ณกรณ์ กรณ์หิรัญผู้ร่วมก่อตั้ง “วุฒิศักดิ์คลีนิค” ประสานคลีนิค พันธมิตร เพื่อช่วยเยียวยา ลูกค้าวุฒิศักดิ์คลีนิค

ผู้ก่อตั้ง “วุฒิศักดิ์คลีนิค” ประสานคลีนิค พันธมิตร เพื่อช่วยเยียวยา ลูกค้าวุฒิศักดิ์คลีนิค ที่ซื้อคอสไว้ กับวุฒิศักดิ์ สามารถมาทำต่อได้ ที่คลินิค ที่ใกล้บ้าน โดยนาย ณกรณ์ กรณ์หิรัญ ยอมควักเงินส่วนตัว 6 ล้านกว่า เยี่ยวยาลูกค้า วุฒิศักดิ์ ที่ซื้อคอส ไว้ ฯ สาเหตุเพราะเคยเป็นผู้ก่อตั้ง จึงเข้าช่วยลูกค้า โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ วุฒิศักดิ์คลีนิค

เมื่อเวลา 09.00 น วันที่ 22 กค 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณกรณ์ กรณ์หิรัญ ปัจจุบันได้หันมาประกอบธุรกิจโรงแรมที่จังหวัดเชียงใหม่ และบริษัทขายยา เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ และอีกหลายอย่าง ได้ออกมาเปิดเผยกับผุ้สื่อข่าวถึงกรณีที่เข้ามาเยียวยาลูกค้าเดิมของ วุฒิศักดิ์คลีนิค” ที่เคยซื้อคอร์ด หรือทำหน้าต่อเนื่องไว้กับวุฒิศักดิ์ ทั้งที่ปัจจุบันไม่ได้เข้ามาบริหาร หรือเกียวข้องอะไรกับ วุฒิศักดิ์คลีนิค เพียงแต่ถือหุ้นบางส่วนเพียงเล็กน้อยเท่่านั้น

โดยนายณกรณ์ กรณ์หิรัญ นักธุรกิจชื่อดัง อดีต 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งวุฒิศักดิ์คลีนิค ได้เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วหากถามตนนั้น วุฒิศักดิ์คลีนิค ผมเองไม่ได้บริหารมานานแล้ว แต่เรารู้สึกเพราะเราเป็นผุ้ก่อตั้ง เหมือนแบนชื่อนี้เราได้ก่อตั้งมากับเพื่อนของเรา 2-3 คน สิ่งหนึ่งที่เราอยากช่วยได้ คือขอให้อะไรก็ตามที่ทำให้ลูกค้าเบาบางความเสียใจ คือลงคอสไว้แล้วไม่ได้รับบริการไม่ได้เงินคืน ก็เข้าใจลูกค้า ซึ่งหากผมเป็นลูกค้าผมก็รับไม่ได้ จะทำอย่างไรดี ในขณะที่ผม เป็นแค่ 1 ในผู้ก่อตั้ง ซึ่งทุกคนก็จะมองว่า วุฒิศักดิ์ฯ เป็นของ ผม ซึ่งก็อยากจะชี้แจงว่า ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าปัจจุบันเราทำบริษัทยา เราทำบริษัทเครื่องมือความงาม เราทำบริษัทเกี่ยวกับความงาม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวุฒิศักดิ์คลีนิค ซึ่งเราทำธุรกิจของเราเราก็ไม่ได้ออกสื่อออกอะไรมากมาย ใช่ ที่ตนเคยออกสื่อในตอนนั้นว่าเราคือ 1 ในผู้ก่อตั้งวุฒิศักดิ์ คราวนั้น เพราะว่า เพื่อให้ทุกคนได้มองเป็นไอดอล และก็มองว่าจริง ๆ คนเราจากคนธรรมดา หากตั้งใจจริงทุ่มเทงานก็โตได้เหมือนกัน

เรื่องวุฒิศักดิ์คลีนิคล้มละลาย และมีการฟื้นฟูกิจการ และลูกค้าที่มีคอร์สซื้อคอร์สไว้ จะทำอย่างไร จะแก้อย่างไร พยายามคิดจนได้มีการพูดคุยกับคลีนิคเสริมความงาม ที่ซื้ฮยาจากบริษัทของตน ยาที่ได้้มาตราฐาน ยาที่ดี ยาที่ไม่ใช่ของปลอม ทุกคลีนิค ได้บอกว่า ไม่เป็นไร หากบริษัทยาของตนให้ยามาทางคลีนิคต่าง ๆ ก็ยินดีที่จะเยียวยาลูกค้าวุฒิศักดิ์ฯ ฟรี ไม่เก็บมูลค่า โดยผมได้คำนวนแล้วต่อหัวคงไม่เกินหัวละ 6,000 บาท ก็จะมีคลีนิคฯ กว่าร้อยคลีนิคทั่วประเทศ ที่ซื้อยาจากบริษัทของตน ให้บริการกับลูกค้าวุฒิศักดิ์ฯ ซึ่งทางตนก็จะจัดส่งยาฯ ไปให้ โดยไม่เก็บเงินอะไรทั้งสื้น ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้นในการเยียวยาลูกค้าวุฒิศักดิ์ฯ

วิธีการ คือ @akenakorn เข้ามาและส่งหลักฐานที่คุณเสีย และพื้นที่ที่คุณอยู่แถวนั้น เราก็จะดูคลีนิค ที่ได้มาตรฐาน คลีนิคที่ใช้ยาจริง และก็มียาที่มีคุณภาพส่งเข้าไปและก็มีหลายคลีนิคที่ช่วยเหลือ ผมเชื่อนะ หากคลีนิคที่มาร่วมโครงการเยียวยาลูกค้าวุฒิศักดิ์ฯ บริการลูกค้าดี ๆ ลูกค้าวุฒิศักดิ์ฯ นั้นเป็นลุกค้าที่ดี น่ารัก และเป็นลูกค้าที่รักเรามานาน ผมเชื่อว่า หากคุณบริการเขาดี ๆ เหมือนวุฒิศักดิ์ ผมเชื่อว่าลูกค้าเหล่านั้นก็จะมาใช้บริการของคุณต่อไป

ตอนเข้าไปบริหารวุฒิศักดิ์ นั้น มีคนรู้มีการออกสื่อ งบก็กำไรขึ้นมาเท่าตัวในตอนนั้น แต่ตอนที่ผมต้องออกมาจากวุฒิศักดิ์ ไม่ได้บริหารแล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่ได้บริหารมาหลายปี มาเป็นบอร์ด ตอนหลังก็ไม่เป็นบอร์ดก็ลาออก ลาออกทุกตำแหน่ง เพราะวิธีคิดไม่เหมือนกัน การบริหารขัดแย้งกับเรามาก

” ตนในฐานะ 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งวุฒิศักดิ์ฯ รู้สึกติดในใจ ช่วยได้ก็จะช่วย ก็เหมือนกับสถานการณ์โควิด19 โรงแรมของตนที่เชียงใหม่ต้องปิด แต่ตนก็ยังจ่ายเงินให้พนักงาน และยังทำข้าวกล่องแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เดือดร้อนทุกวัน วันละ 300-400 กล่อง แจกทุกวัน 40-50 วัน จริง ๆ แล้วผมทำธุรกิจเยอะแต่ไม่ได้บอกแฟนคลับ ไม่ได้บอกพี่ ๆ น้อง ๆ เท่าไหร่ ไม่ได้พีอาร์เท่าไหร่

ถามว่าเราเสียหายไหมเรื่องวุฒิศักดิ์ ก็ยอมรับว่าเราเสียหายไปหลายร้อยล้าน แต่ก็ทำใจไว้แล้วหลายปี เราก็เลยไม่ได้ตกใจอะไรมากขนาดนั้น เพราะเราไม่ได้บริหารเลย ไม่ได้ดูแลเลย เราได้แค่ดูสิ่งที่เขาทำมากกว่า ก็อยากจะบอกว่า “วุฒิศักดิ์ล้มละลายก็ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมสักเท่าไหร่” ก็อยากจะบอกว่า ตอนนี้ในยุคนี้ใครที่กำลังท้ออยู่ใครที่รู้สึกว่ากำลังแย่จังเลยในยุคโควิด19 ผมว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ทำเยอะ ถ้าเราคิดแล้วลงมือ ทำไปก่อนผิดถูกพยายามทำปรับปรุงแก้ไข เดี๋ยวก็ดีขึ้น

“ผมคิดว่าผมจะช่วยลุกค้าวุฒิศักดิ์ สัก 1,000 คน ก็แอทไลน์ เข้ามานะครับ @akenakorn เข้ามาและส่งหลักฐานที่เรามีปัญหาอยู่ ซึงทางเราก็จะดูว่าคลีนิคไหนที่จะร่วมโครงการช่วยเหลือเยียวยาลุกค้าวุฒิศักดิ์์คลีนิค และทางเราส่งของส่งยาไปให้คลีนิคนั้น ๆ ผมอยากจะช่วยจริงๆ ขอบคุณที่รักกัน ขอบคุณทีสนับสนุนเรา เชื่อมั่นในตัวผม ขอบคุณครับ

พลังอำนาจพิเศษซ่อนในอัญมณีหรือองค์พญานาคที่ ดลบันดาลให้เสี่ยโรงน้ำดื่ม ถูกหวยติดต่อกันถึง 35 งวดขอบอกเป็นงวดสุดท้าย

พลังอำนาจพิเศษซ่อนในอัญมณีหรือองค์พญานาคที่ ดลบันดาลให้เสี่ยเจ้าของโรงน้ำดื่ม ถูกหวยติดต่อกันถึง 35 งวด

พลังบุญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซ่อนเร้น ทำให้นายกฤษดา แซ่โกย วัย 46ปี เป็นเจ้าของโรงงานน้ำดื่มตรานาคราช เลขที่ 149 หมู่ 8 ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นคนที่ได้ชื่อว่าถูกล็อตเตอรี่รัฐบาลติดต่อกันถึง 35งวดแล้ว โดย เจ้าตัวเชื่อว่าคุณงามความดีที่กตัญญูรู้คุณบิดามารดา รวมถึงจากพลังบุญพญานาคที่นับถือ พร้อมทั้งแร่หินอัญมณีแห่งโชคลาภที่มีอยู่นับพันชิ้น โดยเฉพาะดวงตาพญานาคสีแดง 1 คู่ที่พกพาติดตัวตลอด เป็นสิ่งที่นำโชคมาสู่


ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพบปะกับนายกฤษดา แซ่โกย ซึ่งแค่นามสกุลก็เป็นมงคลยิ่งแล้ว โดยนายกฤษดา อายุเพียง 46 ปี แต่ประกอบธุรกิจทางการแพทย์รวมทั้งเป็นเจ้าของน้ำดื่มตรานาคราชบนเนื้อที่ดินกว่า 17 ไร่ ซึ่งนายกฤษดา มีนิสัยเป็นคนชอบทำบุญสุนทานตามวัดต่างๆและเป็นคนชอบช่วยเหลือสังคมมาตลอด และสำคัญยิ่งที่สุดเป็นคนที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดาเหนือสิ่งใดๆและที่สำคัญมีความเชื่อในพลังอานุภาพบารมีขององค์พญานาค

ซึ่งเคยได้ไปสัมผัสจนรู้ว่าองค์พญานาคมีตัวตนจริงที่คำชะโนด และเชื่อมั่นว่าที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มาจากการช่วยเหลือขององค์พญานาค รวมแร่อัญมณีที่มีจำนวนมากมีความงดงามและมีพลังแฝงไว้ รวมทั้งอัญมณีสีแดงที่เรียกว่าดวงตาพญานาค ทำให้บันดาลโชคลาภมาตลอด จึงได้สร้างองค์พญานาคพ่นน้ำขึ้นที่หน้าโรงงานอย่างงดงามตระการตาและถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโรงงานเลยทีเดียว ทำให้ธุรกิจและชีวิตดีขึ้นตามลำดับ จนเป็นที่มาของโชคลาภที่มาจากการเสี่ยงโชคถูกสลากกินแบ่งของรัฐบาลมาถึง35 งวดแล้ว


ซึ่งการกำหนดเลขที่จะออกส่วนมากจะเป็นเลข 2 ตัวท้าย มาจากพลังอัญมณี พลังองค์พญานาค รวมทั้งกลุ่มต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 5 ต้นข้างโรงงานที่ถือว่ามีองค์พระฤาษีนารอด อายุ 1,800 ปีสถิตอยู่บริเวณนั้น จึงไปตั้งศาลถวาย และเมื่อได้สัมผัสต้นไม้จะคล้ายเห็นตัวเลขปรากฎในนิมิตอย่างชัดเจน เมื่อนำมารวมกับตัวเลขที่ได้จากพลังอัญมณีชนิดต่างๆรวมทั้งองค์พญานาคและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทั้งที่บ้านและโรงงาน ทำให้เกิดโชคลาภถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ถูกมาทั้งหมด 35 งวดติดต่อ ทำให้ได้เงินมากกว่า 10 ล้านบาท ส่วนมากจะนำไปทำบุญตามวัดหลายๆแห่งเพื่อเพิ่มบารมีให้กับตัวเองมาตลอด


จนมาถึงงวดของวันที่ 16 ก.ค.2563 นายกฤษดา ได้ประกาศจะบอกเลข ท้าย 2 ตัวเป็นครั้งสุดท้ายโดยบอกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังบุญต่างๆรวมทั้งฤาษีนารอดที่นับถือจะเข้าจำศิลเป็นเวลานานถึง 18 เดือน จึงจะขอบอกงวดสุดท้ายทีเด็ดทีสุดทั้ง 2 ตัวล่างและเลขท้ายรางวัลที่ 1

 

โดยทางนายกฤษดา ได้โชว์แผ่นกระดาษสีขาว มีเลขที่จะออกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวมีเลข 20 อยู่ในดาวสีแดง เลขรองอยู่ในวงกลมเลข 19 และอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม เลข 21 ส่วนเลขหากเกิดความผิดพลาดจะออก 10 และ 39 และในครั้งนี้พิเศษสุดนายกฤษดายังบอกเลขหัวท้ายรางวัลที่ 1 มีเลข 389,489,589,689,789 ให้เป็นของแถม ซึ่งทางนายกฤษดา ได้ยืนยันว่าเลขท้าย 2 ตัวที่จะออก 1 ล้านเปอร์เซ็น ก็คือ 20 เพื่อเป็นการยืนยันนายกฤษดา ได้นำล็อตเตอรี่ปึกใหญ่ประมาณ 300 ใบมีเลขท้าย 20 ที่ได้กว้านซื้อมา และจะขอกูกเป็นงวดที่ 36 จากนั้นก็จะหยุดการให้เลขอย่างแน่นอน โดยบอกว่าเทพสิ่งศักดิ์ได้ไปจำศิลกันหมดแล้ว โดยในงวดนี้เป็นสิ่งศักดิ์จากทางภาคใต้ได้มาบอกให้


นายกฤษดา ได้ไปไหว้กลุ่มต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ข้างโรงงานน้ำดื่ม และได้ชี้ให้ดูภาพคล้ายฤาษีไหว้องค์พญานาค และได้บอกว่าฤาษีนารอดที่สถิตอยู่ที่แห่งนี้ท่านไปจำศิลแล้วเช่นกัน

จากนั้นมาที่รูปปั้นองค์พญานาคและใช้มือลูบหินดูทรัพย์และกราบไหว้ก่อนเสร็จพิธีงวดสุดท้าย ซึ่งทิ้งท้ายว่าใครจะถูกรางวัลมากน้อย ก็อยู่ที่บุญบารมีของคน และยังฝากเตือนว่าอย่าทุ่มเทให้ซื้อตามกำลังทรัพย์ ก็เป็นงวดสุดท้ายที่จะบอกมิตรสหายที่รู้จักกันและขอให้ทุกๆคนโชคดีและหากได้เงินก็มั่นทำบุญช่วยเหลือผู้อื่นและขอให้กตัญญูต่อบิดามารดาให้มากๆแล้วบุญกุศลทานบารมีจะทำให้ชีวิตเป็นสุข ขอให้โชคดีทุกคน

กองกำลังผาเมืองคุมเข้มชายแดน วางลวดหนามป้องลักลอบเข้าเมือง ลดการแพร่ระบาดโรคโควิด 19

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองร่วมกับนายอำเภอแม่สายและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ร่วมกันวางแนวลวดหนามเพื่อสร้างเครือข่ายแนว ป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้ามาของแรงงานต่างด้าวตามช่องทางท่าข้ามธรรมชาติ ลดการแพร่ระบาดของโรคโควิค 19


วันที่ 10 ก.ค.63 เวลา 09.00 น. พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมืองร่วมกับ นายประสงค์ หล้าอ่อน อำเภอแม่สาย ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย, ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ และประชาชน ได้ร่วมกันวางแนวลวดหนาม และสร้างเครือข่ายแนวร่วม ในการช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลในหมู่บ้านตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบหลบหนีเข้ามาของแรงงานต่างด้าวตามช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติ


ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 5 ของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แรงงานต่างด้าวบางส่วนพยายามที่จะลักลอบเข้ามาในเขตไทยตามช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติโดยไม่ผ่านกระบวนการกักตัว (State Quarantine) ตามขั้นตอนของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความหวั่นวิตกของคนภายในประเทศ

โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่พยายามลักลอบเข้ามาทางด้านชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากผู้ประกอบการในพื้นที่ อำเภอแม่สายฯ มีความต้องการแรงงานเข้ามาดำเนินกิจการของตนเอง เช่น แรงงานในการก่อสร้าง, แรงงานด้านการเกษตร และลูกจ้างตามสถานประกอบการต่างๆ แต่เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดด่านพรมแดนถาวรในพื้นที่ จึงทำให้แรงงานต่างด้าวมีความพยายามในการลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย


ทั้งนี้ที่ผ่านมากองกำลังผาเมือง ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพิ่มมาตรการเข้มข้นในการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรการ 5 ด้าน โดยการประสานความร่วมมือไปยังประเทศเมียนมาผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น หรือ TBC ในการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าว การเพิ่มเติมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 25 ชุดปฏิบัติการ ในการเพิ่มความถี่การลาดตระเวนเฝ้าตรวจ พร้อมทั้งได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ตามช่องทาง/ท่าข้ามที่ล่อแหลม ตลอดจนการติดตั้งไฟส่องสว่างแบบโซล่าเซลล์ พร้อมกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเพิ่มศักยภาพ

ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จำนวน 17 จุด, และการทำเครื่องกีดขวางโดยการติดตั้งรั้วลวดหนามเพิ่มเติม 8 จุด ปรับปรุงลวดหนามที่มีอยู่เดิม จำนวน 14 จุด ให้มีความแข็งแรง ทนทาน โดยเฉพาะในช่องทาง/ท่าข้ามที่ล่อแหลม นอกจากนี้กองกำลังผาเมืองยังได้มีการปิดล้อมตรวจค้นแหล่งหลบซ่อน/พักพิง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตามแหล่ง ที่พักพิงชั่วคราวบริเวณพื้นที่หมู่บ้านตามแนวชายแดน พร้อมจัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน จำนวน 5 ชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่สร้างการรับรู้ให้กับผู้นำชุมชน และประชาชนในหมู่บ้านตามแนวชายแดน ในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทั้งการแจ้งเบาะแส และการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กองกำลังผาเมือง สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาตามช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติ จำนวน 34 ครั้ง ผู้ต้องหา 125 คน เป็นชาวเมียนมา 113 คน ชาวลาว 10 คนและ ชาวจีน 2 คน ซึ่งหน่วยได้ร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศพรมแดนแม่สายในการคัดกรองก่อนที่จะผลักดันกลับประเทศต้นทาง ตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้ กองกำลังผาเมือง จะยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนี เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเพื่อให้การแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดนเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกองทัพบก

ครูบาน้อย เตชปฺญโญ สูญเสียโยมพ่อ อายุ 95 ปีอย่างสงบ

ครูบาน้อย เตชปฺญโญ สูญเสียโยมพ่อ พ่ออุ้ย คำ กองคำ อายุ 95 ปีอย่างสงบ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 5 ก.ค.ที่วัดศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ พระครูสิริศิลสังวร หรือ ครูบาน้อย เตชปัญฺโญ เกจิอาจารย์ล้านนา เจ้าอาวาสวัดศรีดอนมูล ได้ประกอบพิธีทำบุญงานศพโยมพ่อ นายคำ กองคำ อายุ 95 ปี ได้ละสังขารด้วยความสงบที่โรงพยาบาลสารภีบวรพัฒนา

เมื่อเวลา 06.45 น.วันที่ 4 ก.ค.นี้ ทางครูบาน้อย ได้นำสรีร่างของพ่ออุ้ยคำ โยมพ่อมาบำเพ็ญกุศล ณ วิหารบุญบารมีหลวงพ่อเพชร อุดมทรัพย์ สมปรารถนา วัดศรีดอนมูล อ.สารภี

ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. จนถึง วันที่ 8 ก.ค.นี้มีสวดพระอภิธรรมทุกคืน วันที่ 9 ก.ค.จะทำการฌาปนกิจศพที่เมรุชั่วคราววัดศรีดอนมูลในเวลา 13.00 น.โดนชยพิธีกรรมจะทำแบบล้านนาโบราณ

ครูบาน้อย เตชปฺญโญ ได้กล่าวสั้นๆว่าพุทโธ พุทโธ ให้โยมพ่อไปสู่สรวงสวรรค์พบนิพพาน เกิดแก่ เจ็บตาย เป็นวัฎจักรสังขารของมนุษย์

ขบวนแห่เทียนพรรษาคนบนดอยชนเผ่าปะหล่องยึดมั่นประเพณี

ที่ จ.เชียงใหม่ บรรยากาศการแห่เทียนเข้าพรรษาในทุกๆปีจะคึกคัก แต่ในปีนี้ตามวัดต่างๆดูเงียบเหงาแทบจะไม่มีเลย มีเพียงการถวายไม่มาก แต่ที่หมู่บ้านโต้งหลวง หมู่ 9 ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนเผ่าปะหล่องหรือดาราอั้ง ที่แห่งนี้จะเข้มแข็งในประเพณีเข้าพรรษาเป็นอย่างมากโดยในทุกๆปีจะใช้ช้างนำขบวนแห่เทียน

แต่ในปีนี้พื้นที่มีการเลี้ยงแบบปลดโซ่ไร้ตะขอ จึงงดนำช้างมาร่วมขบวน โดยเมื่อเวลา17.30 น.วันที่ 4 ก.ค.ชาวบ้านชนเผ่าปะหล่องบ้านโต้งหลวง ได้แต่งกายชนเผ่าอย่างสวยงาน เข้ามาร่วมแห่เทียน วันเข้าพรรษา

โดยมีการฟ้อนรำ ร้องเพลง บรรเลงฆ้อง กลอง ฉิ่งฉาบ ลานหมู่บ้านด้วยและแห่ขบวนเทียนออกจากหมู่บ้านผ่านทุ่งนา เข้าไปถวายที่วัดโต้งหลวง ทำพิธีเวียนรอบวิหาร 3 รอบก่อนถวายเทียนพรรษาและเครื่องครัวทานให้พระสงฆ์

จากนั้นร่วมกันกินอาหารเจที่จักชดเตรียมมาและฟังธรรมจนสว่างคาตา ถือว่าเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอย่างเหนียวมายาวนาน//

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เปิดชมฟรี 1-15 กรกฎาคม.นี้สไตล์ New Normal

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เตรียมความพร้อมเปิดให้บริการ สไตล์ New Normal เปิดฟรี 1-15 กรกฎาคม.นี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 มิถุนายน 2563 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเช็คความพร้อมของ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีก่อนการเปิดให้บริการ โดยมี นายเบญจพล นาคประเสริฐ กรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ และนำเข้าประชุมเพื่อฟังบรรยาสรุปความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาชมเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ซึ่งการเปิดให้บริการในครั้งนี้จะเป็นการเปิดให้บริการในรูปแบบการท่องเที่ยววิถีใหม่ ท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยเที่ยวสไตล์ New Normal ในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้

หลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปแล้ว นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าถึงความพร้อมการเปิดให้บริการของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีในครั้งนี้ เป็นการเปิดให้บริการในรูปแบบการท่องเที่ยวที่สร้างความมั่นใจและปลอดภัย สไตล์ New Normal ตามโครงการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA)

และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว หรือผู้มาใช้บริการ หลังจากสถานการณ์โควิด – 19 อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีจึงได้กำหนดแนวทางการรับมือป้องกันโรค ทั้งทางด้านสุขลักษณะของอาคาร อุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีอยู่ในอาคาร การจัดอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมถึงการป้องกันและคัดกรองสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและนักท่องเที่ยว ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มาใช้บริการได้อย่างดี

โดยการเปิดให้บริการของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีในครั้งนี้ มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ มอบความสุขให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2563 และโปรโมชั่นลด 50% ในวันที่ 16 – 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมจะต้องลงทะเบียนจองการเข้าชมล่วงหน้าผ่าน www.chiangmainightsafari.com ได้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

โดยแบ่งรอบเวลาการเข้าชมเป็น 3 รอบ คือ เวลา 13.00 – 16.00 น., เวลา 16.00 – 19.00 น. และเวลา 19.00 – 22.00 น. พร้อมจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละรอบๆ ละ 300 คน เท่านั้น โดยกิจกรรมที่จะเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2563 นี้ ได้แก่ กิจกรรมการนั่งรถชมสัตว์, การเดินชมส่วนแสดงจากัวร์เทรล และการแสดง Safari Dancing Show (งดการป้อนอาหารสัตว์) และในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป จะได้เพิ่มกิจกรรม Tiger Show และ กิจกรรม Night Predator เพื่อให้เที่ยวชมได้เต็มรูปแบบ แต่ยังคงงดการป้อนอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในช่วงเวลานี้ โปรดเตรียมตัวมาให้พร้อม สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 เมตร และพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อเตรียมพร้อมท่องเที่ยววิถีใหม่ สนุก และปลอดภัยกันทั้งครอบครัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โทร. 053 – 999000 หรือ Line@ : nightsafari, Facebook: เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari

จากนั้นนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปชมในส่วนการแสดงTiger Show และ กิจกรรม Night Predator ดูความพร้อมทุกๆด้านของทุกโซนซึ่งพร้อมเต็มที่จะบริการให้กับประชาชนเข้ามาชมอย่างปลอดภัยที่สุด//

เชียงใหม่จัดงาน”ยินดีต้อนรับเปิดเมืองเชียงใหม่ เมืองท่องเที่่ยวปลอดภัย”กระตุ้นการท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 มิ.ย.นี้ที่ลานข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เขียงใหม่ เป็นประธานเปิดงาน เชียงใหม่เมืองสะอาด ปลอดภัย ไร้กังวล Chiangmai Safety City Destination

เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้โดยไม่ต้องกังวล และกักตัวหลังการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงใหม่

โดยมีกลุ่มตัวแทนสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่และโรงแรมร้านค้ามาร่วมในพิธีเปิดโดยแต่งกายในชุดล้านนา และจัดเตรียมขบวนแห่ เพื่อสร้างสีสันในงาน แต่ปรากฎว่าในช่วงพิธีเปิดมีฝนตกลงมาตลอดเวลา แต่ทุกๆคนก็ยังคงร่วมงาน เพราะถือว่างานนี้เป็นงานแรก

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ต้องยุติลง แต่ในปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 1 เดือนแล้วที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้สามารถเปิดเมืองท่องเที่ยวได้อีกครั้ง

ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยของสถานบริการต่างๆ ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข หรือ ชีวิตวิถีใหม่ (new normal) ทั้งนี้จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโผ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาท่องเที่ยวภายหลังสถานการณ์โควิด-19


นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเรื่องการท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิด สิ่งสำคัญก็จะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวซึ่งก็เป็นข่าวที่ดี เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวเชียงใหม่เป็นเมืองอันดับ1 ที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเที่ยวที่สุดหลังสถานการณ์โควิด ที่เบาบางลงแล้ว จึงขอให้กำลังใจชาวเชียงใหม่ในพ้นวิกฤตการและให้เตรียมพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึงเพราะเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวต้องการมาที่สุด


นายพรชัย จิตนวเสถียร ประธานโครงการเชียงใหม่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย กล่าวว่า การจัดโครงการในครั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ความพร้อมในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวปลอดภัย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยววางใจในมาตรฐานการบริการของสถานบริการต่างๆ ที่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนทุกท่านสามารถใช้ท่องเที่ยวและใช้บริการร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ได้อย่างปลอดภัย

นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวปางช้างแม่สา เชียงใหม่เข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมจัดมาตรการคัดกรองคุ้มเข้ม

นักท่องเที่ยวชาวไทย พาลูกหลานเดินทางมาท่องเที่ยวที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 มิ.ย.นี้ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ปางช้างแม่สา ได้เปิดปางช้างแม่สาให้ชมฟรีแบบ นิวนอร์มอล หลังจากปิดให้บริการชั่วคราวไปนานเกือบ 3 เดือน เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

การกลับมาเปิดให้บริการครั้งนี้ โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมช้างความน่ารักของช้างทั้ง 78 เชือก ของปางช้างแม่สา รวมทั้งป้อนอาหารช้าง ซึ่งปางช้างแม่สามีบริการตะกร้าอาหาร ที่มีทั้งอ้อย กล้วย ข้าวเหนียว และอาหารเสริม ตะกร้าราคา 100 บาท ส่วนตะกร้าใหญ่ 300 บาท


โดยในการเปิดวันแรกปางช้างแม่สาได้วางมาตรการคัดกรอง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั้งการตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิ จุดลงทะเบียน และสแกนคิวอาร์โค้ด แอปไทยชนะ เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปในปางช้างแม่สา รอบละไม่เกิน 200 คน

โดยก่อนที่จะเป็นให้ชม มีลูกช้างพังช่อเอื้อง และพังเอื้องฟ้าวัย 3 ขวบ มารอต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยทุกคนจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิ รวมถึงช้างน้อยทั้งสองที่ให้ทางเจ้าหน้าที่ปางช้างตรวจวัด ได้อุณหภูมิ 36.5 องศาฯทั้งสองเชือกอย่างน่ารัก โดยนักท่องเที่ยวคนแรกที่เดินเข้าปางช้างเป็นพระสงฆ์มาจาก จ.ปทุมธานี

จากนั้นเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และที่น่าแปลกใจมาก มีมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน กลุ่มละประมาณ 5-6 คน เข้ามาชมด้วย รวมทั้งนักท่องเที่ยวฝรั่ง ซึ่งในการเข้าชมทางปางช้างจะให้เข้าชมรอบละไม่เกิน 200 คน ปรากฎว่านักท่องเที่ยวเต็มทุกรอบ

ซึ่งภายในเป็นวิถีการท่องเที่ยวชมช้างแบวิถีใหม่ไม่มีการแสดงให้ชมเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากทางปางช้างแม่สา เปลี่ยนวิถีการเลี้ยงช้างจากที่เคยแสดงโชว์ความสามารถและนั่งหลังช้างชมไพร มาเป็นให้ดูความน่ารักทางธรรมชาติของช้างโดยช้างจะไร้โซ่ไร่ตะขออยู่ตามวิถีธรรมชาติจะมีเพียงราวเหล็กกั้นระหว่างคนและช้างเพื่อความปลอดภัย


นักท่องเที่ยวรายหนึ่ง บอกว่า หลังไม่ได้ท่องเที่ยวมานานเพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทราบข่าวว่าปางช้างแม่สากลับมาเปิดให้บริการ และเปิดให้เข้าชมฟรีจึงเดินทางมา เพื่อเยี่ยมชมและให้อาหารช้าง รวมทั้งอยากเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวคนไทยให้เดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่และปางช้างแม่สา


ด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ปางช้างแม่สา กล่าวว่า วันนี้ทางปางช้างแม่สาเปิดให้บริการเป็นวันแรก โดยถือว่าเป็นการเปิดเที่ยวช้าง แบบมิตติใหม่ ไม่มีการแสดงช้าง ไม่มีการล่ามโซ่ช้าง ไม่มีการนั่งแหย่งช้างแล้วซึ่งปางช้างแม่สาที่ทำมาตลอด 40 ปี แต่ปัจจุบันหลังมีการแพร่ระบาดโควิด 19 ทำให้ทางปางช้างต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบจึงนำการท่องเที่ยวชมช้าง ป้อนอาหารช้าง ให้คนผูกพันอยู่กับช้างมาเป็นการท่องเที่ยวปางช้างแทน

โดยนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวนั้นจะไม่เสียค่าบัตร ที่ปกติจะมีการเก็บค่าบัตรคนละ 250 บาท แต่ขณะนี้เปิดให้เข้าฟรี แต่จะมีการจำหน่ายอาหารช้าง ซึ่งมีตะกร้าละ 100 บาท และตะกร้า 300 บาท ที่ข้างในตะกร้าจะประกอบไปด้วย กล้วย อ้อย ข้าวเหนียวปั้นก้อนวิตามิน หญ้าเนเปีย ฟักทองนึ่งและอาหารช้างอัดแท่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมช้างสามารถซื้อป้อนช้างเพื่อเป็นการสนับสนุนอาหารช้าง 78 เชือก และควาญช้างของปางช้างแม่สาและมีร้านกาแฟรวมไปถึงร้านจำหน่ายสินค้าโอท๊อปมาให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายสินค้าอุดหนุนสินค้าโอทอปของชาวบ้านด้วย


สำหรับการเปิดให้บริการครั้งนี้นั้นจะเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา09.00เป็นต้นไป โดยเปิดบริการวันละ 3 รอบๆละ 200 คน รอบแรกเวลา 9.00น.-11.00 น. , รอบที่ 2 เวลา 11.00 น.- 13 .00 น. , รอบที่ 3 เวลา 13.00-15.00 น. ของทุกวัน ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจก็สามารถมาเที่ยวชมช้างป้อนอาหารช้างได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎของปางช้างแม่สา ซึ่งจะมีการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุหภูมิก่อนเข้าชมช้างและต้องผ่านอุโมงค์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนถึงจะสามารถเข้ามาในปางช้างได้///

ตะลึงพิธีสรงน้ำพระราชทานพระบรมธาตุศรีจอมทอง ลอยขึ้นเล่นน้ำอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 5 มิ.ย.นี้ ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่-ฮอด หมู่ 2 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้จัดประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุศรีจอมทองหรืองานเดือนเก้า เมืองจ๋อมตอง

ในปีนี้ทางนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 เป็นผู้อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานน้ำสรง เพื่อเชิญไปสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง ในงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง ประจำปี 2563

โดยในปีนี้ได้จัดแบบจำกัดจำนวนผู้คนที่จะเข้าร่วมในพิธี เนื่องจากอยู่ในช่วงเว้นระยะห่างทางสังคมจากกระแสไวรัสโควิด 19 ซึ่งในทุกปีจะมีประชาชนมาร่วมพิธีมากกว่า 1 หมื่นคน แต่ในปีนี้ให้เฉพาะผู้ได้รับการอนุญาตจากทางวัดเท่านั้น มีจำนวนไม่เกิน 200 คน

โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่เป็นประธานในพิธี โดยจัดแบบเรียบง่ายแต่ยังคงอนุรักษ์รูปแบของประเพณีไว้ เริ่มตั้งแต่อัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทอง พระทักษิณโมลีธาตุ หรือพระธาตุส่วนเศียรเบื้องขวาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดโตประมาณ เมล็ดพุทรา สัณฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลเหมือน ดอกบวบ หรือ สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง จากพระวิหารสถานที่ประดิษฐาน

โดยถือว่าเป็นการประดิษฐานนี้ ไม่ได้เป็นถาวร สามารถอัญเชิญ พระธาตุออกมาให้ประชาชนได้สักการะอย่างใกล้ชิดได้ จึงทำให้เกิดประเพณีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุเข้า – ออกพรรษา ปีละสองครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นศาสนพิธีประจำของวัดแห่งนี้ สืบสานมาอย่างช้านานกว่า 100 ปี โดยวันที่จัดงาน จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ภาคกลาง หรือประมาณเดือน มิถุนายน

สำหรับการประกอบพิธี ตั้งแต่อัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทอง ออกจากวิหารหลวงก็ทำพิธีที่อุโบสถของวัด จากนั้นมาประกอบพิธีทางสงฆ์ ก่อนประกอบพิธีอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานสรงพระบรมธาตุศรีจอมทอง

โดยนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ ทำพิธีถวายน้ำสรงพระราชทานสรงพระบรมธาตุศรีจอมทอง จากนั้นพระสงฆ์และผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร่วมในพิธีได้ร่วมกันสรงน้ำสำหรับน้ำที่ใช้สรง แต่เดิมชาวบ้านถือว่าต้องใช้น้ำจากน้ำแม่กลางผสมกับดอกคำฝอย ให้เป็นสีเหลืองอ่อน โดยมีห้ามนำน้ำส้มป่อยสรงพระบรมธาตุ

ซึ่งพระบรมธาตุอยู่ภายในโกศแก้ว น้ำที่สรงจะผ่านรางน้ำลงมา โดยในทุกๆปีจะมีการเพ่งดูกันว่าพระบรมธาตุศรีจอมทองจะเล่นน้ำหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ได้เห็นที่ร่วมในพิธีก็ได้เห็นพระบรมธาตุศรีจอมทอง ลอยขึ้นลงอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก และพากันรองน้ำที่ผ่านโกศแก้วซึ่งทางวัดได้ปล่อยลงไปในท่อเพื่อให้สาธุชนใช้ขวดรองน้ำนำกลับไปบูชาหรือนำเอาไปเป็นเพื่อเป็นสิริมงคลเพราะมีพลังความศักดิ์สิทธิ์เต็มเปี่ยม

ปางช้างแม่สา เตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีในแบบNew Normal

ปางช้างแม่สา เตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุ่นใจ ในแบบNew Normal

ปางช้างแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมวิถีความเป็นอยู่ของช้างชมฟรี เที่ยวเชิงอนุรักษ์ อุ่นใจ ในแบบNew Normal โดยทาง นางอัญชลี กัลมาพิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปางช้างแม่สา ได้เผยว่าในวันที่ 16 มิ.ย.นี้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมวิถีชีวิตใหม่ของช้างภายในปางช้างแม่สา

โดยจะเป็นการเปิดแบบsoft opening ก่อนและจะเปิดเต็มรูปแบบในวันที่ 17 มิ.ย.โดยจะมีการทำบุญเลี้ยงพระเพื่อเป็นสิริมงคล ที่บริเวณลานพิฆเนศว์ และถือโอกาสเปิดปางช้างในมิติใหม่ โดยไม่มีการแสดงช้างหรือนั่งแหย่งหลังช้าง ที่เคยมีมาถึง 44 ปี แต่จะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปและมีการปั้นและป้อนอาหารเสริมให้ช้าง และมีกิจกรรมเสริมชมช้างลงอาบน้ำและอาบน้ำให้ช้าง และเพื่อเป็นการหารายได้ทางปางช้างให้เข้าชมฟรี แต่จะมีการจำหน่ายอาหารช้าง และอาหารและเครื่องดื่มให้กับนักท่องเที่ยว

ส่วนที่ลานพระพิฆเนศว์ที่ถือว่าเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ในปางช้างแม่สา ก็จะเปิดให้ผู้มาเยือนปาางช้างได้สักการะบูชา ถวายกล้วยอ้อยและมาบนบานศาลกล่าวได้ถือว่าเป็นมิติใหม่ จะมีร้านเช่าชุดไทย และชุดล้านนา ในการใช้เดินเที่ยวชมถ่ายรูปกับช้างโดยจะมีมาตรการเข้มในการเฝ้าระมัดระวังในเรื่องไวรัสโควิดโดยจะมีการตรวจวัดไข้ ล้างมือด้วยเจล และทุกๆคนที่ผ่านเข้าไปในปางช้างจะต้องผ่านอุโมงค์สเปย์เพื่อฆ่าเชื้อและติดสติกเกอร์ตามมาตรการของภาครัฐที่กำหนดให้ทุกอย่าง โดยจะมีการคุมเข้มในเรื่องโควิดเพื่อความปลอดภัยในทุกๆด้าน


นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมช้างและศึกษาวิถีชีวิตช้างได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะทางปางช้างแม่สา ต้องการจะขอบคุณผู้ใจบุญและหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาช่วยเหลือปางช้างแม่สาในช่วงโควิด19 เพราะที่ผ่านมาเมื่อต้องหยุดกิจการกิจกรรมชั่วคราวตามนโยบายรัฐบาล ทางปางช้างไม่มีรายได้เข้ามาเลยต้องสูญเสียมหาศาลเพราะต้องเลี้ยงช้างจำนวน 78 เชือกและควาญพร้อมกับพนักงานร่วม 200 คน ดังนั้นจากภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้

ทางปางช้างแม่สาคงไม่สามารถจะเอาเงินจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่เก็บค่าผ่านประตู แต่ของให้ผุ้มาเยือนมาช่วยกันเลี้ยงป้อนอาหารช้าง โดยทางปางจะจัดเตรียมไว้ให้หรืออาจจะเป็นการเข้ามาบริจาคเงินช่วยเหลืออาหารช้างก็แล้วแต่ โดยโซนที่จะเปิดได้กำหนดไว้แล้ว แต่ไม่มีการแสดงโชว์ช้างและนั่งหลังช้างเท่านั้น

แต่จะได้ชมการป้อนอาหารช้างและชมช้างลงอาบน้ำ ทั้งครอบครัวช้างน้อยช้างใหญ่ผลัดกันมาให้ชมโดยจะมีการกำหนดจำนวนของนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมครั้งละไม่เกิน 200 คนโดยวิธีการนับจำนวนคนและติดสติ๊กเกอร์จำนวนคน จะไม่ให้หนาแน่น

โดยจะเปิดให้ชม 2 รอบ ตั้งแต่รอบ 09.00 น.จนถึง15.00 น.แต่ด้านหน้าปางช้างแม่สาจะเปิดส่วนบริเวณด้านหน้าปางช้างแม่สา จะเปิดบริการในเวลา 08.00 น. – 16.00 น. มีบริการร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายมูลช้างอินทรีย์ และอื่นๆ ปางช้างแม่สา ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าชมฟรีในเวลา 09.00 น.เป็นต้นไป


แต่ขอให้ปฎิบัติตามกฎเกณฑ์ช่วงการป้องกันไวรัสโควิด 19 ของปางช้างแม่สา ทุกคนต้องใส่หน้ากาก ล้างมือ และผ่านซุ่มพ่นน้ำยาค่าเชื้อเข้าไป
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ 053-206-247-8, 089-838-4242