคลสัญญาณลักษณ์ของจิ๋ว ได้ฤกษ์เปิด “มหัศจรรย์เมืองจิ๋ว” อย่างเป็นทางการ ณ ปิยะนุช (นาคคง)ศกุนตนาค ถนนสันทรายสายเก่า ข้างมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งเปิดร้าน “บะหมี่ล้มยักษ์” ไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมได้ “เอี่ยมตาและอิ่มท้อง” ในที่เดียวกัน

 

โดยมี อาจารย์ดรุณีนาถ นาคคง คุณครูดีเด่นอันดับที่ 1 ประเทศไทยปี พ.ศ.2539 ผู้ริเริ่มฟื้นฟูของจิ๋วให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อ 50 กว่าปีก่อน และเป็นมารดาของปิยะนุช ศกุนตนาค เป็นประธานพิธีตัดริบบิ้น เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับลูกสาว

สำหรับงานเริ่มด้วยพิธีบวงสรวงเจ้าที่แบบล้านนา เสร็จแล้วต่อด้วยพิธีพราหมณ์ โดย สล่าแดง ผู้สร้างและออกแบบ วัดป่าดาราภิรมย์, วัดเด่น เจ้าของบ้านเรือนไทยหมู่สไตล์ลานนา 19 หลัง และ พิธีสงฆ์ ภายในงานนี้แขกผู้มีเกียรติทุกท่านจะได้ชมการแสดงจากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาลานนา พร้อมชิมและชม “บะหมี่ล้มยักษ์” จานมหึมาซึ่งเป็นจานที่ใหญ่ที่สุด ที่ต้องร่วมกันรับประทาน 16-20 คนต่อหนึ่งจาน

เนื่องในโอกาสเปิดกิจการร้านใหม่ “ภูมิ-ศรตายจิต ศกุนตนาค” ผู้บริหารร้าน “บะหมี่ล้มยักษ์” ได้เปิดเผยถึงโปรโมชั่นที่น่าสนใจว่า ทางร้านเปิดให้ทุกคนมาพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นนักกินจุหรือไม่ โดยท้าให้กินบะหมี่จานละ 189 บาท ถ้ากินหมดคนเดียวจะได้กินฟรี และทุกวันศุกร์จะมีการแข่งขันการกิน “บะหมี่จานมหึมาราคา 499 บาท” แบบทีมละ 3 คน จำนวน 2 ทีม ภายใน 20 นาที หลังจากนั้นจะเก็บสถิติใน 1 เดือน ทีมไหนทำเวลาได้ดีที่สุด จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

สำหรับ “คนท้อง” ทุกคนสามารถรับประทาน “บะหมี่หมูแดง” จานปกติฟรีทุกวัน และถ้ารับประทานครบทุก 100 บาท จะได้รับบัตรเข้าชม “มหัศจรรย์เมืองจิ๋ว” ราคา 99 บาท 1 ใบ ร้านเปิดทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.00-20.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์)สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข 089-7333666 (มหัศจรรย์เมืองจิ๋ว) และ 081-4511508 “บะหมี่ล้มยักษ์

ลองมาชิมอาหารและสัมผัสบรรยากาศ รื่นฤทัยที่ ร้าน”ลาบภิรมย์ “

ลองมาชิมอาหารและสัมผัสบรรยากาศ รื่นฤทัยที่ ร้าน”ลาบภิรมย์ ”

มาเชียงใหม่จะดื่มจะชิมอาหารให้สบายใจ ขอให้นึกถึง ร้าน ลาบภิรมย์ เลยสี่แยกไฟเขียวไฟแดง แยกสีบัวเงิน เส้นสันกำแพงสายใหม่ไป 20 เมตร

ร้านไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่บรรยากาศสุดบรรเจิด มีดนตรีโฟล์คซอง คลอเบาๆ อาหารรสเลิศ ไม่ว่าจะเป็น ลาบ ที่สมชื่อร้าน รดชาดที่ภิรมย์ลิ้น รวมทั้งอาหารไม่ว่าจะเป็นพื้นเมืองและอาหารทั้งเนื้อ และปลา กุ้งสดๆ และอาหารจานเด่นหม่าล่าหม้อไฟ 2.เนื้อจรเข้ผัดฉ่า 3.เนื้อตุ่นจิ้มแจ่ว สุดยอดในราคาที่ย่อมเยา พร้อมพนักงานชายหญิงที่มีมนุษยสัมพันธ์ดียิ่ง

ภายในร้าน มีจอทีวีขนาดใหญ่ให้ชมการถ่ายทอดฟุตบอลยุโรปนัดสำคัญ

จุดที่น่าสนใจมาก และน่าจะมีร้านเดียวในเชียงใหม่ ลูกค้าที่ไปอุดหนุนชอบที่สุดก็จะเป็นห้องน้ำที่ตกแต่งอย่างสวยงาม สะอาดสะอ้านและมีขอให้บริการฟรีไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งหน้าสตรีที่มีคุณภาพ น้ำยาทำความสะอาด รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก ที่จัดวางยิ่งกว่าโรงแรมหรูที่ใครเห็นก็อดถ่ายภาพไม่ได้

สำหรับกลุ่มงานที่บริหารลาบภิรมย์ยุคใหม่ล้วนมืออาชีพ มีอุ้ย – อภิวรรธษ์,เบียร์- ภูพิวัฒน์,ทัก – ชุติเดช จะบรรยายไม่หมดต้องไปลองสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองและจะรู้ว่า ทำไมต้องชื่อ ลาบภิรมย์

 

เข้าไปแค่สัมผัสบรรยากาศก็ราบรื่น ออกมาก็ก็ภิรมร์ใจ จนลืมไม่ลง จนต้องมีครั้งสอง สามสี่อีก ชื่อก็บอกลาบภิรมย์ ไปลองซิครับหรือใครอยากลิ้มลองความอร่อยหนีความวุ่นวายเมื่อเย็นจากในเมืองเชิญครับร้านลาบภิรมย์ ร้านเปิดเวลา 17.00 . – 24.00 หรือโทรสอบถามรายละเอียดจองโต๊ะได้ที่ 095-1340787