เชียงใหม่เปิดงาน “มนต์เสน่ห์เชียงใหม่ เมืองตอกไม้งาม” ยิงใหญ่สวยงามตระการตา

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับจังหวัดเชียง เชียงใหม่ เปิดงาน “มนต์เสน่ห์เชียงใหม่ เมืองดอกไม้งาม” เพื่อกระตุ้นเครษฐกิจแล ะการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ณ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่


วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 เวลา 19.00 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานมนต์เสน่ห์เชียงไหม เ (CHARMING Chiang Mai Flower Festival) โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเทียว รวมถึงเป็นการ ส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ปลอดภัย มีเสน่ห์ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีแนวคิดในการจัดงาน คือ THE GOLDEN OF LANNA หรือ “ความเรืองรองแห่งวิถีล้านนา” ตั้งแต่วันที่29 พฤศจิกายน 2567-5 มกราคม 2568 ณ ศูนย์ราชการจังหวัด เชียงใหม่ (สวน อบจ.เชียงใหม่) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสามารถเข้าชมได้ทั้งแต่ เวลา 08.30 – 23.00 นโดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้


1) นิทรรศการสวนไม้ดอกไม้ประดับ (The Wonder Flower Land) : เชียงใหม่ดินแดนแห่ง ดอกไม้ที่มีทั้งพันธุ์ไม้เขดหนาว พันธุ์ไม้เขตร้อน อาทิ ดอกทิวลิป,ลิลลี่, คาราลิลลี่, บลูขันเรีย มากาเร็ด, ดอกไฮเดรนเยียร์, อาซาเลีย เวอร์บีน่า และนาร์ซิสซัส หรือ คอกดารารัตน์ ซึ่งเป็นดอกไม้ทรงโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9 และดอกไม้อีกหลากหลายสายพันธุ์ หลากหลายสีสัน นับล้านดอก


2) นิทรรศการกล้วยไม้: การจัดแสดงกล้วยไม้ไทยที่หาชมได้ยาก อาทิ กล้วยไม้สกุลฟาแลน, แวนด้า, แอสโค, ออนซิเดี่ยม, ซิมบิเดี้ยม เป็นต้น ผสมผสานด้วยไม้คลุมดิน ตระกูลเฟิร์น และมอส ตกแต่งประดับประดาด้วย ไม้สกุลคาคบ เช่น เคราฤๅษี, สับปะรดสี เป็นต้น


3) สีสันแห่งน้ำพุดนตรี ประกอบมัลติมีเดีย สุดยิ่งใหญ่ การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบแสง สี เสียง และพลุเอฟเฟคสุดตระการตา โดยจัดแสดงวันละ 4 รอบ ช่วงเวลา 19.00 น. 20.00 น. 21.00 น. และ 22.00 น.


4) ทุ่งไฟประดับที่ใหญ่และสวยที่สุดยามค่ำคืน สวนแสงอัจฉริยะ The Golden of Lanna ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.00 น. โดยมี Zone การจัดแสดงดังนี้
5) การแสดง โชว์ศิลปะ วัฒนธรรมผสมสาน ประกอบแลง สี เสียง เป็นประจำทุกคืน โดยแต่ละคำคืน ชุดการแสดงจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำกัน โดยจัดแสดงวันละ 2 รอบ ในเวลา 19.50 น. และ 21.30 น.


6) กิจกรรมดนตรีในสวน ซึ่งจะคอยบรรเลงเพลง สร้างความเพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยว เป็นประจำทุกวัน สลับสับเปลี่ยนกับการแสดง Light of Glory และพิเศษสำหรับวันศุกร์ เสาร์//

เริ่มแล้วงาน Lanna Expo 2024 “BCG Creative Lanna”ที่ลานดินหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคเหนือ

เริ่มแล้วงาน Lanna Expo 2024 “BCG Creative Lanna”ที่ลานดินหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคเหนือเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 67 นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน Lanna Expo 2024 ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมและจำหน่ายสินค้า Lanna Expo 2024 ถือเป็นที่มีการบูรณาการ ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคเหนือ โดยเฉพาะครั้งนี้ได้จัดงานภายหลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถขยายช่องทางการตลาดสินค้าและการบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมล้านนา ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น


นางสาวพลอย ธนิกุลผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การจัดงาน Lanna Expo 2024 ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับเคลื่อนโยบายรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม ในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรมและการขับเคลื่อน “Soft Power” ทางด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังช่วยในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเพิ่มรายได้ ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) ให้สามารถพลิกเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ยิ่งช่วงนี้ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และได้จับจ่ายซื้อของขวัญของที่ระลึกจากสินค้าทางวัฒนธรรม รวมทั้งได้เที่ยวชมงาน และเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนาที่น่าประทับใจร่วมกัน

ทางด้านนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดกิจกรรม ข่วงวัฒนธรรมล้านนาสร้างสรรค์และจัดแสดงนวัตกรรมและจำหน่ายสินค้า ในงาน Lanna Expo 2024 ภายใต้ “BCG Creative Lanna” สุดยอดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อัศจรรย์ภูมิปัญญา เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ที่ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ภายในงานจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ในพื้นที่ 4 โซน ได้แก่ โซนกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และตกแต่ง, โซนกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม สมุนไพร , โซนค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและสิ่งทอ ของฝาก ของที่ระลึก และอื่น ๆ และโซนกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค เพื่อพัฒนาฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ.

ททท. เรียกรวมพลสายเข้มคอกาแฟ ในงาน Northern Coffee Gathering 2024 ชวนสัมผัสเสน่ห์และวัฒนธรรมกาแฟภาคเหนือ 28 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม นี้ ที่จังหวัดเชียงใหม่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดงาน “Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมคนรักกาแฟ” ในวันที่ 28 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Winter Festivals เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดย ครั้งนี้ ททท. เสนออีเวนต์สร้างสรรค์เอาใจ คนรักกาแฟล้อมวงเรียนรู้เรื่องราวของกาแฟแบบถึงแก่น ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพบปะกับเกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟ นักคั่วกาแฟ และผู้ประกอบการในวงการกาแฟชั้นนำ เพื่อนำส่งประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย พร้อมช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชางต่างชาติได้มาสัมผัสถึงวัฒนธรรมด้านกาแฟแถบภาคเหนือของประเทศไทย


นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่างาน Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมคนรักกาแฟ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Thailand Winter Festivals 2024 ภายใต้นโยบาย IGNITE Thailand’s Tourism ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม อีเวนต์ และเฟสติวัลอันหลากหลายและครอบคลุมในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “7 Wonders of Thailand” ตามเป้าหมายผลักดันประเทศไทยไปสู่ World Class Event Hub ประกอบกับเพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมซึ่งเป็นไฮซีซันหรือฤดูกาลท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวออกนิยมเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก และงาน Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมกาแฟ เป็นหนึ่งในอีเวนต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในหมวดเทศกาลอาหารที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่รักกาแฟ ให้มาสัมผัสถึงวัฒนธรรมด้านกาแฟแถบภาคเหนือของประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยว ด้วยศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานทั้งโรงแรมที่พัก ระบบขนส่งการคมนาคมที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งวัฒนธรรมอันงดงาม ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ งานศิลปะและหัตถกรรม Art & Craft สินค้าท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์น่าสนใจ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟ สินค้าที่โดดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่และพืชเศรษฐกิจหลักของภาคเหนือ ตอนบน

ซึ่งได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการประกอบกิจการธุรกิจกาแฟและคาเฟ่ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวทั่วทุกพื้นที่ของภาคเหนือ และเชื่อว่าการจัดงาน Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมกาแฟ จะช่วยสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ตอบโจทย์ความสนใจและต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม รวมทั้งส่งแรงกระเพื่อมถึงผู้ประกอบการร้านกาแฟและคาเฟ่ให้ตระหนักถึงการยกระดับคุณภาพของสินค้า เชื่อมโยงจุดเด่นนอกเหนือจากรสชาติ ไปยังคุณค่าของเรื่องราว กรรมวิธีการผลิตและแหล่งปลูกที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้หมุนเวียนแก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า งาน “Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมคนรักกาแฟ” เป็นหนึ่งใน Event Marketing ที่ ททท. ตั้งใจสร้างการรับรู้กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวผ่านรูปแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยของภาคเหนือ ภายใต้แนวคิด 5 Must Do in Thailand เพื่อต่อยอดความสนใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางท่องเที่ยวเชิงกาแฟเรียนรู้ประสบการณ์ด้านกาแฟของจังหวัดเชียงใหม่ และกระตุ้นการจับจ่ายช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น

โดยงานนี้รวมคนรักกาแฟจากทั่วประเทศ มาสัมผัสเสน่ห์ของกาแฟไทยแท้จากแหล่งปลูกอันดับต้นๆ ของประเทศ เรียนรู้เรื่องราวของกาแฟแบบถึงแก่น ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพบปะกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ นักคั่วกาแฟ และผู้ประกอบการในวงการกาแฟชั้นนำ เพื่อนำส่งประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักในช่วงไฮซีซั่น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในภาคเหนือให้มีช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

 

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ 1) กาดชาวสวนกาแฟ ตลาดรวมพลเกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟจากทั่วภาคเหนือ นำกาแฟคุณภาพดีหลากหลายสายพันธุ์มาจำหน่าย พร้อมให้คำแนะนำและแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการปลูกกาแฟ 2) ชุมชนนักคั่วกาแฟเมืองเหนือ รวบรวมนักคั่วกาแฟฝีมือดีจากทั่วภาคเหนือ มาโชว์ฝีมือและแบ่งปันเทคนิคการคั่วกาแฟ พร้อมจำหน่ายกาแฟคั่วสดใหม่ 3) มุมญาติมิตรของกาแฟ พบกับผลิตภัณฑ์จากกาแฟและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ชา โกโก้ ข้าว และผลิตภัณฑ์จากพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ของภาคเหนือ และ 4) ลานกิจกรรม จัดกิจกรรมเสิร์ฟความสุขในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การเสวนาเกี่ยวกับกาแฟ การสาธิตการชงกาแฟ การแข่งขันชงกาแฟ และการแสดงดนตรี

Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมกาแฟ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมกาแฟของภาคเหนือ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมกาแฟไทย ททท. จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์พิเศษ และดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟชั้นเลิศได้ที่งาน Amazing Northern Coffee Gathering 2024 ชุมนุมคนรักกาแฟ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddyและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 053 248 604

“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิการะดับแถวหน้าสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จัดงานเปิดตัวบูติกสาขาแรกในประเทศไทย

“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิการะดับแถวหน้าสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์จัดงานเปิดตัวบูติกสาขาแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่พร้อมการตกแต่งร้านในสไตล์เรียบหรู สง่างามและไร้กาลเวลาพร้อมเอาใจเหล่าคนรักนาฬิกาและนักสะสมให้ได้เลือกสรรเรือนเวลาหรูสัญชาติสวิสที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีลํ้าสมัยเข้ากับดีไซน์ที่งดงาม รวมถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้วัสดุอย่าง “ไฮเทค เซรามิก” จากแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่ล่าสุด มร. แดเนียล กาเซีย รองประธานฝ่ายการขายแบรนด์ราโด พร้อมด้วยคุณธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ “ราโด” (Rado) ประเทศไทย ได้จัดงานเปิดตัวบูติกแห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ด้วยคอนเซ็ปต์การตกแต่งร้านที่เน้นความสง่างามไร้กาลเวลา เพื่อนำเสนอสุดยอดเรือนเวลาจากแบรนด์ “ราโด” (Rado) กว่า 250 รุ่น ให้ได้เลือกสรรพร้อมกันแล้ววันนี้

“ราโด” (Rado) แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1917 โดยพี่น้องตระกูล Schlup ณ เมืองเลงนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ราโด (Rado) นับได้ว่าเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมเรือนเวลาระดับโลกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Master of Materials” ด้วยสุดยอดผลงานออกแบบไฮเทค เซรามิก (High-Tech Ceramics) อันล้ำสมัยไม่เหมือนใคร ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างลงตัว

คุณธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ “ราโด” (Rado) ประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการเปิดตัวบูติก ราโด (Rado) แห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์เป็นเอกลักษณ์ เรารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ที่นับได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของเหล่านักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะมาเยือน และเราเชื่อมั่นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีดีไซน์ทันสมัย และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ที่บุกเบิกนวัตกรรมไฮเทค เซรามิก ที่โดดเด่นเรื่องรูปลักษณ์และมีผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยบูติกแห่งนี้ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ตกแต่งในสไตล์หรูหรา สวยงาม ไร้กาลเวลา เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ในการเลือกชมนาฬิกาอย่างเหนือระดับให้กับลูกค้า นอกจากนี้เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองเปิดตัวบูติกแห่งนี้เราภูมิใจนำเสนอนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่างอะนาตอม (Anatom) รุ่น R10204712 ซึ่งเป็นนาฬิกายอดนิยมประดับเพชรแท้ เปิดตัวครั้งแรกและวางขายที่บูติกแห่งนี้ที่เดียวในประเทศไทย”

บูติก “ราโด” (Rado) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ บริเวณชั้น 1 ด้วยขนาดพื้นที่ร้านขนาด 75 ตารางเมตร ถูกออกแบบให้ร้านมีความโปร่ง โล่งสบาย พร้อมการตกแต่งที่หรูหราสง่างามและไร้กาลเวลา โดยดีไซน์จะเน้นลายเส้นที่ดูเรียบง่ายสะอาดตากับพื้นผิวที่ดูแวววาว และยังมีการใช้สีบรอนซ์โทนอุ่นบริเวณบานประตู พร้อมกันนี้ยังมีการจัดแสงไฟอย่างละมุนสายตา ช่วยเพิ่มบรรยากาศที่จะสร้างประสบการณ์ในการเลือกสรรเรือนเวลาได้อย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับผนังแบบอินเตอร์แอคทีฟที่จะสามารถสัมผัสกับวัสดุอันเลื่องชื่ออย่าง “ไฮเทค เซรามิก” ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลาแบรนด์ราโด (Rado) ได้อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสวัสดุและค้นพบความหลากหลายของสีสันที่มีให้เลือกอย่างเต็มที่ ส่วนบริเวณส่วนด้านหลังร้านบูติก มีโซนเลานจ์แสนอบอุ่นที่จะมอบบรรยากาศเป็นกันเองและน่าต้อนรับแก่ลูกค้าผู้มาเยือน
อีกหนึ่งความพิเศษเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองเปิดบูติกแห่งนี้ ที่จะมีวางขายนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง “อะนาตอม” (Anatom) ไอคอนิกที่เปิดตัวในปี 1983 นาฬิการุ่นนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของดีไซน์สุดล้ำที่เขย่าวงการและใส่สบายที่สุด

โดยเรือนไฮไลท์ของบูติกแห่งนี้คือนาฬิการุ่น R10204712 ที่เปิดตัวและวางขาย ณ บูติกแห่งนี้ แห่งแรกในประเทศไทย ในดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา ด้วยเอกลักษณ์คือคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบโลหะทรงกระบอกที่ทำมุมเอียงทั้งสองด้าน และเชื่อมกับตัวสายนาฬิกาไฮเทคเซรามิกได้อย่างแนบเนียน ทำให้เกิดรูปทรงที่กลมกลืนและสอดผสานตัวเรือนและสายนาฬิกาเข้ากันได้อย่างแยบยล โดยสายนาฬิกาทำจากข้อต่อไฮเทคเซรามิกสีดำขัดเงาและข้อต่อตรงกลางเป็นสแตนเลสขัดเงา พร้อมประดับเพชรฟูลคัต Top Wesselton 162 เม็ดมีบานพับล็อก 3 ทบที่ทำจากสแตนเลสแบบปัดเงาคอยยึดเอาไว้อย่างพิถีพิถัน ส่วนหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีดำที่เผยให้เห็นขีดบอกเวลาซึ่งพิมพ์สีดำเนื้อแมตต์ที่จะอยู่ข้างใต้คริสตัลอันเป็นเอกลักษณ์นี้ พร้อมประดับเพชรฟูลคัต Top Wesselton 3 เม็ดและเข็มนาฬิกาสีโรเดียมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว ที่ดูตัดกับความลุ่มลึกของหน้าปัดอย่างเจิดจรัส

โดยมีรูปสมอเคลื่อนที่อันเป็นเอกลักษณ์อยู่ตรงหน้าปัดที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเสริมความงดงามด้วยหน้าต่างบอกวันที่ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกา มาพร้อมกลไกการเดินแบบออโตเมติก R766 ที่ประดับอัญมณี 21 เม็ด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและมองเห็นได้ผ่านทางฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ โดยกลไกการเดินนี้ได้ผ่านการทดสอบในห้าตำแหน่งอย่างละเอียดและมาพร้อมแฮร์สปริง Nivachron™ ที่มาพร้อมคุณสมบัติด้านความแม่นยำ พร้อมสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมงอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบของ “ราโด” (Rado)

นอกจากนี้ทางแบรนด์ “ราโด” (Rado) ยังได้คัดสรรนาฬิการุ่นยอดนิยมกว่า 250 เรือน รวมถึง 3 นาฬิการุ่นใหม่จากคอลเลกชั่น Festive 2024 ได้แก่ กัปตัน คุก (Captain Cook) รุ่น R32192152 เรือนเวลาที่มีทั้งความเท่และสุขุมนุ่มลึก ด้วยตัวเรือนและสายนาฬิกาไฮเทค เซรามิกสีดำด้าน ขอบหน้าปัดกับเม็ดมะยมสแตนเลสสีโรสโกลด์ชุบ PVD และกระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ มาพร้อมหน้าปัดเปลือยสีรมควันเผยให้เห็นกลไก R808 ที่บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ขัดลาย Côtes-de-Genève นาฬิกาสไตล์สปอร์ตที่มีทั้งความงดงามและทนทานเรือนนี้ สำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 80 ชั่วโมง

ถัดมาที่ ทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท (True Square Open Heart) รุ่น R27073702 เรือนสีขาวที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนช่วงเวลาแห่งความสุขอันสว่างไสวและเจิดจ้า โดยตัวเรือนและสายนาฬิกาทำจากไฮเทค เซรามิก หล่อขึ้นรูปเป็นทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนอย่างลงตัว ด้านในใช้กลไกการเดินคาลิเบอร์ R734 ซึ่งสามารถมองเห็นกลไกการทำงานอันมีเสน่ห์นี้ได้ผ่านดีไซน์แบบโอเพนฮาร์ทบริเวณด้านหน้า ในขณะเดียวกันบริเวณฝาหลังไทเทเนียมก็มีคริสตัลแซฟไฟร์ที่สามารถมองทะลุเข้าไปในตัวเรือนได้เช่นกัน ประกอบกับงานฝีมือด้านในที่มีความวิจิตรบรรจงทั้งการขัดลาย Côtes-de-Genève พร้อมพื้นผิวประดับมุก ทั้งหมดนี้ทำให้ ทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท เหมาะจะเป็นส่วนหนึ่งแห่งมนต์เสน่ห์ของช่วงเวลาแห่งความสุขส่งท้ายปี


และเซนทริกซ์ โอเพน ฮาร์ท ซูเปอร์ จูบิลี่ (Centrix Open Heart Super Jubilé) รุ่น R30029942 เรือนเวลาที่มีความระยิบระยับแวววาว ดั่งท้องฟ้าในค่ำคืนสำคัญที่เต็มไปด้วยดวงดาวและแสงสีแห่งการเฉลิมฉลอง โดดเด่นด้วยดีไซน์ด้านหน้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีสะพานทรงโค้งเชื่อมวันเวลา ประดับเพชร Top Wesselton ฟูลคัต 86 เม็ด รวมถึงตำแหน่งบอกเวลาหลักชั่วโมงที่ประดับเพชรไว้จำนวน 12 เม็ดเช่นกัน ทั้งหมดนี้รังสรรค์อยู่บนตัวเรือนสแตนเลสเคลือบ PVD สีโรสโกลด์โทนอุ่น พร้อมหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีน้ำตาลเข็ม บริเวณครึ่งบนของหน้าปัดหรือบริเวณท้องฟ้าเหนือสะพาน สามารถมองผ่านคริสตัลแซฟไฟร์ไปยังกลไกการเดินออโตเมติก R734 ที่ทันสมัย ซึ่งมาพร้อมแฮร์สปริง Nivachron™คุณภาพสูงที่ดูแลปกป้องนาฬิกาเรือนสำคัญจากสนามแม่เหล็กรอบตัว ส่วนสายนาฬิกามาในดีไซน์ผสมผสานระหว่างไฮเทค เซรามิกสีน้ำตาลเฉดเดียวกับหน้าปัดจับคู่กับขอบและข้อต่อสแตนเลสเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ นาฬิกาแห่งเทศกาลเฉลิมฉลองเรือนนี้สำรองพลังงานได้ยาวนาน 80 ชั่วโมง ที่จะพร้อมจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวที่จะได้มาเยือนที่บูติกแห่งนี้


ด้านเหล่าเซเลบริตี้ยังได้ร่วมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาและมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง พร้อมเผยการเลือกนาฬิกามอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีนี้ เริ่มที่สาวสังคม หม่อมราชวงศ์แม้นนฤมาส ยุคล สวัสดิ์-ชูโต เผยว่า “ส่วนตัวเราเป็นคนที่ชอบสวมเสื้อผ้าแนวเรียบๆ เน้นความคลาสสิก ไทม์เลส ในโทนสีเอิร์ธโทนเป็นหลัก ซึ่งเราเองก็จะเลือกเรือนเวลาหรูที่มีประวัติศาสตร์แบรนด์ยาวนาน มีชื่อเสียงในด้านการผลิตและเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับเสื้อผ้าของเราได้หลากหลายลุค

อย่างวันนี้เลือกสวมเป็นนาฬิกาแบรนด์ราโด (Rado) รุ่นเซนทริกซ์ โอเพน ฮาร์ท ซูเปอร์ จูบิลี่ เป็นเรือนที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนในโทนสีน้ำตาลเข้มมีเพชรประดับเสริมความหรูหรา ช่วยเสริมลุคของเราให้ดูเรียบหรูและมีความสง่างามมากยิ่งขึ้น และในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีนี้ ของขวัญที่จะมอบให้แก่คนพิเศษที่เรามองไว้ คิดว่าจะเลือกเป็นเรือนเวลาหรูที่ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพ แข็งแรงและทนทาน อย่างเซรามิก ไฮเทค ในรุ่นกัปตัน คุก เพราะสามีชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อย ทั้งไดรฟ์กอล์ฟและว่ายน้ำ ซึ่งนาฬิการุ่นนี้จะเป็นของขวัญแทนใจที่คิดว่าถ้ามอบให้สามีแล้วเขาจะได้ใช้งานได้จริงด้วย”

และหนุ่มนักธุรกิจ รักพงศ์ จันทรมังกร เล่าว่า “โดยปกติเรามักจะเลือกสวมเสื้อผ้าในสไตล์มินิมัล แต่หากวันทำงานหรือออกงานสำคัญก็จะเลือกสวมเป็นชุดสูทเน้นความสุภาพเรียบร้อยให้ดูเข้ากับงาน ซึ่งนาฬิกาที่เลือกใส่จะเน้นเลือกในโทนสีดำ เพราะสามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายลุคทั้งวันปกติและวันทำงานได้อย่างลงตัว นอกจากนี้จะเลือกจากแบรนด์นาฬิกาที่มีมาตรฐานการผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการันตีได้ถึงคุณภาพ อย่างวันนี้เลือกสวมเป็นเรือนเวลาจากแบรนด์ราโด (Rado) ในรุ่นกัปตัน คุก สีดำด้าน ซึ่งเป็นเรือนเวลาที่มีทั้งความเท่และสุขุม ส่วนของขวัญสุดพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี หากมองหาเรือนเวลาสักเรือนให้คนที่รัก จะเลือกเรือนเวลาที่มีดีไซน์สวยหรู อย่างรุ่นทรู สแควร์ โอเพน ฮาร์ท เป็นเรือนที่มีความโดดเด่นด้วยหน้าปัดตัวเรือนสี่เหลี่ยมที่สามารถมองเห็นกลไกการทำงานของตัวเรือนได้อย่างชัดเจน และยังมีหน้าปัดที่ดูสวยหรูเพราะประดับด้วยอัญมี ซึ่งคิดว่าน่าจะถึงถูกใจคนรักเป็นอย่างมาก”
ยลโฉมเรือนเวลาหรูสัญชาติสวิสแบรนด์ “ราโด” (Rado) ที่บูติกแห่งแรกในประเทศไทย ที่บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ได้แล้ววันนี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-610-0284 และLine Official Account: @radothailand

@rado เฉลิมฉลองเปิดตัวบูติกแห่งแรกในประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ที่ตกแต่งร้านในสไตล์เรียบหรู เน้นความสง่างามและไร้กาลเวลา เพื่อสร้างประสบการณ์เลือกชมนาฬิกาในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และอีกหนึ่งไฮไลท์ในโอกาสสุดพิเศษนี้ทางแบรนด์ได้เปิดตัวและวางขายนาฬิการุ่น Anatom R10204712 ครั้งแรกที่บูติก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ที่เดียวในประเทศไทย

พัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ขนทัพสินค้าด้านผ้าทอ และสินค้า OTOP บุกเมืองเหนือ “งานแพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง”

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ขนทัพสินค้าด้านผ้าทอ แล วันที่ะสินค้า OTOP บุกเมืองเหนือ “งานแพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง” 21-25 พฤศจิกายน 2567ณ ลานกิจกรรมชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่

โดยนำผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOPจัดแสดงและจำหน่าย ให้เลือกซื้อมากมายอาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าทอเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพและ ชมการเดินแบบชุดผ้าไทยจากผ้าทอจังหวัดหนองบัวลำภู

สนุกกับมินิคอนเสิร์ต ..• 21 พฤศจิกายน พบกับ “เต้ย จักร์รินทร์”
• 22 พฤศจิกายน พบกับ “วงดนตรีลูกทุ่งร่มแดง โรงเรียนสันกำแพง” ฟังดนตรีโฟล์คซองเพราะๆทุกวัน
พบกับกิจกรรมสาธิตวัสดุจากเศษผ้าพร้อมด้วยกิจกรรม ชอป ลุ้นโชคทุกวันและลุ้นรับทีวีรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของงาน

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมชมและเลือกซื้อสินค้าของดี มีคุณภาพ และเอกลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู
จัดโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู แพรพรรณลุ่มภูสู่ลุ่มปิง
#CentralChiangmai

กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยามฯ กำหนดจัดงานสถาปนิกล้านนา ประจำปี 2567

กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนดจัดงานสถาปนิกล้านนา 2567 ภายใต้ชื่องาน “บอก มอก.” ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เชียงใหม่ฮอลล์เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เพื่อต้องการเผยแพร่ผลงานทางวิชาชีพ ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยทางสถาปัตยกรรม และกิจกรรมต่าง ๆ ของสถาปนิกภาคเหนือ รวมทั้งมีการจัดแสดงนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และวัสดุการก่อสร้างของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือและทั่วประเทศ

นายสันธยา คชสารมณี ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา วาระปี 2567-2569 กล่าวถึงการจัดงานว่า “งานสถาปนิกล้านนาเป็นหนึ่งเวทีสำคัญของแวดวงวิชาชีพสถาปนิกภาคเหนือที่มีการจัดขึ้นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้สถาปนิก โดยแต่ละปีจะมีแนวคิดการนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ปีนี้งานสถาปนิกล้านนา’67 รังสรรค์ขึ้นภายใต้ชื่อว่า “บอก มอก.” สร้างสรรค์จากอัตลักษณ์ด้านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวล้านนา ถูกนำมาสรรคค์สร้าง ต่อยอดและใช้นิยามงานสถาปนิกล้านนา’67 จากความหมายเดิมอันหมายถึงการล้างแค้นหรือการกระทำให้สาแก่ใจ แต่กลายเป็นนัยยะใหม่ที่กล่าวถึง “ความเป็นมาตรฐาน ในการสร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรมผ่านกระบวนคิดของสถาปนิกล้านนา” โดยวัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน เพื่อต้องการเผยแพร่ผลงานและความรู้เชิงสถาปัตยกรรมของสถาปนิกล้านนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ผ่านกิจกรรมและไฮไลท์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในงานนี้

งานสถาปนิกล้านนา’67 “บอก มอก.” มีกิจกรรมและไฮไลท์ ภายในงานหลายส่วน อาทิ
บอก มอก. ที่ 1 : พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ
• Showcase นิทรรศการภายใต้แนวคิด “บอก (ห)มอก.”
• นิทรรศการวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมของสถาปนิกภาคเหนือกว่า 30 บริษัท
• นิทรรศการแสดงผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
• นิทรรศการแสดงผลงาน VERNADOC (Vernacular Architecture Documentation)
• นิทรรศการแสดงผลงานของสถาบันการศึกษา
• นิทรรศการของศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน(UDC : Universal Design Center)

บอก มอก.ที่ 2 : เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิด (ASA Talk)
• วันที่ 14 ธันวาคม 2567 เสวนา หัวข้อเรื่อง “เตค เฮาสู้ฝุ่น” Tects (how fight the dust)
ปัญหามลพิษหมอกควันภาคเหนือ สถานการณ์ฝุ่นในภาคเหนือ จะได้นำมาร่วมพูดคุยและถกประเด็นสำคัญ พร้อมกระบวนการออกแบบทางผังเมืองที่จะช่วยลดและป้องกันฝุ่น และวิธีออกแบบพื้นที่สีเขียวในบ้านและรั้วเพื่อช่วยลดฝุ่นผ่านมุมมองของวิทยากรเหล่าสถาปนิก นักวิจัย นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน


• วันที่ 15 ธันวาคม 2567
เสวนา หัวข้อเรื่อง “เตค ต่าง ต่าง”
ร่วมรับฟังแนวคิดและไอเดียที่สร้างสรรค์ของสถาปนิกในการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น หรือ PM2.5 และการออกแบบสร้างสถาปัตยกรรม ด้วยระบบเครื่องกลหรือระบบอื่นๆ เพื่อการป้องกันฝุ่นเข้าบ้านและอาคาร
เสวนาหัวข้อเรื่อง “เตค แตก ต่าง”
จุดประกายแนวคิด และแชร์ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ โดยเหล่าสถาปนิกผู้ผันตัวเองไปสู่บทบาทอาชีพอื่น ๆ
บอก มอก.ที่ 3 : พื้นที่ให้ความรู้ ให้บริการ และกิจกรรมเวิร์กช็อป
• กิจกรรมสถาปนิกน้อย (Junior Architect) กิจกรรมเวิร์กช็อปสอนวาดรูป Sketch เทคนิคลงสีน้ำ
และเวิร์กช็อปสอนปั้นพอร์ต (Portfolio) เข้ามหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียน นักศึกษา
• สถาปนิกและสถาบันการเงิน เปิดบริการให้ความรู้ด้านที่อยู่อาศัย สินเชื่อทางการเงิน ให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ
แก่ประชาชน
• บูธจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สินค้า และวัสดุก่อสร้างจากบริษัทชั้นนำภาคเหนือ

บอกมอก.ที่ 4 : พื้นที่สำหรับสมาชิกอาษาล้านนาคลับ (ASA Club) และ ASA Member (บริการสมาชิกฯ)
• โซน ASA Member : จุดให้บริการต่างๆ สำหรับสมาชิกสถาปนิกล้านนา และจำหน่ายของที่ระลึกของสถาปนิก
• โซน ASA Club พื้นที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม นั่งพักผ่อนรับฟังดนตรีขับกล่อม และผ่อนคลายกับกิจกรรมสันทนาการ

การจัดงานสถาปนิกล้านนา’67 “บอก มอก.” ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการร่วมสนับสนุนและผลักดันทำให้เกิดการจัดงาน โดยคาดหวังให้การจัดงานในครั้งนี้เกิดผลกระทบเชิงบวกให้กับแวดวงวิชาชีพสถาปนิก สถาปนิกรุ่นใหม่ หน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคประชาชน ต่อไป

ในโอกาสนี้ กรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกล้านนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจงานด้านสถาปัตยกรรม เข้าร่วมงานและกิจกรรมต่างๆ ในงานสถาปนิกล้านนา’67 ภายใต้ชื่องาน
“บอก มอก.” ในวันที่ 14-15 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
โดยสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และกิจกรรมต่างๆ ของงานสถาปนิกล้านนา 2567 ได้ที่ Facebook : facebook.com/lannaarchitect
สถาปนิกล้านนา

“เทศกาล Yi Peng : Lanna Light Festival 2024”เทศกาลประจำเมืองที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนาและจังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ที่ห้องประชุมจองคำ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ นางศุภาดา ชัยวงศ์ ผู้แทนการตลาด สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและแสดงนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ (TCEB) ภาคเหนือ นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมการค้าวิศิษฎ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว ผศ.ศรันยา เสี่ยงอารมณ์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (CU Social Design Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนรักษ์เมืองเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาล Yi Peng : Lanna Light Festival 2024 ภายใต้บรรยากาศล้านนาที่สวยงาม

นางพัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ จับมือกับพันธมิตรและเครือข่ายหวังต่อยอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเอาไว้ โดยนอกเมืองได้จับมือกับชุมชนเวียงท่ากาน อ.สันป่าตอง ในการร่วมกันสืบทอดประเพณียี่เป็งของชุมชน เป็นงานน่ารักที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยว ส่วนในตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงมีเสน่ห์เสมอมาในแง่ความงดงามของกิจกรรมที่จัดขึ้น และคาดการณ์ไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2567 ยาว 5 วัน ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พอดี ทำให้อัตราการจองเข้าพักมากกว่า 80% และมีเวลาพำนัก 3 วัน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 20% หรือราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดฤดูหนาวปีนี้การท่องเที่ยวซึ่งทำรายได้หลักให้กับเมืองเชียงใหม่จะขยับเท่ากับปี 2562 ที่ผ่านมา

 

เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่เป็นเทศกาลประจำเมืองที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนาและจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี และถือเป็นเทศกาลระดับนานาชาติที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและเมืองอย่างยั่งยืนให้กับจังหวัด สอดคล้องกับนโยบาย 12 เดือน 12 เทศกาลของจังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งยังตอบสนองต่อนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับประเทศภายใต้ฐานอัตลักษณ์ของท้องถิ่น สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว จึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในการพัฒนาต่อยอดเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” ผ่านการเชื่อมโยงกิจกรรมหลักทั้ง 4 ของเทศกาล พร้อมกับการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในเทศกาล ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจร่วมฟื้นฟูเมืองหลังสถานการณ์น้ำท่วมสู่ยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระตุ้นการมาเยือนของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและนักเดินทางไมซ์ ที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกให้กับจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ต่อเนื่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ

 

ซึ่งกิจกรรมหลักทั้ง 4 ประกอบไปด้วย
1. Yi-Peng Communication ร่วมพัฒนาช่องทางการประชาสัมพันธ์กิจกรรม สินค้า และบริการสำหรับเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ โดยประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์และ Website www.visitlannaassociation.com เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์เทศกาลยี่เป็งและเทศกาลอื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลของเทศกาลยี่เป็ง รวมถึงสินค้าและบริการท้องถิ่นไปสู่กลุ่มเป้าหมาย
2. Yi-Peng Illumination กิจกรรมต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมวิถีชาวล้านนา การประดับประดาไฟในพื้นที่ สาธารณะ วัด ชุมชน และคาเฟ่ และความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่จัดทำและตกแต่งร้านค้าให้เป็นไปตามเทศกาลยี่เป็ง กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในบรรยากาศยามค่ำคืนเพื่อสร้าง Night-time Economy ส่งเสริมภาพลักษณ์และบรรยากาศให้กับเทศกาลยี่เป็งในฐานะ Night-Light Festival


3. Yi-Peng Product & Service คัดเลือกและนำเสนอสินค้าและบริการพิเศษสำหรับเทศกาลยี่เป็ง ที่สอดคล้องกับแนวคิด “ล้านนา บูชา แสงไฟ” โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการและร้านค้านำเสนอสินค้าและบริการที่สะท้อนวัฒนธรรมล้านนาและเทศกาลยี่เป็ง และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น เมนูอาหาร ผลิตภัณฑ์สปา งานหัตถกรรม และร่วมจัดกิจกรรม networking เพื่อการพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อส่งเสริมการขายร่วมกัน เป็นต้น
4. Yi-peng Navigator จัดทำแผนที่รวบรวมข้อมูลกิจกรรมภายในงานเพื่อสื่อสารข้อมูลให้กับผู้มาเยือนเทศกาลยี่เป็ง และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวตามเส้นทางภายใต้แนวคิดรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อทำภารกิจ (mission) ภายในงานยี่เป็ง ส่งเสริมการชื่นชมบรรยากาศในสถานที่สำคัญ ใช้จ่ายตามร้านค้า ร้านอาหารที่ร่วมรายการ ภายใต้ร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงการนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในกลุ่มจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ เพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้งานเทศกาลช่วยกระตุ้นผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่ภาคเหนือ

ซึ่งในปีนี้ กิจกรรม “ต๋ามผางปะตี๊ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน จะเป็นกิจกรรมแรกของเมือง ภายใต้การทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายภายใต้แกนนำอย่างเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ผู้เป็นส่วนสำคัญในการจัดทำกิจกรรมนี้สืบทอดกันมาเป็นเวลาเกือบ 10 กว่าปี กิจกรรมในปีนี้ จะส่งเสริมการจุดผางประทีปแทนการปล่อยโคมลอยในตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อสืบสานประเพณีชาวล้านนาและส่งเสริมการสร้างความร่วมมือร่วมใจกัน ภายใต้แนวคิด “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” เพื่อใช้เทศกาลยี่เป็งในปีนี้เป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูเมืองเพื่อการเริ่มต้นใหม่ของชาวล้านนาภายหลังอุทกภัย

โดยกิจกรรมนี้ เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ พันธมิตร สถาบันการศึกษาเทคนิค และอาชีวะ สสส. สคล. สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแกร็บ ได้ตั้งใจร่วมกันว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นจุดสำคัญในการร่วมกันเล่าเรื่องและร้อยเรียงเรื่องราวกิจกรรมที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ และเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันสร้างบรรยากาศของการประดับประดาแสงไฟเพื่อการบูชาตามวิถีของชาวล้านนาในงานเทศกาลประเพณีประจำเมือง ที่จะช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมของพื้นที่ในการต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือนผ่านเทศกาล Yi Peng Lanna Light festival 2024 เพื่อที่งานเทศกาลยี่เป็งในปีนี้จะเป็นเทศกาลสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่รวมถึงพื้นที่ต่อเนื่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ในช่วงของประเพณียี่เป็งเชียงใหม่มากยิ่งขึ้น

ไฮไลฟ์กรุ๊ป มุ่งยกระดับสังคมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน นำร่องโครงการแรก “Hylife Innovation Excellence Awards 2024” งานประกวดนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของสังคมเชียงใหม่

กลุ่มบริษัท ไฮไลฟ์ ภายใต้การบริหารงาน ของ Mr. Shubhodeep Das ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กลุ่มบริษัท ไฮไลฟ์ ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงใหม่, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP), เครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจั จ.เชียงใหม่ (Agri Inno) จัดโครงการ INNOVATION DRIVEN ENTERPRISE for sustainability in Chiang Mai ขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมงานนวัตกรรมอาหาร และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาค

ภายใต้โครงการนี้ ได้มีการจัดการประกวดผลงานแนวคิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยสู่ความยั่งยืนของจังหวัดเชียงใหม่ “Hylife Innovation Excellence Awards 2024” ขึ้น เพื่อชิงเงินรางวัล ถ้วยรางวัล และใบประกาศนียบัตร มูลค่ารวม 200,000 บาท และโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจกับ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ โดยมีหัวข้อในการประกวด 2 หัวข้อ ได้แก่ แนวคิดนวัตกรรมอาหาร หัวข้อ Food for Future และ แนวคิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย หัวข้อ Healthy Living Innovation ซึ่งผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ ได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการ ในงานประกาศผลรางวัล ซึ่งจัดขึ้น ณ. โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567


โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย มีดังต่อไปนี้
ด็อกเตอร์เอกซ์ ชุดน้ำยาตรวจคัดกรองสารฆ่าแมลง (DR.EX.Pesticide screening test kit)
เส้นบะหมี่โปรตีนสูง (High-protein noodles)
กาแฟหมักสกัดเย็นสูตรเข้มข้นแบบพกพา (Immune Boosting Cold Brew Coffee)
ระบบป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุด้วยเซ็นเซอร์ (Fall prevention system for the elderly)
กล่องแจ้งเตือนฉีดยาและเก็บอุณภูมิอินซูลิน (Insubox)
รายชื่อผู้ได้รับรางวัลพิเศษ (ชมเชย) จำนวน 5 รางวัล มีดังต่อไปนี้


1. รางวัล นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Best Innovation for Sustainability Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ คราฟต์โซดาสับปะรดเวเนการ์พร้อมดื่ม (Pineapple Vinegar Craft Soda Ready to Drink)

2. รางวัล ผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม ดีเด่น (Best Social Impact Product Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นมถั่วลายเสือ (White Tiger)

3. รางวัล ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นทางธุรกิจ ดีเด่น (Outstanding Business Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันจระเข้สำหรับการควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด (Crocodile Oil Supplements)

4. รางวัล การนำเสนอผลงานยอดเยี่ยม (Best Presentation Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ สารสำคัญเชิงหน้าที่ จากไมซีเลียมถั่งเช่าสีทอง (Imuneup )

5. รางวัล สุดยอดความคิดสร้างสรรค์ (Creative Excellence Award)
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ โปรตีนพืชซินไบโอติกจากถั่วเขียว (BeanPro by Power B)

ในช่วงพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรี เชียงใหม่ มาร่วมพิธีเปิดงาน ร่วมกับผู้บริหารจาก กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ และแขกกิตติมศักดิ์จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP), เครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจั จ.เชียงใหม่ ด้วย


นอกจากนี้ ในงานยังมีกิจกรรมเสวนาพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อที่จะให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อการบรรยาย ได้แก่1. หัวข้อ ‘Growth Fund: เงินทุนเพื่อการเติบโตของผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน’ โดย ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัส
2. หัวข้อ ‘แนวทางการต่อยอดผลงานนวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน’ โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ดวงพร อมรเลิศพิศาล
3. หัวข้อ ‘การสนับสนุนนวัตกรรมของเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน’ โดย อาจารย์ ดร. กัลย์ กัลยาณมิตร
4. หัวข้อ ‘การฟื้นฟูผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ แสงสว่างแห่งความหวังในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเกษตรและอาหาร’ โดย ดร. ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม

ซึ่งการบรรยายพิเศษนี้ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจพร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในจังหวัด และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านอาหารและสุขอนามัย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ทั้งการออกบูธกิจกรรมของบริษัทในเครือ กลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ได้แก่ บริษัทไฮไลฟ์ โกลบอล ฟู้ดส์ จำกัด และบริษัท ดร.ไฮจีน จำกัด และได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลักทางธุรกิจ มาร่วมออกบูธกิจกรรม อาทิ บริษัท ลลิตา พีพีโอ จำกัด (Lalita PPO Co.,Ltd.), บริษัท ลักซูรี่ เชียงใหม่ แลนด์ จำกัด (Luxury Chiangmai Land Co., Ltd.) และ บริษัท เค.ไบโอ ไซเอ็นซ์ จำกัด (K.Bio Sciences Co., Ltd.) ฯลฯ เพื่อเพิ่มสีสัน และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เข้าร่วมงานและพันธมิตรของบริษัท ทางกลุ่มบริษัทไฮไลฟ์ ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ทีมสื่อสารองค์กร Hylife GroupE-mail : ide@hylife.co.thโทรศัพท์ : 094-2765752
Website : www.hylifegroup.com
Facebook Page : https://www.facebook.com/hylifegroupthailand

‘ซีพีเอฟ-พันธมิตร-คู่ค้า’ ร่วมโครงการต่อชีวิตช้างไทย มอบอาหารช้างคุณภาพ ที่ปางช้างแม่สา จ.เชียงใหม่

เมื่อเช้าวันที่ 16 ต.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยและเจ้าของปางช้างแม่สา ได้ให้ต้อนรับนายสุพงษ์ ลักษณ์ธนากุล ผู้บริหารเชียงใหม่ธนากุลกรุ๊ป และนายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสัตว์บก นายพูนศักดิ์ ทองพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารโค บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน และทีมงานที่เดินทางมา ร่วมกันมอบอาหารช้างในโครงการต่อชีวิตช้างไทย โดยได้มอบอาหารช้างเอราวัณ จำนวน 150 ถุงให้กับปางช้างแม่สา

โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สานต่อโครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” จับมือพันธมิตรและคู่ค้าอาหารสัตว์บกทั่วประเทศ ร่วมบริจาคแต้ม (Point) สมทบทุนซื้ออาหารช้าง ช่วยเหลือช้างกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัย ผนึกกำลังร้านเชียงใหม่ธนากุล ร่วมส่งมอบอาหารช้างเอราวัณ รวม 12 ตัน กระจายสู่ปางช้างแม่สา และปางช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ ตลอดจน สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือโรงพยาบาลช้างลำปาง

นายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟร่วมร้อยเรียงความดีเดินหน้า
โครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” มอบอาหารคุณภาพให้ช้างอิ่มท้อง สร้างสุขภาพดี นับตั้งแต่วิกฤติช้างไทยในสถานการณ์โควิด-19 ที่บริษัทได้ส่งต่ออาหารช้างให้กับหลายหน่วยงานที่ช่วยเหลือช้าง จนถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของช้างโดยตรง ซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารช้างที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกัน จึงจับมือพันธมิตรและคู่ค้าอาหารสัตว์บกทั่วประเทศ ขยายผลสร้างเครือข่ายช่วยเหลือช้าง แบ่งเบาภาระผู้เลี้ยงช้างกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการส่งต่ออาหารที่เพียงพอ มีคุณค่าทางโกชนาการ ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการให้กับช้างไทย

“โครงการ “ต่อชีวิตช้างไทย” เป็นนวัตกรรมทางสังคมในการสร้างการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งเกษตรกรที่เป็นลูกค้าอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ คู่ค้า และทุกภาคส่วนมาร่วมกันอนุรักษ์ช้าง ด้วยการนำแต้ม CPF Feed Point จากช่องทางออนไลน์ และแอปพลิเคชัน CP SmartMORE มาแลกเป็นอาหารช้าง ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันบริจาคแต้มเปลี่ยนให้เป็นอาหารช้าง ส่งต่อไปยังช้างกลุ่มเป้าหมาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอบคุณเชียงใหม่ธนากุล ร้านตัวแทนจำหน่ายอันดับหนึ่งของอาหารสัตว์บก ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการขนส่งอาหารในครั้งนี้ ”


ด้านนางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารมูลนิธิอนุรักษ์ช้างไทยและเจ้าของปางช้างแม่สา ได้รับมอบแล้ว ได้จัดให้มีการผสมอหารที่ได้รับมอบ เพื่อให้ช้างชราได้กิน พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก จากนั้นได้กระจายอาหารไปยังส่วนต่างๆของปางช้างเพื่อให้นไอาหารที่ได้รับมอบเป็นส่วนผสมกับหญ้าและสร้างอาหารอื่นเพื่อให้ช้างทีมีมากร่วม 70 เชือก ได้กินโดยทั่วถึงกับ พร้อมทั้งได้นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เยี่ยมชมส่วนต่างๆในการเลี้ยงดูช้างอย่างมีคุณภาพของปางช้างแม่สาในครั้งนี้ด้วย//

 

 

ท่าช้างเชียงใหม่ร่วมเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดงานคอนเสิร์ต ปันน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม ‘Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai’ ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมใหญ่เมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ที่ท่าช้าง คาแฟ่ เชียงใหม่ มีการงานแถลงข่าวคอนเสิร์ต Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai เพื่อช่วยเหลือชาวเชียงใหม่หลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่โดยมี นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค และเลิฟอีส ทั้งยังเป็นมือกีต้าร์วงพรู พร้อมทั้งนายวมินทร์ ประกอบสุข หรือ จอมท่าช้าง ผู้บริหารท่าช้าง โดยความร่วมมือกันของศิลปินชั้นนำในตำนานจาก ค่ายเบเกอรี่มิวสิค และ ท่าช้างคาเฟ่ ผู้นำทางด้านดนตรีและความบันเทิงแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

โดยวัตถประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เพื่อดูแล บรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องในชุมชน เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จากสาเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กระจายวงกว้างทำให้มีประชาชนเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนสูงมากกว่า 20,000 หลังคาเรือน การดูแลขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ จากตัวแทนชุมชน เข้าร่วมตัดสินใจ การบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละพื้นที่ เพื่อการสร้างและคืนความสุขให้กับคนเชียงใหม่ที่ประสบความเดือดร้อนให้กลับฟื้นคืนมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

โดยทางนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค และเลิฟอีส ทั้งยังเป็นมือกีต้าร์วงพรู กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะจัดเบเกอรี่ร็อคมิวสิค ทั้งจากความชอบของตนเอง และยังคงคิดถึงห้วงเวลาแห่งวันวานที่เสียงดนตรีร็อคกระหึ่มฮอลล์ จึงเกิดงานคอนเสิร์ตเบเกอรี่ร็อคขึ้น ทั้งนี้จะเกิดขึ้นที่กรุงเทพก่อน และจังหวะเหมาะที่พี่สุกี้เห็นคือ แลนมาร์คแห่งเบเกอรี่นั้นอยู่ที่เชียงใหม่ ในฐานะบ้านหลังที่ 2 เราจะไม่ไปจัดที่เชียงใหม่ได้ยังไง จึงเกิดการคุยและตกลงร่วมมือกันกับท่าช้างคาเฟ่ นักดนตรีถือเป็นเผ่าสร้างความบันเทิง ในขณะที่คนดูคือชนเผ่าที่มีความสุข การหลอมรวมทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียว คือ การสร้างและคืนความสุขให้กับคนเชียงใหม่ที่ประสบความเดือดร้อนให้กลับฟื้นคืนมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ด้านนายวมินทร์ ประกอบสุข หรือ จอมท่าช้าง ผู้บริหารท่าช้าง ได้กล่าวว่า เมื่อทางนายกมล สุโกศล แคลปป์ หรือ พี่สุกี้ติดต่อมาเพื่อจุดประสงค์จะช่วยเหลือปัญหาใหญ่ขแงเมืองเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงมีความสนใจและตอบตกลงร่วมมือทันที ด้วยเป็นสาวกชาวเบเกอเลี่ยน และรักในดนตรีร็อคอยู่แล้ว แน่นอนว่าอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เพื่อชาวเชียงใหม่และชาวเหนือ ตั้งใจอย่างยิ่งว่าการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ต้องคืนความสุขให้ชาวเชียงใหม่ ทั้งเสียงเพลง การบริการจากการชมคอนเสิร์ต และด้วยสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวเชียงใหม่ จอมท่าช้าง จึงตัดสินใจ ปรับเป็น Concert Charity โดยยอดการจำหน่ายบัตร หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว นำช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อน ของพี่น้องชาวเชียงใหม่ มอบเข้า ‘กองทุนพลังน้ำใจนครเชียงใหม่’

​“กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแล บรรเทาความเดือดร้อน ของพี่น้องในชุมชน เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ การดูแลขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ จากตัวแทนชุมชน เข้าร่วมตัดสินใจ การบรรเทาความเดือดร้อนในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของบ้านเรือน ทรัพย์สิน และการสูญเสียแหล่งทำมาหากิน

ทางนายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่และยังเป็น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกองทุน กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้กระจายวงกว้างทำให้มีประชาชนเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนสูงมากกว่า 20,000 หลังคาเรือน ไม่รวมภาคธุรกิจ การฟื้นฟูยิ่งหนักกว่ามาก โดยเฉพาะขยะที่มีมากถึง 10,000 ตัน และยังมีทยอยทิ้งออกมาอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดการยากมาก


ทั้งนี้ Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ตพบกับศิลปิน 3 วงที่จะมาอยู่บนเวทีเดียวกันครั้งแรกที่เชียงใหม่ คือ Moderndog , PRU , Flure งานที่ไม่ใช่แค่สร้างความสุขและความมันส์ให้กับผู้ชม แต่ยังมาพร้อมกับความหมายดี ๆ ที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนไปพร้อมกัน เป็น Bakery Rock Concert Live In Chiang Mai คอนเสิร์ตที่มากกว่าความสนุกกว่า 5 ชั่วโมง

นี่คือโอกาสที่จะได้สนุกไปกับเพลงร็อคที่ชื่นชอบจากศิลปินในตำนานของค่ายเบเกอรี่ ที่จะมาร่วมแสดงพลังแห่งน้ำใจ สนุกไปกับเสียงดนตรี และสร้างความทรงจำที่งดงามร่วมกันใน คอนเสิร์ตเบเกอรี่ร็อค งานนี้ไม่เพียงเป็นการมอบความสุข แต่ยังเป็นการให้ความหวังและกำลังใจแก่ชุมชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือในค่ำคืนแห่งเสียงเพลงนี้ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในค่ำคืนแห่งการให้ มาเจอกันที่เชียงใหม่ กับคอนเสิร์ตที่มากกว่าแค่เสียงเพลง

ซื้อบัตรได้ที่ https://www.theconcert.com/5002525/bakeryrockchiangmai สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร้านท่าช้าง คาเฟ่
แอดไลน์ @thachangcafe คลิกเลย [https://lin.ee/0zhZto0] ติดตามรายละเอียดได้ที่ : Facebook : ท่าช้าง คาเฟ่