“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิการะดับแถวหน้าสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จัดงานเปิดตัวบูติกสาขาแรกในประเทศไทย

“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิการะดับแถวหน้าสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จัดงานเปิดตัวบูติกสาขาแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่พร้อมการตกแต่งร้านในสไตล์เรียบหรู สง่างามและไร้กาลเวลาพร้อมเอาใจเหล่าคนรักนาฬิกาและนักสะสมให้ได้เลือกสรรเรือนเวลาหรูสัญชาติสวิสที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีลํ้าสมัยเข้ากับดีไซน์ที่งดงาม รวมถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้วัสดุอย่าง “ไฮเทค เซรามิก” จากแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่ล่าสุด มร. แดเนียล กาเซีย รองประธานฝ่ายการขายแบรนด์ราโด พร้อมด้วยคุณธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ “ราโด” (Rado) ประเทศไทย ได้จัดงานเปิดตัวบูติกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์การตกแต่งร้านที่เน้นความสง่างามไร้กาลเวลา เพื่อนำเสนอสุดยอดเรือนเวลาจากแบรนด์ “ราโด” (Rado) กว่า 250 รุ่น ให้ได้เลือกสรรพร้อมกันแล้ววันนี้

“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1917 โดยพี่น้องตระกูล Schlup ณ เมืองเลงนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ราโด (Rado) นับได้ว่าเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมเรือนเวลาระดับโลกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Master of Materials” ด้วยสุดยอดผลงานออกแบบไฮเทค เซรามิก (High-Tech Ceramics) อันล้ำสมัยไม่เหมือนใคร ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างลงตัว

คุณธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ “ราโด” (Rado) ประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการเปิดตัวบูติก ราโด (Rado) แห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์เป็นเอกลักษณ์ เรารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ที่นับได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะมาเยือน และเราเชื่อมั่นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีดีไซน์ทันสมัย และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ที่บุกเบิกนวัตกรรมไฮเทค เซรามิก ที่โดดเด่นเรื่องรูปลักษณ์และมีผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยบูติกแห่งนี้ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ตกแต่งในสไตล์หรูหรา สวยงาม ไร้กาลเวลา เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ในการเลือกชมนาฬิกาอย่างเหนือระดับให้กับลูกค้า นอกจากนี้เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองเปิดตัวบูติกแห่งนี้เราภูมิใจนำเสนอนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่างอะนาตอม (Anatom) รุ่น R10204712 ซึ่งเป็นนาฬิกายอดนิยมประดับเพชรแท้ เปิดตัวครั้งแรกและวางขายที่บูติกแห่งนี้ที่เดียวในประเทศไทย”

บูติก “ราโด” (Rado) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ บริเวณชั้น 1 ด้วยขนาดพื้นที่ร้านขนาด 75 ตารางเมตร ถูกออกแบบให้ร้านมีความโปร่ง โล่งสบาย พร้อมการตกแต่งที่หรูหราสง่างามและไร้กาลเวลา โดยดีไซน์จะเน้นลายเส้นที่ดูเรียบง่ายสะอาดตากับพื้นผิวที่ดูแวววาว และยังมีการใช้สีบรอนซ์โทนอุ่นบริเวณบานประตู พร้อมกันนี้ยังมีการจัดแสงไฟอย่างละมุนสายตา ช่วยเพิ่มบรรยากาศที่จะสร้างประสบการณ์ในการเลือกสรรเรือนเวลาได้อย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับผนังแบบอินเตอร์แอคทีฟที่จะสามารถสัมผัสกับวัสดุอันเลื่องชื่ออย่าง “ไฮเทค เซรามิก” ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลาแบรนด์ราโด (Rado) ได้อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสวัสดุและค้นพบความหลากหลายของสีสันที่มีให้เลือกอย่างเต็มที่ ส่วนบริเวณส่วนด้านหลังร้านบูติก มีโซนเลานจ์แสนอบอุ่นที่จะมอบบรรยากาศเป็นกันเองและน่าต้อนรับแก่ลูกค้าผู้มาเยือน
อีกหนึ่งความพิเศษเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองเปิดบูติกแห่งนี้ ที่จะมีวางขายนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง “อะนาตอม” (Anatom) ไอคอนิกที่เปิดตัวในปี 1983 นาฬิการุ่นนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของดีไซน์สุดล้ำที่เขย่าวงการและใส่สบายที่สุด

โดยเรือนไฮไลท์ของบูติกแห่งนี้คือนาฬิการุ่น R10204712 ที่เปิดตัวและวางขาย ณ บูติกแห่งนี้ แห่งแรกในประเทศไทย ในดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา ด้วยเอกลักษณ์คือคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบโลหะทรงกระบอกที่ทำมุมเอียงทั้งสองด้าน และเชื่อมกับตัวสายนาฬิกาไฮเทคเซรามิกได้อย่างแนบเนียน ทำให้เกิดรูปทรงที่กลมกลืนและสอดผสานตัวเรือนและสายนาฬิกาเข้ากันได้อย่างแยบยล โดยสายนาฬิกาทำจากข้อต่อไฮเทคเซรามิกสีดำขัดเงาและข้อต่อตรงกลางเป็นสแตนเลสขัดเงา พร้อมประดับเพชรฟูลคัต Top Wesselton 162 เม็ดมีบานพับล็อก 3 ทบที่ทำจากสแตนเลสแบบปัดเงาคอยยึดเอาไว้อย่างพิถีพิถัน ส่วนหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีดำที่เผยให้เห็นขีดบอกเวลาซึ่งพิมพ์สีดำเนื้อแมตต์ที่จะอยู่ข้างใต้คริสตัลอันเป็นเอกลักษณ์นี้ พร้อมประดับเพชรฟูลคัต Top Wesselton 3 เม็ดและเข็มนาฬิกาสีโรเดียมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ที่ดูตัดกับความลุ่มลึกของหน้าปัดอย่างเจิดจรัส

โดยมีรูปสมอเคลื่อนที่อันเป็นเอกลักษณ์อยู่ตรงหน้าปัดที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเสริมความงดงามด้วยหน้าต่างบอกวันที่ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกา มาพร้อมกลไกการเดินแบบออโตเมติก R766 ที่ประดับอัญมณี 21 เม็ด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและมองเห็นได้ผ่านทางฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ โดยกลไกการเดินนี้ได้ผ่านการทดสอบในห้าตำแหน่งอย่างละเอียดและมาพร้อมแฮร์สปริง Nivachron™ ที่มาพร้อมคุณสมบัติด้านความแม่นยำ พร้อมสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมงอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบของ “ราโด” (Rado)

นอกจากนี้ทางแบรนด์ “ราโด” (Rado) ยังได้คัดสรรนาฬิการุ่นยอดนิยมกว่า 250 เรือน รวมถึง 3 นาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลกชั่น Festive 2024 ได้แก่ กัปตัน คุก (Captain Cook) รุ่น R32192152 เรือนเวลาที่มีทั้งความเท่และสุขุมนุ่มลึก ด้วยตัวเรือนและสายนาฬิกาไฮเทค เซรามิกสีดำด้าน ขอบหน้าปัดกับเม็ดมะยมสแตนเลสสีโรสโกลด์ชุบ PVD และกระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ มาพร้อมหน้าปัดเปลือยสีรมควันเผยให้เห็นกลไก R808 ที่บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ขัดลาย Côtes-de-Genève นาฬิกาสไตล์สปอร์ตที่มีทั้งความงดงามและทนทานเรือนนี้ สำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 80 ชั่วโมง

ถัดมาที่ ทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท (True Square Open Heart) รุ่น R27073702 เรือนสีขาวที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนช่วงเวลาแห่งความสุขอันสว่างไสวและเจิดจ้า โดยตัวเรือนและสายนาฬิกาทำจากไฮเทค เซรามิก หล่อขึ้นรูปเป็นทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนอย่างลงตัว ด้านในใช้กลไกการเดินคาลิเบอร์ R734 ซึ่งสามารถมองเห็นกลไกการทำงานอันมีเสน่ห์นี้ได้ผ่านดีไซน์แบบโอเพนฮาร์ทบริเวณด้านหน้า ในขณะเดียวกันบริเวณฝาหลังไทเทเนียมก็มีคริสตัลแซฟไฟร์ที่สามารถมองทะลุเข้าไปในตัวเรือนได้เช่นกัน ประกอบกับงานฝีมือด้านในที่มีความวิจิตรบรรจงทั้งการขัดลาย Côtes-de-Genève พร้อมพื้นผิวประดับมุก ทั้งหมดนี้ทำให้ ทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท เหมาะจะเป็นส่วนหนึ่งแห่งมนต์เสน่ห์ของช่วงเวลาแห่งความสุขส่งท้ายปี


และเซนทริกซ์ โอเพน ฮาร์ท ซูเปอร์ จูบิลี่ (Centrix Open Heart Super Jubilé) รุ่น R30029942 เรือนเวลาที่มีความระยิบระยับแวววาว ดั่งท้องฟ้าในค่ำคืนสำคัญที่เต็มไปด้วยดวงดาวและแสงสีแห่งการเฉลิมฉลอง โดดเด่นด้วยดีไซน์ด้านหน้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีสะพานทรงโค้งเชื่อมวันเวลา ประดับเพชร Top Wesselton ฟูลคัต 86 เม็ด รวมถึงตำแหน่งบอกเวลาหลักชั่วโมงที่ประดับเพชรไว้จำนวน 12 เม็ดเช่นกัน ทั้งหมดนี้รังสรรค์อยู่บนตัวเรือนสแตนเลสเคลือบ PVD สีโรสโกลด์โทนอุ่น พร้อมหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีน้ำตาลเข็ม บริเวณครึ่งบนของหน้าปัดหรือบริเวณท้องฟ้าเหนือสะพาน สามารถมองผ่านคริสตัลแซฟไฟร์ไปยังกลไกการเดินออโตเมติก R734 ที่ทันสมัย ซึ่งมาพร้อมแฮร์สปริง Nivachron™คุณภาพสูงที่ดูแลปกป้องนาฬิกาเรือนสำคัญจากสนามแม่เหล็กรอบตัว ส่วนสายนาฬิกามาในดีไซน์ผสมผสานระหว่างไฮเทค เซรามิกสีน้ำตาลเฉดเดียวกับหน้าปัดจับคู่กับขอบและข้อต่อสแตนเลสเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ นาฬิกาแห่งเทศกาลเฉลิมฉลองเรือนนี้สำรองพลังงานได้ยาวนาน 80 ชั่วโมง ที่จะพร้อมจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวที่จะได้มาเยือนที่บูติกแห่งนี้


ด้านเหล่าเซเลบริตี้ยังได้ร่วมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาและมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง พร้อมเผยการเลือกนาฬิกามอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีนี้ เริ่มที่สาวสังคม หม่อมราชวงศ์แม้นนฤมาส ยุคล สวัสดิ์-ชูโต เผยว่า “ส่วนตัวเราเป็นคนที่ชอบสวมเสื้อผ้าแนวเรียบๆ เน้นความคลาสสิก ไทม์เลส ในโทนสีเอิร์ธโทนเป็นหลัก ซึ่งเราเองก็จะเลือกเรือนเวลาหรูที่มีประวัติศาสตร์แบรนด์ยาวนาน มีชื่อเสียงในด้านการผลิตและเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับเสื้อผ้าของเราได้หลากหลายลุค

อย่างวันนี้เลือกสวมเป็นนาฬิกาแบรนด์ราโด (Rado) รุ่นเซนทริกซ์ โอเพน ฮาร์ท ซูเปอร์ จูบิลี่ เป็นเรือนที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนในโทนสีน้ำตาลเข้มมีเพชรประดับเสริมความหรูหรา ช่วยเสริมลุคของเราให้ดูเรียบหรูและมีความสง่างามมากยิ่งขึ้น และในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีนี้ ของขวัญที่จะมอบให้แก่คนพิเศษที่เรามองไว้ คิดว่าจะเลือกเป็นเรือนเวลาหรูที่ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ แข็งแรงและทนทาน อย่างเซรามิก ไฮเทค ในรุ่นกัปตัน คุก เพราะสามีชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อย ทั้งไดรฟ์กอล์ฟและว่ายน้ำ ซึ่งนาฬิการุ่นนี้จะเป็นของขวัญแทนใจที่คิดว่าถ้ามอบให้สามีแล้วเขาจะได้ใช้งานได้จริงด้วย”

และหนุ่มนักธุรกิจ รักพงศ์ จันทรมังกร เล่าว่า “โดยปกติเรามักจะเลือกสวมเสื้อผ้าในสไตล์มินิมัล แต่หากวันทำงานหรือออกงานสำคัญก็จะเลือกสวมเป็นชุดสูทเน้นความสุภาพเรียบร้อยให้ดูเข้ากับงาน ซึ่งนาฬิกาที่เลือกใส่จะเน้นเลือกในโทนสีดำ เพราะสามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายลุคทั้งวันปกติและวันทำงานได้อย่างลงตัว นอกจากนี้จะเลือกจากแบรนด์นาฬิกาที่มีมาตรฐานการผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการันตีได้ถึงคุณภาพ อย่างวันนี้เลือกสวมเป็นเรือนเวลาจากแบรนด์ราโด (Rado) ในรุ่นกัปตัน คุก สีดำด้าน ซึ่งเป็นเรือนเวลาที่มีทั้งความเท่และสุขุม ส่วนของขวัญสุดพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี หากมองหาเรือนเวลาสักเรือนให้คนที่รัก จะเลือกเรือนเวลาที่มีดีไซน์สวยหรู อย่างรุ่นทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท เป็นเรือนที่มีความโดดเด่นด้วยหน้าปัดตัวเรือนสี่เหลี่ยมที่สามารถมองเห็นกลไกการทำงานของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน และยังมีหน้าปัดที่ดูสวยหรูเพราะประดับด้วยอัญมี ซึ่งคิดว่าน่าจะถึงถูกใจคนรักเป็นอย่างมาก”
ยลโฉมเรือนเวลาหรูสัญชาติสวิสแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่บูติกแห่งแรกในประเทศไทย ที่บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ได้แล้ววันนี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-610-0284 และLine Official Account: @radothailand

@rado เฉลิมฉลองเปิดตัวบูติกแห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ที่ตกแต่งร้านในสไตล์เรียบหรู เน้นความสง่างามและไร้กาลเวลา เพื่อสร้างประสบการณ์เลือกชมนาฬิกาในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และอีกหนึ่งไฮไลท์ในโอกาสสุดพิเศษนี้ทางแบรนด์ได้เปิดตัวและวางขายนาฬิการุ่น Anatom R10204712 ครั้งแรกที่บูติก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ที่เดียวในประเทศไทย

พัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ขนทัพสินค้าด้านผ้าทอ และสินค้า OTOP บุกเมืองเหนือ “งานแพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง”

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ขนทัพสินค้าด้านผ้าทอ แล วันที่ะสินค้า OTOP บุกเมืองเหนือ “งานแพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง” 21-25 พฤศจิกายน 2567ณ ลานกิจกรรมชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

โดยนำผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOPจัดแสดงและจำหน่าย ให้เลือกซื้อมากมายอาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าทอเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพและ ชมการเดินแบบชุดผ้าไทยจากผ้าทอจังหวัดหนองบัวลำภู

สนุกกับมินิคอนเสิร์ต ..• 21 พฤศจิกายน พบกับ “เต้ย จักร์รินทร์”
• 22 พฤศจิกายน พบกับ “วงดนตรีลูกทุ่งร่มแดง โรงเรียนสันกำแพง” ฟังดนตรีโฟล์คซองเพราะๆทุกวัน
พบกับกิจกรรมสาธิตวัสดุจากเศษผ้าพร้อมด้วยกิจกรรม ชอป ลุ้นโชคทุกวันและลุ้นรับทีวีรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของงาน

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมชมและเลือกซื้อสินค้าของดี มีคุณภาพ และเอกลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู
จัดโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู แพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง
#CentralChiangmai

กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยามฯ กำหนดจัดงานสถาปนิกล้านนา ประจำปี 2567

กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนดจัดงานสถาปนิกล้านนา 2567 ภายใต้ชื่องาน “บอก มอก.” ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เชียงใหม่ฮอลล์เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เพื่อต้องการเผยแพร่ผลงานทางวิชาชีพ ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยทางสถาปัตยกรรม และกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาปนิกภาคเหนือ รวมทั้งมีการจัดแสดงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และวัสดุการก่อสร้างของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือและทั่วประเทศ

นายสันธยา คชสารมณี ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา วาระปี 2567-2569 กล่าวถึงการจัดงานว่า “งานสถาปนิกล้านนาเป็นหนึ่งเวทีสำคัญของแวดวงวิชาชีพสถาปนิกภาคเหนือที่มีการจัดขึ้นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้สถาปนิก โดยแต่ละปีจะมีแนวคิดการนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ปีนี้งานสถาปนิกล้านนา’67 รังสรรค์ขึ้นภายใต้ชื่อว่า “บอก มอก.” สร้างสรรค์จากอัตลักษณ์ด้านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวล้านนา ถูกนำมาสรรคค์สร้าง ต่อยอดและใช้นิยามงานสถาปนิกล้านนา’67 จากความหมายเดิมอันหมายถึงการล้างแค้นหรือการกระทำให้สาแก่ใจ แต่กลายเป็นนัยยะใหม่ที่กล่าวถึง “ความเป็นมาตรฐาน ในการสร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรมผ่านกระบวนคิดของสถาปนิกล้านนา” โดยวัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน เพื่อต้องการเผยแพร่ผลงานและความรู้เชิงสถาปัตยกรรมของสถาปนิกล้านนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ผ่านกิจกรรมและไฮไลท์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในงานนี้

งานสถาปนิกล้านนา’67 “บอก มอก.” มีกิจกรรมและไฮไลท์ ภายในงานหลายส่วน อาทิ
บอก มอก. ที่ 1 : พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ
• Showcase นิทรรศการภายใต้แนวคิด “บอก (ห)มอก.”
• นิทรรศการวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมของสถาปนิกภาคเหนือกว่า 30 บริษัท
• นิทรรศการแสดงผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
• นิทรรศการแสดงผลงาน VERNADOC (Vernacular Architecture Documentation)
• นิทรรศการแสดงผลงานของสถาบันการศึกษา
• นิทรรศการของศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน(UDC : Universal Design Center)

บอก มอก.ที่ 2 : เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิด (ASA Talk)
• วันที่ 14 ธันวาคม 2567 เสวนา หัวข้อเรื่อง “เตค เฮาสู้ฝุ่น” Tects (how fight the dust)
ปัญหามลพิษหมอกควันภาคเหนือ สถานการณ์ฝุ่นในภาคเหนือ จะได้นำมาร่วมพูดคุยและถกประเด็นสำคัญ พร้อมกระบวนการออกแบบทางผังเมืองที่จะช่วยลดและป้องกันฝุ่น และวิธีออกแบบพื้นที่สีเขียวในบ้านและรั้วเพื่อช่วยลดฝุ่นผ่านมุมมองของวิทยากรเหล่าสถาปนิก นักวิจัย นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน


• วันที่ 15 ธันวาคม 2567
เสวนา หัวข้อเรื่อง “เตค ต่าง ต่าง”
ร่วมรับฟังแนวคิดและไอเดียที่สร้างสรรค์ของสถาปนิกในการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น หรือ PM2.5 และการออกแบบสร้างสถาปัตยกรรม ด้วยระบบเครื่องกลหรือระบบอื่นๆ เพื่อการป้องกันฝุ่นเข้าบ้านและอาคาร
เสวนาหัวข้อเรื่อง “เตค แตก ต่าง”
จุดประกายแนวคิด และแชร์ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ โดยเหล่าสถาปนิกผู้ผันตัวเองไปสู่บทบาทอาชีพอื่น ๆ
บอก มอก.ที่ 3 : พื้นที่ให้ความรู้ ให้บริการ และกิจกรรมเวิร์กช็อป
• กิจกรรมสถาปนิกน้อย (Junior Architect) กิจกรรมเวิร์กช็อปสอนวาดรูป Sketch เทคนิคลงสีน้ำ
และเวิร์กช็อปสอนปั้นพอร์ต (Portfolio) เข้ามหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียน นักศึกษา
• สถาปนิกและสถาบันการเงิน เปิดบริการให้ความรู้ด้านที่อยู่อาศัย สินเชื่อทางการเงิน ให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ
แก่ประชาชน
• บูธจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สินค้า และวัสดุก่อสร้างจากบริษัทชั้นนำภาคเหนือ

บอกมอก.ที่ 4 : พื้นที่สำหรับสมาชิกอาษาล้านนาคลับ (ASA Club) และ ASA Member (บริการสมาชิกฯ)
• โซน ASA Member : จุดให้บริการต่างๆ สำหรับสมาชิกสถาปนิกล้านนา และจำหน่ายของที่ระลึกของสถาปนิก
• โซน ASA Club พื้นที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม นั่งพักผ่อนรับฟังดนตรีขับกล่อม และผ่อนคลายกับกิจกรรมสันทนาการ

การจัดงานสถาปนิกล้านนา’67 “บอก มอก.” ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการร่วมสนับสนุนและผลักดันทำให้เกิดการจัดงาน โดยคาดหวังให้การจัดงานในครั้งนี้เกิดผลกระทบเชิงบวกให้กับแวดวงวิชาชีพสถาปนิก สถาปนิกรุ่นใหม่ หน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคประชาชน ต่อไป

ในโอกาสนี้ กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกล้านนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจงานด้านสถาปัตยกรรม เข้าร่วมงานและกิจกรรมต่างๆ ในงานสถาปนิกล้านนา’67 ภายใต้ชื่องาน
“บอก มอก.” ในวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
โดยสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และกิจกรรมต่างๆ ของงานสถาปนิกล้านนา 2567 ได้ที่ Facebook : facebook.com/lannaarchitect
สถาปนิกล้านนา

“เทศกาล Yi Peng : Lanna Light Festival 2024”เทศกาลประจำเมืองที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนาและจังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องประชุมจองคำ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ นางศุภาดา ชัยวงศ์ ผู้แทนการตลาด สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและแสดงนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ (TCEB) ภาคเหนือ นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมการค้าวิศิษฎ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว ผศ.ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (CU Social Design Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาล Yi Peng : Lanna Light Festival 2024 ภายใต้บรรยากาศล้านนาที่สวยงาม

นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ จับมือกับพันธมิตรและเครือข่ายหวังต่อยอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเอาไว้ โดยนอกเมืองได้จับมือกับชุมชนเวียงท่ากาน อ.สันป่าตอง ในการร่วมกันสืบทอดประเพณียี่เป็งของชุมชน เป็นงานน่ารักที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยว ส่วนในตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงมีเสน่ห์เสมอมาในแง่ความงดงามของกิจกรรมที่จัดขึ้น และคาดการณ์ไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2567 ยาว 5 วัน ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พอดี ทำให้อัตราการจองเข้าพักมากกว่า 80% และมีเวลาพำนัก 3 วัน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 20% หรือราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดฤดูหนาวปีนี้การท่องเที่ยวซึ่งทำรายได้หลักให้กับเมืองเชียงใหม่จะขยับเท่ากับปี 2562 ที่ผ่านมา

 

เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่เป็นเทศกาลประจำเมืองที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนาและจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี และถือเป็นเทศกาลระดับนานาชาติที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและเมืองอย่างยั่งยืนให้กับจังหวัด สอดคล้องกับนโยบาย 12 เดือน 12 เทศกาลของจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังตอบสนองต่อนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับประเทศภายใต้ฐานอัตลักษณ์ของท้องถิ่น สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว จึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในการพัฒนาต่อยอดเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” ผ่านการเชื่อมโยงกิจกรรมหลักทั้ง 4 ของเทศกาล พร้อมกับการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในเทศกาล ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจร่วมฟื้นฟูเมืองหลังสถานการณ์น้ำท่วมสู่ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระตุ้นการมาเยือนของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและนักเดินทางไมซ์ ที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ

 

ซึ่งกิจกรรมหลักทั้ง 4 ประกอบไปด้วย
1. Yi-Peng Communication ร่วมพัฒนาช่องทางการประชาสัมพันธ์กิจกรรม สินค้า และบริการสำหรับเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ โดยประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์และ Website www.visitlannaassociation.com เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์เทศกาลยี่เป็งและเทศกาลอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลของเทศกาลยี่เป็ง รวมถึงสินค้าและบริการท้องถิ่นไปสู่กลุ่มเป้าหมาย
2. Yi-Peng Illumination กิจกรรมต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมวิถีชาวล้านนา การประดับประดาไฟในพื้นที่ สาธารณะ วัด ชุมชน และคาเฟ่ และความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่จัดทำและตกแต่งร้านค้าให้เป็นไปตามเทศกาลยี่เป็ง กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในบรรยากาศยามค่ำคืนเพื่อสร้าง Night-time Economy ส่งเสริมภาพลักษณ์และบรรยากาศให้กับเทศกาลยี่เป็งในฐานะ Night-Light Festival


3. Yi-Peng Product & Service คัดเลือกและนำเสนอสินค้าและบริการพิเศษสำหรับเทศกาลยี่เป็ง ที่สอดคล้องกับแนวคิด “ล้านนา บูชา แสงไฟ” โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการและร้านค้านำเสนอสินค้าและบริการที่สะท้อนวัฒนธรรมล้านนาและเทศกาลยี่เป็ง และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น เมนูอาหาร ผลิตภัณฑ์สปา งานหัตถกรรม และร่วมจัดกิจกรรม networking เพื่อการพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งเสริมการขายร่วมกัน เป็นต้น
4. Yi-peng Navigator จัดทำแผนที่รวบรวมข้อมูลกิจกรรมภายในงานเพื่อสื่อสารข้อมูลให้กับผู้มาเยือนเทศกาลยี่เป็ง และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวตามเส้นทางภายใต้แนวคิดรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อทำภารกิจ (mission) ภายในงานยี่เป็ง ส่งเสริมการชื่นชมบรรยากาศในสถานที่สำคัญ ใช้จ่ายตามร้านค้า ร้านอาหารที่ร่วมรายการ ภายใต้ร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในกลุ่มจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้งานเทศกาลช่วยกระตุ้นผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่ภาคเหนือ

ซึ่งในปีนี้ กิจกรรม “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน จะเป็นกิจกรรมแรกของเมือง ภายใต้การทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายภายใต้แกนนำอย่างเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ผู้เป็นส่วนสำคัญในการจัดทำกิจกรรมนี้สืบทอดกันมาเป็นเวลาเกือบ 10 กว่าปี กิจกรรมในปีนี้ จะส่งเสริมการจุดผางประทีปแทนการปล่อยโคมลอยในตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อสืบสานประเพณีชาวล้านนาและส่งเสริมการสร้างความร่วมมือร่วมใจกัน ภายใต้แนวคิด “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” เพื่อใช้เทศกาลยี่เป็งในปีนี้เป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูเมืองเพื่อการเริ่มต้นใหม่ของชาวล้านนาภายหลังอุทกภัย

โดยกิจกรรมนี้ เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ พันธมิตร สถาบันการศึกษาเทคนิค และอาชีวะ สสส. สคล. สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแกร็บ ได้ตั้งใจร่วมกันว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นจุดสำคัญในการร่วมกันเล่าเรื่องและร้อยเรียงเรื่องราวกิจกรรมที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ และเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันสร้างบรรยากาศของการประดับประดาแสงไฟเพื่อการบูชาตามวิถีของชาวล้านนาในงานเทศกาลประเพณีประจำเมือง ที่จะช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมของพื้นที่ในการต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนผ่านเทศกาล Yi Peng Lanna Light festival 2024 เพื่อที่งานเทศกาลยี่เป็งในปีนี้จะเป็นเทศกาลสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่รวมถึงพื้นที่ต่อเนื่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ในช่วงของประเพณียี่เป็งเชียงใหม่มากยิ่งขึ้น

ไฮไลฟ์กรุ๊ป มุ่งยกระดับสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน นำร่องโครงการแรก “Hylife Innovation Excellence Awards 2024” งานประกวดนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของสังคมเชียงใหม่

กลุ่มบริษัท ไฮไลฟ์ ภายใต้การบริหารงาน ของ Mr. Shubhodeep Das ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กลุ่มบริษัท ไฮไลฟ์ ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงใหม่, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP), เครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจั จ.เชียงใหม่ (Agri Inno) จัดโครงการ INNOVATION DRIVEN ENTERPRISE for sustainability in Chiang Mai ขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมงานนวัตกรรมอาหาร และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาค

ภายใต้โครงการนี้ ได้มีการจัดการประกวดผลงานแนวคิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยสู่ความยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ “Hylife Innovation Excellence Awards 2024” ขึ้น เพื่อชิงเงินรางวัล ถ้วยรางวัล และใบประกาศนียบัตร มูลค่ารวม 200,000 บาท และโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจกับ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ โดยมีหัวข้อในการประกวด 2 หัวข้อ ได้แก่ แนวคิดนวัตกรรมอาหาร หัวข้อ Food for Future และ แนวคิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย หัวข้อ Healthy Living Innovation ซึ่งผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ ได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการ ในงานประกาศผลรางวัล ซึ่งจัดขึ้น ณ. โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567


โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย มีดังต่อไปนี้
ด็อกเตอร์เอกซ์ ชุดน้ำยาตรวจคัดกรองสารฆ่าแมลง (DR.EX.Pesticide screening test kit)
เส้นบะหมี่โปรตีนสูง (High-protein noodles)
กาแฟหมักสกัดเย็นสูตรเข้มข้นแบบพกพา (Immune Boosting Cold Brew Coffee)
ระบบป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุด้วยเซ็นเซอร์ (Fall prevention system for the elderly)
กล่องแจ้งเตือนฉีดยาและเก็บอุณภูมิอินซูลิน (Insubox)
รายชื่อผู้ได้รับรางวัลพิเศษ (ชมเชย) จำนวน 5 รางวัล มีดังต่อไปนี้


1. รางวัล นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Best Innovation for Sustainability Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ คราฟต์โซดาสับปะรดเวเนการ์พร้อมดื่ม (Pineapple Vinegar Craft Soda Ready to Drink)

2. รางวัล ผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม ดีเด่น (Best Social Impact Product Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นมถั่วลายเสือ (White Tiger)

3. รางวัล ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นทางธุรกิจ ดีเด่น (Outstanding Business Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันจระเข้สำหรับการควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด (Crocodile Oil Supplements)

4. รางวัล การนำเสนอผลงานยอดเยี่ยม (Best Presentation Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ สารสำคัญเชิงหน้าที่ จากไมซีเลียมถั่งเช่าสีทอง (Imuneup )

5. รางวัล สุดยอดความคิดสร้างสรรค์ (Creative Excellence Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ โปรตีนพืชซินไบโอติกจากถั่วเขียว (BeanPro by Power B)

ในช่วงพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรี เชียงใหม่ มาร่วมพิธีเปิดงาน ร่วมกับผู้บริหารจาก กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ และแขกกิตติมศักดิ์จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP), เครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจั จ.เชียงใหม่ ด้วย


นอกจากนี้ ในงานยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อที่จะให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อการบรรยาย ได้แก่1. หัวข้อ ‘Growth Fund: เงินทุนเพื่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน’ โดย ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัส
2. หัวข้อ ‘แนวทางการต่อยอดผลงานนวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน’ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ดวงพร อมรเลิศพิศาล
3. หัวข้อ ‘การสนับสนุนนวัตกรรมของเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน’ โดย อาจารย์ ดร. กัลย์ กัลยาณมิตร
4. หัวข้อ ‘การฟื้นฟูผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ แสงสว่างแห่งความหวังในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเกษตรและอาหาร’ โดย ดร. ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม

ซึ่งการบรรยายพิเศษนี้ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจพร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในจังหวัด และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านอาหารและสุขอนามัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ทั้งการออกบูธกิจกรรมของบริษัทในเครือ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ได้แก่ บริษัทไฮไลฟ์ โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด และบริษัท ดร.ไฮจีน จำกัด และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลักทางธุรกิจ มาร่วมออกบูธกิจกรรม อาทิ บริษัท ลลิตา พีพีโอ จำกัด (Lalita PPO Co.,Ltd.), บริษัท ลักซูรี่ เชียงใหม่ แลนด์ จำกัด (Luxury Chiangmai Land Co., Ltd.) และ บริษัท เค.ไบโอ ไซเอ็นซ์ จำกัด (K.Bio Sciences Co., Ltd.) ฯลฯ เพื่อเพิ่มสีสัน และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เข้าร่วมงานและพันธมิตรของบริษัท ทางกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ทีมสื่อสารองค์กร Hylife GroupE-mail : ide@hylife.co.thโทรศัพท์ : 094-2765752
Website : www.hylifegroup.com
Facebook Page : https://www.facebook.com/hylifegroupthailand

‘ซีพีเอฟ-พันธมิตร-คู่ค้า’ ร่วมโครงการต่อชีวิตช้างไทย มอบอาหารช้างคุณภาพ ที่ปางช้างแม่สา จ.เชียงใหม่

เมื่อเช้าวันที่ 16 ต.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยและเจ้าของปางช้างแม่สา ได้ให้ต้อนรับนายสุพงษ์ ลักษณ์ธนากุล ผู้บริหารเชียงใหม่ธนากุลกรุ๊ป และนายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสัตว์บก นายพูนศักดิ์ ทองพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารโค บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน และทีมงานที่เดินทางมา ร่วมกันมอบอาหารช้างในโครงการต่อชีวิตช้างไทย โดยได้มอบอาหารช้างเอราวัณ จำนวน 150 ถุงให้กับปางช้างแม่สา

โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สานต่อโครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” จับมือพันธมิตรและคู่ค้าอาหารสัตว์บกทั่วประเทศ ร่วมบริจาคแต้ม (Point) สมทบทุนซื้ออาหารช้าง ช่วยเหลือช้างกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัย ผนึกกำลังร้านเชียงใหม่ธนากุล ร่วมส่งมอบอาหารช้างเอราวัณ รวม 12 ตัน กระจายสู่ปางช้างแม่สา และปางช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ ตลอดจน สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือโรงพยาบาลช้างลำปาง

นายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟร่วมร้อยเรียงความดีเดินหน้า
โครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” มอบอาหารคุณภาพให้ช้างอิ่มท้อง สร้างสุขภาพดี นับตั้งแต่วิกฤติช้างไทยในสถานการณ์โควิด-19 ที่บริษัทได้ส่งต่ออาหารช้างให้กับหลายหน่วยงานที่ช่วยเหลือช้าง จนถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของช้างโดยตรง ซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารช้างที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกัน จึงจับมือพันธมิตรและคู่ค้าอาหารสัตว์บกทั่วประเทศ ขยายผลสร้างเครือข่ายช่วยเหลือช้าง แบ่งเบาภาระผู้เลี้ยงช้างกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการส่งต่ออาหารที่เพียงพอ มีคุณค่าทางโกชนาการ ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการให้กับช้างไทย

“โครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” เป็นนวัตกรรมทางสังคมในการสร้างการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งเกษตรกรที่เป็นลูกค้าอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ คู่ค้า และทุกภาคส่วนมาร่วมกันอนุรักษ์ช้าง ด้วยการนำแต้ม CPF Feed Point จากช่องทางออนไลน์ และแอปพลิเคชัน CP SmartMORE มาแลกเป็นอาหารช้าง ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันบริจาคแต้มเปลี่ยนให้เป็นอาหารช้าง ส่งต่อไปยังช้างกลุ่มเป้าหมาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอบคุณเชียงใหม่ธนากุล ร้านตัวแทนจำหน่ายอันดับหนึ่งของอาหารสัตว์บก ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการขนส่งอาหารในครั้งนี้ ”


ด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยและเจ้าของปางช้างแม่สา ได้รับมอบแล้ว ได้จัดให้มีการผสมอหารที่ได้รับมอบ เพื่อให้ช้างชราได้กิน พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก จากนั้นได้กระจายอาหารไปยังส่วนต่างๆของปางช้างเพื่อให้นไอาหารที่ได้รับมอบเป็นส่วนผสมกับหญ้าและสร้างอาหารอื่นเพื่อให้ช้างทีมีมากร่วม 70 เชือก ได้กินโดยทั่วถึงกับ พร้อมทั้งได้นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เยี่ยมชมส่วนต่างๆในการเลี้ยงดูช้างอย่างมีคุณภาพของปางช้างแม่สาในครั้งนี้ด้วย//

 

 

ท่าช้างเชียงใหม่ร่วมเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดงานคอนเสิร์ต ปันน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม ‘Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai’ ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมใหญ่เมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ที่ท่าช้าง คาแฟ่ เชียงใหม่ มีการงานแถลงข่าวคอนเสิร์ต Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai เพื่อช่วยเหลือชาวเชียงใหม่หลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่โดยมี นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค และเลิฟอีส ทั้งยังเป็นมือกีต้าร์วงพรู พร้อมทั้งนายวมินทร์ ประกอบสุข หรือ จอมท่าช้าง ผู้บริหารท่าช้าง โดยความร่วมมือกันของศิลปินชั้นนำในตำนานจาก ค่ายเบเกอรี่มิวสิค และ ท่าช้างคาเฟ่ ผู้นำทางด้านดนตรีและความบันเทิงแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

โดยวัตถประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เพื่อดูแล บรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องในชุมชน เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จากสาเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กระจายวงกว้างทำให้มีประชาชนเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนสูงมากกว่า 20,000 หลังคาเรือน การดูแลขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ จากตัวแทนชุมชน เข้าร่วมตัดสินใจ การบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละพื้นที่ เพื่อการสร้างและคืนความสุขให้กับคนเชียงใหม่ที่ประสบความเดือดร้อนให้กลับฟื้นคืนมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

โดยทางนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค และเลิฟอีส ทั้งยังเป็นมือกีต้าร์วงพรู กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะจัดเบเกอรี่ร็อคมิวสิค ทั้งจากความชอบของตนเอง และยังคงคิดถึงห้วงเวลาแห่งวันวานที่เสียงดนตรีร็อคกระหึ่มฮอลล์ จึงเกิดงานคอนเสิร์ตเบเกอรี่ร็อคขึ้น ทั้งนี้จะเกิดขึ้นที่กรุงเทพก่อน และจังหวะเหมาะที่พี่สุกี้เห็นคือ แลนมาร์คแห่งเบเกอรี่นั้นอยู่ที่เชียงใหม่ ในฐานะบ้านหลังที่ 2 เราจะไม่ไปจัดที่เชียงใหม่ได้ยังไง จึงเกิดการคุยและตกลงร่วมมือกันกับท่าช้างคาเฟ่ นักดนตรีถือเป็นเผ่าสร้างความบันเทิง ในขณะที่คนดูคือชนเผ่าที่มีความสุข การหลอมรวมทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียว คือ การสร้างและคืนความสุขให้กับคนเชียงใหม่ที่ประสบความเดือดร้อนให้กลับฟื้นคืนมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ด้านนายวมินทร์ ประกอบสุข หรือ จอมท่าช้าง ผู้บริหารท่าช้าง ได้กล่าวว่า เมื่อทางนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ติดต่อมาเพื่อจุดประสงค์จะช่วยเหลือปัญหาใหญ่ขแงเมืองเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงมีความสนใจและตอบตกลงร่วมมือทันที ด้วยเป็นสาวกชาวเบเกอเลี่ยน และรักในดนตรีร็อคอยู่แล้ว แน่นอนว่าอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เพื่อชาวเชียงใหม่และชาวเหนือ ตั้งใจอย่างยิ่งว่าการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องคืนความสุขให้ชาวเชียงใหม่ ทั้งเสียงเพลง การบริการจากการชมคอนเสิร์ต และด้วยสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวเชียงใหม่ จอมท่าช้าง จึงตัดสินใจ ปรับเป็น Concert Charity โดยยอดการจำหน่ายบัตร หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว นำช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อน ของพี่น้องชาวเชียงใหม่ มอบเข้า ‘กองทุนพลังน้ำใจนครเชียงใหม่’

​“กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแล บรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องในชุมชน เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ การดูแลขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ จากตัวแทนชุมชน เข้าร่วมตัดสินใจ การบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของบ้านเรือน ทรัพย์สิน และการสูญเสียแหล่งทำมาหากิน

ทางนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และยังเป็น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกองทุน กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้กระจายวงกว้างทำให้มีประชาชนเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนสูงมากกว่า 20,000 หลังคาเรือน ไม่รวมภาคธุรกิจ การฟื้นฟูยิ่งหนักกว่ามาก โดยเฉพาะขยะที่มีมากถึง 10,000 ตัน และยังมีทยอยทิ้งออกมาอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดการยากมาก


ทั้งนี้ Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ตพบกับศิลปิน 3 วงที่จะมาอยู่บนเวทีเดียวกันครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือ Moderndog , PRU , Flure งานที่ไม่ใช่แค่สร้างความสุขและความมันส์ให้กับผู้ชม แต่ยังมาพร้อมกับความหมายดี ๆ ที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนไปพร้อมกัน เป็น Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai คอนเสิร์ตที่มากกว่าความสนุกกว่า 5 ชั่วโมง

นี่คือโอกาสที่จะได้สนุกไปกับเพลงร็อคที่ชื่นชอบจากศิลปินในตำนานของค่ายเบเกอรี่ ที่จะมาร่วมแสดงพลังแห่งน้ำใจ สนุกไปกับเสียงดนตรี และสร้างความทรงจำที่งดงามร่วมกันใน คอนเสิร์ตเบเกอรี่ร็อค งานนี้ไม่เพียงเป็นการมอบความสุข แต่ยังเป็นการให้ความหวังและกำลังใจแก่ชุมชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือในค่ำคืนแห่งเสียงเพลงนี้ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในค่ำคืนแห่งการให้ มาเจอกันที่เชียงใหม่ กับคอนเสิร์ตที่มากกว่าแค่เสียงเพลง

ซื้อบัตรได้ที่ https://www.theconcert.com/5002525/bakeryrockchiangmai สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร้านท่าช้าง คาเฟ่
แอดไลน์ @thachangcafe คลิกเลย [https://lin.ee/0zhZto0] ติดตามรายละเอียดได้ที่ : Facebook : ท่าช้าง คาเฟ่

บสย. ผนึกพันธมิตรเปิด “ศูนย์ซ่อมวีลแชร์ฯ” ช่วย “กลุ่มเปราะบาง” น้ำท่วมภาคเหนือซ่อมวีลแชร์ ฟรี! ให้คนพิการ เร่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังน้ำลด

บสย. ลงพื้นที่มอบเงินสนับสนุนเปิด “ศูนย์บริการซ่อมวีลแชร์และอุปกรณ์สำหรับคนพิการ” ช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือ เร่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหลังน้ำลด พร้อมพัฒนาทักษะอาชีพช่างซ่อมวีลแชร์และอุปกรณ์ สำหรับคนพิการใน จ.เชียงราย เสริมด้วยโครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยถูก “SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind” เติมสภาพคล่อง ช่วย SMEs พลิกฟื้นกิจการ ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ นายกิตติพงษ์ บุรณศิริ รองผู้จัดการทั่วไป สายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ และสำนักงานเขตภาคเหนือตอนบน ลงพื้นที่มอบเงินสนับสนุนการเปิดศูนย์บริการซ่อมวีลแชร์ และอุปกรณ์คนพิการ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้นั่งวีลแชร์ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้กิจกรรม “บสย. ร่วมฟื้นฟู ดูแลด้วยใจ” ณ บสย. สำนักงานเขตภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567
นายสิทธิกร กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ล่าสุดในพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชน และกิจการร้านค้า ผู้ประกอบการ เป็นจำนวนมาก บสย. เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในทุกมิติ เพื่อช่วยเหลือลูกค้า ลูกหนี้ และผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤต และกลับมาฟื้นฟูกิจการได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ด้วยมาตรการพักชำระค่าธรรมเนียม และพักหนี้ รวมถึงมาตรการเสริมสภาพคล่อง โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยถูก “SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind” ช่วยผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันของ บสย.

นอกจากนี้ บสย. ยังให้ความสำคัญกับ “กลุ่มเปราะบาง” ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ให้แก่เทศบาลนครเชียงราย พบว่ามี “กลุ่มเปราะบาง” จำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้พิการรวมถึงผู้สูงอายุที่นั่งวีลแชร์ ซึ่งวีลแชร์และอุปกรณ์ได้รับความเสียหาย และสูญหาย จากน้ำท่วม เป็นที่มาความร่วมมือ ระหว่าง บสย. และ มูลนิธิคนพิการไทย และ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย จ.เชียงราย เปิด “ศูนย์บริการซ่อมวีลแชร์และอุปกรณ์สำหรับคนพิการ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก 2 หน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิคนพิการไทย สนับสนุนอะไหล่ซ่อมราคาต้นทุน และสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย จ.เชียงราย สนับสนุนสถานที่ และทีมช่างคนพิการในพื้นที่ จ.เชียงราย
ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พบว่า พื้นที่จังหวัดเชียงรายมีกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจำนวน 1,993 ครัวเรือน คิดเป็น 3,716 ราย แบ่งเป็น เด็ก 390 ราย คนพิการ 353 ราย ผู้สูงอายุ 1,741 ราย ผู้ป่วยติดเตียง 54 ราย และผู้มีรายได้น้อย 678 ราย และจากการสำรวจข้อมูลผลกระทบของสมาชิกคนพิการ ของมูลนิธิคนพิการไทย พบว่า คนพิการที่ลงทะเบียนไว้กับมูลนิธิฯ ใน จ.เชียงราย จำนวนมากกว่า 3,000 ราย และมีการขอการสนับสนุนความช่วยเหลือในการซ่อมแซมรถวีลแชร์ และอุปกรณ์คนพิการมายังมูลนิธิฯ แล้วจำนวน 10 ราย โดยคาดว่าจะมีการประสานซ่อมรถวีลแชร์ ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 70 ราย เฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่

“บสย. เล็งเห็นถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตในกลุ่มคนพิการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านอาชีพช่างซ่อมวีลแชร์และอุปกรณ์สำหรับคนพิการในจังหวัดเชียงราย ของมูลนิธิคนพิการไทย อีกด้วย” นายสิทธิกร กล่าว


ทั้งนี้ นอกจากให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆ บสย. ยังได้เฝ้าติดตามสถานการณ์และผลกระทบอย่างใกล้ชิดในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ เดินหน้าสำรวจ ตรวจสอบ พร้อมสื่อสารมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของ บสย. ตลอดจนระดมทีมงานลงพื้นที่รับฟังปัญหา และให้ความช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้ส่งทีมงาน “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน” ของสำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้คำแนะนำในการพลิกฟื้นธุรกิจอีกด้วย

สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ที่วีลแชร์สูญหาย หรือได้รับความเสียหาย จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถติดต่อ และส่งวีลแชร์เข้าซ่อม ได้ฟรี! ที่ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย อ.เมือง จ.เชียงราย หรือร่วมบริจาคเงินสนับสนุนได้ที่ บัญชี มูลนิธิคนพิการไทย บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกปากเกร็ด เลขที่บัญชี (ออมทรัพย์) 207-406850-9 ยอดเงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการเข้าร่วมมาตรการ ได้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ หรือ ช่องทาง LINE OA TCG First: @tcgfirst และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

บันทึกความทรงจำของผู้หญิงเก่งหัวใจแกร่ง”อัญชลี กัลมาพิจิตร”ผู้บริหารปางช้างแม่สาและนายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร

คนเราทุกคนย่อมมีอดีตและความทรงจำของชีวิตที่ผ่านโลกนี้มา ที่มีทั้งขมขื่นและงดงามยิ่งในแต่ละห้วงของชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงปัจจุบันที่ผ่านทั้งเหตุการณ์และผู้คนที่ได้ผ่านพบเจอในทุกๆรูปแบบ ทั้งตราตรึงอยู่ในความทรงจำและลืมมันไปบ้างกับสิ่งที่ไร้สาระของชีวิต วันนี้ผู้เขียนได้อ่านบันทึกความทรงจำของผู้หญิงแกร่งหัวใจเก่ง ที่ผ่านมาทุกรสชาดของชีวิตทั้งหอมหวานและ ขมขืนจนแทบกลืนเลือดตัวเองลงคอ แต่ก็พาชีวิตผ่านไปได้ ถึงแม้จะไม่สุขกาย และสุขใจ

แต่ถือเป็นประสบการณ์ความทรงจำที่เป็นบทเรียนบทบันทึกหน้าหนึ่งของชีวิตที่ผ่านพบมาในทุกรูปแบบ วันนี้จะพามารู้จักกับ “คุณ อ๋อย” อัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช ผู้บริหารปางช้างแม่สา และนายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะภริยานายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร โดยเขียนบันทึกในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตให้ได้รับรู้กันมา เธอได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวและผู้คนจนรู้ใจ รู้เห็นเป็นเช่นใดทั้งต้องจดจำและละทิ้งไปในความทรงจำ และทุกวันนี้มีมีจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปในทุกๆเรื่องที่รออยู่ข้างหน้าอย่างไม่หวั่นเกรง

ความทรงจำตั้งแต่เยาว์วัยที่อยู่กับการเลี้ยงช้างในปางช้างแม่สา ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในภาคเหนือและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆของประเทศไทย และการมารับหน้าที่นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในตำแหน่งที่ได้รับและยังต้องดูแลบริหารปางช้างให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างถาวรมั่นคงสืบต่อไป มาติดตามบันทึกความทรงจำของ”อัญชลี กัลมาพิจิตร บุญณราช”ได้แล้วครับขอเริ่มตั้งแต่ชีวิตในปางช้างแม่สา จนไปสู่ ชีวิตนายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร

“เมื่อเดือนเมษายน ปี 2519 เมื่อพ่อเริ่มเลี้ยงช้าง ดิฉันมีอายุเพียง 9 ขวบ ความผูกพันและการมองเห็นช้างของเราจึงไม่เท่ากัน ดิฉันเคยมองเห็นช้าง มองเห็นควาญ มองเห็นการเลี้ยงดูในมุมของเด็กมาก่อน ดิฉันเคยลงเล่นน้ำในแอ่งน้ำของช้างตามประสาเด็ก เหยียบย่ำอยู่บนสิ่งปฏิกูล ซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิม มีคำอธิบายมากเป็นล้านคำ แต่พูดออกมาให้หมดไม่ได้ว่าด้วยเรื่องการเลี้ยงช้าง วันนี้ขอพูดความจริงไม่โกหก จากกระแสการต่อต้านการนำช้างมาใช้ในการท่องเที่ยว ที่ยังพอมีทางออก ย้ำว่าทุกเรื่องมีทางออกเสมอ ความจริงที่เราต้องยอมรับว่าการต่อต้านเรื่องการนำช้างมาฝึก มาขี่ มาโชว์ มาทำกิจกรรมใดๆล้วนเป็นเรื่องที่สังคมจะไม่ยอมรับทั้งสิ้นในปี พ.ศ.นี้
ถึงเวลาเข้มแข็งก็เข้มแข็งนะ คนคนเดียวรับผิดชอบร้อยอย่างพันอย่าง หลังพ่อตายก็มีเรานี่แหละ รับไว้เองทุกอย่าง ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ได้คุยกัน ได้ยินพ่อว่าถ้าไม่เลี้ยงช้างแล้ว ก็คงเอาไปปล่อยป่า ป่าตรงไหนก็ลืมถามนะ เวลานี้ถ้าเอาช้างเลี้ยงไปปล่อยป่า ก็ตายกันพอดี สุดๆเลยนะชีวิต วันนี้มี 63 เชือก ขอนับพลายหนึ่งไว้ด้วยก่อนเลยนะ แล้วถ้าพังมีนาท้องก็ จะมี 64 เชือก ทุกวันที่เราหายใจเข้าออก เราได้เลี้ยงช้าง ให้เขาอิ่ม ให้เขามีความสุข ให้เขาปลอดภัย พ่อสั่งว่าให้อัญชลีเลี้ยงช้างจนเห็นช้างยิ้ม หลังโควิดมาช้างแม่สายิ้มตลอด เพราะไม่ต้องทำงานหนัก คงบรรลุเป้าหมายของพ่อแล้ว อยากบอกพ่อว่าลูกเหนื่อย แต่พ่อคงรู้แล้วล่ะ


ชีวิตคนเลี้ยงช้าง มันคือชีวิตที่ต้องอดทน ต้องต่อสู้ มากกว่าคนอื่นๆเป็น 100 เท่าที่ผ่านมา เราต้องผ่านปัญหาอุปสรรคในชีวิตมากมาย เจ็บปวดแค่ไหนเราก็ยังผ่านมาได้เราไม่เคยคิดทำร้ายใคร และใครก็อย่าได้คิดทำร้ายเรา

สมัยที่ตัดสินใจไปเรียนที่อังกฤษ อายุเพียง 13 ปี ไปถึงก็อายุครบ 14 ปีพอดี ไปอยู่กับอาที่มีครอบครัว มีบ้านอยู่ในเมืองเวมบลี่ บ้านคนอังกฤษเขาจะเหลือด้านหลังไว้เป็นสวน ด้านหน้าติดถนน ในสวนมีต้นแอบเปิ้ลที่เปรี้ยวมาก และในตู้เย็นบ้านอาก็มีน้ำปลาหวานขวดใหญ่ที่มาจากเมืองไทย บางวันเราก็แอบเอามาจิ้มกับแอบเปิ้ลเขียว พยายามไม่ให้พร่องลงไปมากอามีฐานะดี มีรถโรลสรอยส์ รถเบนซ์เปิดประทุน เวลาเขาออกไปซื้อไวน์ช่วงหัวค่ำ เขาจะเอาเรานั่งรถเบนซ์ไปด้วย กลับมาเราก็เวียนหัวเลย ไม่ชินกับการนั่งรถสปอร์ต

บ้านนี้มีตู้ปลาขนาดใหญ่ มีห้องยิม ที่อาผู้ชายห้ามเราเข้าไป เพราะเขาจะออกกำลังกายแบบให้เห็นกล้าม และมีห้องซาวน่าด้วย อาของเราเป็นอาผู้หญิง มีลูกสาวสองคน คนโตไปโรงเรียนแล้ว และคนเล็กเป็นเบบี๋ มีแม่บ้านคนไทยทำงานแบบไปกลับ เขาจะรอเราเรียนหนังสือกลับมาแล้วเขาถึงจะกลับบ้านเขา ส่วนอามีบริษัทขายเครื่องประดับอยู่ในเมือง เขาจะกลับค่ำหน่อย เราก็ดูแลลูกให้เขา

ที่บ้านอามีนิตยสารขวัญเรือนทุกเล่ม เขาส่งมาจากเมืองไทย เราชอบอ่านเรื่องการลดน้ำหนัก ดูแลความงาม เพราะไปอยู่ที่อังกฤษแล้ว ต้องกินพวกขนมปัง กินของหวานทำให้ตัวใหญ่ขึ้น น้ำหนักขึ้น เสาร์-อาทิตย์ เราจะได้ไปทำงานที่บริษัท ร่วมกับคนไทย คนอินเดีย เพราะเมืองนี้มีคนอินเดียอยู่เยอะมาก เราจะนั่งประกอบเครื่องประดับเงิน เครื่องเงินจะส่งมาจะเป็นปี๊บๆ แยกกันมา แล้วเราเอามาประกอบเป็นคู่เช่นพวกตุ้มหู อาจะมีแคตตาล๊อคและเอาไปขายตามงานที่จัดในแต่ละเมือง ช่วงหลังเขาได้ลงในแมกกาซีน มีคนสั่งซื้อ ขายดีมาก อาเริ่มต้นธุรกิจนี้หลังจากที่อพยพไปอยู่อังกฤษ อาผู้หญิงเคยทำงานธนาคาร และปู่เราเป็นคนดูแลส่งเครื่องเงินให้ลูกสาวเอาไปขาย ซึ่งในปัจจุบันอาก็ตั้งโรงงานผลิตเองที่สันกำแพง และมีบ้านหลังใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ด้วย บ้านเชียงใหม่เขามีสระว่ายน้ำส่วนตัวอินดอร์ มีห้องที่เขาเก็บรูป เก็บความทรงจำต่างๆ ของครอบครัว ครอบครัวเขาได้ไปเที่ยวด้วยกันมาเกือบทั่วโลก

ทุกวันนี้อาผู้ชายไม่อยู่แล้ว ส่วนอาฉันก็เลือกอยู่อังกฤษ ลูกสาวสองคนแต่งงานกับคนต่างชาติทั้งคู่ มีหลานกันไปหมดแล้ว อาเป็นคนประหยัด แต่งตัวธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดา แต่เขาได้ท่องเที่ยว เห็นโลกมาเยอะ นั่นคงเป็นกำไรชีวิตของเขา ส่วนฉันอยู่กับอาไม่นาน ก็ย้ายเข้าลอนดอน ไปอยู่หอพัก เพราะใกล้สถานที่เรียน ฉันเป็นคนที่ไม่เลือกเรียนวิชาเลขานุการ และแอร์ไลน์ทิคเก็ต หรือสายการบิน ซึ่งตอนนั้นใครไปก็จะเรียนสองสายนี้ ถ้าเรียนเลขานุการจะได้เรียนช็อตแฮนด์ การจดบันทึกแบบย่อ ถ้าไปเรียนสายการบิน เราก็จะได้เรียนเรื่องทิคเก็ต การออกตั๋ว อะไรแบบนี้ เป็นยุคที่โลกจะต้องใช้วิชาเหล่านี้

ตัวฉันไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ เพราะสถาบันมีชื่อเสียงมาก มีคนไทยไปเรียนหลายคนมาจากตระกูลดังๆ เราเรียนกันสนุกมาก เทอมแรกทำแฟชั่น ใส่เดินแคทวอร์ค อาจารย์ให้ทำธีมโจรสลัด เรามีเพื่อนเป็นฝรั่ง และมีคนไทยสองคนในคลาส เพื่อนมาจากไอซ์แลนด์ก็มี บางคลาสก็สอนแต่งหน้า สอนมารยาท สอนเดิน ลุก นั่ง อาจารย์ที่สอนออกแบบเสื้อผ้าเป็นผู้ชาย ที่ใส่สูทมาสอนทุกวันแบบผู้ดีอังกฤษ ส่วนอาจารย์ใหญ่ก็ลุคมาดาม ไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่กันหรือไม่ แต่สถาบันเก่าแก่นี้ก็ปิดตัวลงไปเรียบร้อยแล้ว เป็นโรงเรียนที่สอนเรื่องผู้ดีอังกฤษ การเข้าสังคม และอื่นๆอีกมากมาย ถึงเราจะไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนมาโดยตรง เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ก็ได้ใช้ในบริบทอื่นๆในการเข้าสังคม ทำอะไรก็ให้ใกล้เคียงมาตรฐานความถูกต้องและเป็นสากล

นึกถึงชีวิตที่ผ่านมา ก็มีความสุขในหลายช่วงชีวิต และมีความทุกข์ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นสัจธรรมที่เราล้วนแต่ต้องพบเจอ
บันทึกไว้ในยามว่าง 2 ตุลาคม 2567 ไม่เขียนเรื่องใคร เขียนเรื่องตัวเราเอง ภูมิใจในตัวเอง ชีวิตเราผ่านอะไรมาก็มาก และจะผ่านไปอีกสิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง มันสำคัญไหม ที่ต้องให้คนอื่นมาเห็น มันไม่สำคัญหรอก เพราะว่าเราจะนั่งตรงไหน จะยืนตรงไหน เราก็คือเรา อย่าเปลี่ยนตนเอง เพียงเพราะเขาอยากให้เราเป็น

CPAC นำนวัตกรรมคอนกรีตสูตรพิเศษเพื่องานก่อสร้างภาคเหนือ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘CPAC ซูเปอร์ซีรีส์ THE HERO ผู้ช่วยงานก่อสร้างทั่วไทย’ บุกตะลุยเชียงใหม่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง

เทคโนโลยีคอนกรีตในปัจจุบันนับว่ามีบทบาทและเป็นปัจจัยสำคัญในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง เพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการใหม่ๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แข็งแรงและยั่งยืน ล่าสุด RMC North หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด นำทัพโดย นายอภิรัตน์ ลีลาพฤทธิ์ RMC Director – North และ นายอรรณพ แสงพานิชย์ RMC Manager – North พร้อมด้วย นางสาวสิริญญา เหลียงไพบูลย์ CPAC & Green Solution Marketing and Branding Director นำนวัตกรรมคอนกรีตสูตรพิเศษเพื่องานก่อสร้างภาคเหนือเดินสายตะลุย พร้อมให้ความรู้ต่อเนื่องด้าน“เทคโนโลยีคอนกรีต สำหรับงานก่อสร้างสมัยใหม่”ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CPAC ซูเปอร์ซีรีส์ THE HEROผู้ช่วยงานก่อสร้างทั่วไทย” ที่ จ.เชียงใหม่

งานนี้มีทีมผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายศักรินทร์ เหลืองกำจร Group Leader : Green Construction มาบรรยาย ในหัวข้อ “เทคโนโลยีคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างสมัยใหม่” เป็นการอัปเดตความรู้งานคอนกรีต พร้อมด้วยนวัตกรรมคอนกรีตในปัจจุบันให้ผู้ร่วมสัมมนาว่า งานคอนกรีตมีการพัฒนาไปไกลเป็นอย่างมาก ไม่ได้เน้นในเรื่องกำลังอัดเหมือนที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการเพิ่มสมรรถภาพทั้งในเรื่องของความแข็งแรง อายุการใช้งาน รวมถึงการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของงานแต่ละชนิด สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ส่วนทางด้าน นายกฤษฎา อินดี Concrete Tech & Technical Service Assist Manager ก็มาร่วมบรรยายในหัวข้อ “คอนกรีตซีแพคซูเปอร์ และคอนกรีตพิเศษซีแพคที่ตอบโจทย์ทุกงานก่อสร้าง”เป็นการให้ความรู้สินค้าพิเศษจาก CPAC ซึ่งได้แก่กลุ่มสินค้าคอนกรีตซีแพคซูเปอร์ นวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่องานก่อสร้างยุคใหม่ที่มาช่วยตอบโจทย์การทำงานของพื้นที่ภาคเหนือให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ด้วยคอนกรีตที่เทง่าย ไหลลื่น มีคุณภาพ อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการงานภาพสูง ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนการก่อสร้าง เพิ่มความมั่นใจให้กับเจ้าของโครงการว่างานที่สร้างขึ้นจะมีความทนทานและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับ คอนกรีตซีแพคซูเปอร์ เป็นนวัตกรรมคอนกรีตที่มีความไหลลื่นสูงกว่าคอนกรีตทั่วไปถึง 7 เซนติเมตร โดยไม่ต้องเติมน้ำ ไม่เสียคุณภาพคอนกรีต มีค่ายุบตัว (Slump) 12 – 17 เซ็นติเมตรเหมาะกับหน้างานทั่วไปที่ต้องการเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงาน เพราะคอนกรีตซูเปอร์มีความไหลลื่น เทเร็ว โกยไว เข้าถึงแบบง่าย ช่วยลดการจี้เขย่า จึงเบาแรงกว่าการใช้งานคอนกรีตทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นคอนกรีตรักษ์โลกสูตร Low Carbon จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะทุกการใช้ 1 คิวเท่ากับการปลูกต้นไม้ 2.5 ต้น หรือเทียบเท่ากับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 25 กก.  (*เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคอนกรีตที่ใช้ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี คาร์บอนต่ำที่ผสมเถ้าลอยทดแทนปูนซีเมนต์กับคอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1)

พร้อมปิดท้ายโดย นายอนุสรณ์ ปราบสงคราม Marketing Manager – North กับหัวข้อสัมมนา “โปรแกรมสะสมยอดใช้คอนกรีต และโปรโมชันพิเศษภายในงาน” ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 50 ท่าน ทั้งนี้นอกเหนือจากความรู้ที่ได้รับฟังจากการสัมมนาในครั้งนี้แล้วนั้น ผู้ร่วมงานยังได้ร่วมสนุกกับเกมสนุกๆ พร้อมลุ้มรับของรางวัลอีกมากมายรวมมูลค่ามากกว่า 50,000 บาทอีกด้วย


#CPAC #ยกระดับความกรีนไปกับCPAC#คอนกรีตCPAC #คอนกรีตซีแพค
#CPACซูเปอร์ซีรีส์THEHEROผู้ช่วยงานก่อสร้างทั่วไทย